หลังจากให้ “ลูกสาวอุ้มท้องหลาน” อย่าง “แพทองธาร ชินวัตร” หรืออิ๊งค์มาท่องอาขยานว่าเรื่อง “คิดใหญ่ ทำเป็น” ไปเมื่อวันอังคารแล้ว ในช่วงค่ำ “ทักษิณ ชินวัตร” ที่แปลงชื่อเปลี่ยนนามเป็น “โทนี่ วู้ดซัม” ก็มาออกโม้ในเฟซบุ๊กแคร์ คิด เคลื่อน ไทย อีกรอบ โดยเฉพาะในประเด็นค่าจ้างขั้นต่ำ 600 บาท/วัน และปริญญาตรี 25,000 บาท ต่อเดือนว่าทำได้แน่นอน พร้อมคุยฟุ้งอีกว่า หากประเทศไทยไม่มีระบบเฮงซวย ป่านนี้ 800 บาทก็ทำได้สบาย ...๐
พิโธ่! ระบบเฮงซวยแต่ทำไม “สัมภเวสี” ถึงดิ้นพล่านที่จะอยากกลับมานักเล่า หรือระบบเฮงซวยที่ว่านั้นก็เป็นระบบที่ทำให้ “ชินวัตร” ลืมตาอ้าปากได้มิใช่หรือ เพราะอย่าลืมในอดีตที่ต้องวิ่งแลกเช็คอยู่จนขาขวิด แต่เมื่อคลานเข่าเข้าไปขอสัมปทาน คนชื่อ “มนตรี พงษ์พานิช” ที่นั่ง รมว.คมนาคมในขณะนั้น หรือแม้แต่เดิมกุมเป้าโค้งหัวให้ “พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์” บิ๊กจ๊อด อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด และประธานคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ซึ่งรัฐประหารในปี 2534 ในการขอทำดาวเทียมแล้วหรืออย่างไร จึงมาคุยอวยคำโตโอ้อวดว่า “คว้าอากาศมาเป็นเงินจนรวยได้” ในปัจจุบัน ...๐
แล้วก็ได้แต่ขำที่บรรดา “ลูกหาบ” ก็ออกมาเรียงหน้าทันทีว่าทำได้ โดย “สุทิน คลังแสง” ส.ส.มหาสารคามและรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยถึงกับบอกฟื้นอดีตในยุค “นารีขี่ม้าขาว” ว่าตอนนั้นก็ขึ้น 300 บาทไม่เห็นมีใครเจ๊งซักราย ก็ไม่รู้ว่านี่เป็นการอวยแบบลืมหูลืมตาหรือเปล่า เพราะตอนอภิปรายไม่ไว้วางใจในเรื่องเศรษฐกิจนั้น พรรคเพื่อไทยก็ มักจะนำไทยไปเปรียบเทียบกับ “เวียดนาม” อยู่เสมอๆ มิใช่หรือ แล้วทำไมไม่ดูให้ลึกลงไปเล่าว่า ที่เวียดนามผงาดแซงไทยไปนั้นก็มีจุดเริ่มมาจากค่าจ้าง 300 บาทนั่นแล อย่าพยายามตัดตอนเอาดีเข้าตัวเอาชั่วใส่คนอื่นนักเลย ...๐
ที่สำคัญอย่าลืมว่า “600 บาท” และ 25,000 บาทสำหรับผู้จบปริญญาตรีนั้นไม่ใช่แค่แรงงานขั้นต่ำเท่านั้น เพราะมันจะสะเทือนไปยังรอบใหญ่อย่างข้าราชการและภาคเอกชนโดยทั่วด้วย โดยเฉพาะ ข้าราชการที่ก็ต้องปรับตามเพื่อไม่ให้เกิด “สมองไหล” เหมือนเมื่อครั้งปรับ 15,000 บาทในยุคยิ่งลักษณ์ ที่สำคัญหากมีการปรับเกิดขึ้นจริง โดยการทุบโต๊ะไตรภาคีเหมือนยุค “ปู” แล้ว ก็อยากถามว่างบประมาณของประเทศจะไม่อุดมไปด้วยเงินเดือนประจำกันหรืออย่างไร แล้วยังไม่นับรวมบำเหน็จบำนาญที่จะทบทวีคูณขึ้นอีก ...๐
ตอนวิกฤตต้มยำกุ้ง หรือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ประเทศไทยยังรอดพ้นมาได้ แต่ หากเกิดวิกฤตประชานิยมที่ทักษิณและครอบครัวปล้ำผีลุก ปลุกผีนั่ง ขึ้นมาอีกรอบ งานนี้เราอาจเป็นประเทศซ้ำรอยลาตินอเมริกาก็เป็นได้ แล้วก็ ช่างย้อนแย้งใน 10 ข้อของ “อิ๊งค์” เสียเหลือเกิน โดยเฉพาะในเรื่องเทคโนโลยีและนวัตกรรมทั้งหลายที่เจ้าตัวก็นั่งเป็นประธานควบคู่กับหัวหน้าครอบครัวอยู่ เพราะหากเน้นดิจิทัลอย่างที่วาดฝันไว้ได้จริง ต้นทุนทั้งหลาย ตลอดค่าครองชีพก็ต้องลดลงตามเทคโนโลยีสมัยใหม่สิ แต่นี่กลับต้องมาเพิ่มค่าแรง ค่าจ้าง แสดงให้เห็นว่า “เทคโนโลยี” ที่โม้กันไว้ก็ไม่ได้มาช่วยต่อยอดแต่ประการใดใช่หรือไม่ ...๐
แหม! ที่น่าปรบมือและ ควรนำไปอบรมพ่อเมืองกรุงเทพมหานครอย่าง “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ก็คือ ข้อเสนอที่บอกว่าจะปรับตั๋วร่วมรถไฟฟ้าให้เหลือ 20 บาทตลอดสาย เพราะขนาดผู้ว่าฯ ล้านสามเสียงที่หาเสียงไว้ดิบดีว่า 30 บาททำได้สบาย แล้วก็มาพลิกเป็น 59 บาทเฉพาะส่วนต่อขยายก็ยังพะอืดพะอมทำไม่ได้ ซึ่งล่าสุดก็ได้ทำเพียงวิงวอนให้ BTS มอบความเมตตาที่จะไม่ปรับค่าโดยสารในวันที่ 1 ม.ค.2566 ซึ่งจนป่านนี้ก็ยังไม่รู้ว่าจะออกหัวออกก้อยแต่นี่จะลดราคาตลอดสายเหลือ 20 บาท เจ้าประคุณขอทำได้ด้วยเถอะ ...๐
หันมาเรื่องของ “มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์” กันบ้าง ต้องเรียกว่าสมกับราคานักพีอาร์และนักการตลาดตัวจริง เพราะการแถลงข่าวเปิดตัวที่พรรคพลังประชารัฐว่าเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมยกมือไหว้ “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรค พปชร.นั้น ต้องบอกว่าเป็นการมัดมือชกโดยแท้ เล่นเอาบรรดาลูกพรรคถึงกับหน้าเหวอกันเลยทีเดียว เพราะนึกว่าจะมาเป็นแค่หัวหน้าทีมเศรษฐกิจแต่นี่จะพาสชั้นขึ้นแท่นนายกฯ กันเลยทีเดียว ...๐
ทิ้งท้ายด้วย กฎหมายปลดล็อกท้องถิ่นของคณะก้าวหน้าเสนอ แต่ “พรรคก้าวไกล” เป็นหัวหอกกันบ้าง ซึ่งก็ถูกรัฐสภาตีตกไปตามเดิม ทำให้ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” พร้อมด้วยพรรค ก.ก.ต้องมาชี้แจงแถลงไขอีกรอบ โดยยืนยันว่าไม่สุดโต่งอย่างนั้นอย่างนี้ คำถามคือ ไหนบอกว่าเป็นประชาธิปไตย ในเมื่อรัฐสภาโหวตแล้วแพ้ก็ต้องยอมรับมิใช่เหรอ แต่นี่กลับทำตัวเหมือนเด็กขี้แพ้ชวนตีที่ลงมาแถลงด่ากราดพวกโหวตสวนทางตัวเอง อย่าลืมนะ ยุคนี้กรรมมันออนไลน์ โดยเฉพาะบรรดาคนที่คิดร้ายและคิดอะไรซ่อนรูป สุดท้ายดาบนั้นมันก็จะคืนสนองเอง ...๐
ท.ศักดิ์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
บันทึกหน้า 4
แม้รัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล จะก้าวขึ้นสู่อำนาจด้วยเสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้นในสภา แต่เส้นทางการบริหารประเทศจากนี้ไป ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ หากเต็มไปด้วย “โจทย์ใหญ่” และ “ปมเสี่ยง” ที่อาจกลายเป็นแรงสะเทือนทางการเมืองได้ทุกเมื่อ
บันทึกหน้า 4
บันทึกท่ามกลางอากาศร้อน แต่ยังร้อนไม่เท่ากับบรรยากาศด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในบ้านเรา เพราะ "หน้าตา ครม.ชุดใหม่" ทำท่าว่ามิได้ไฉไลไปกว่าเก่า เพราะยังคงยึดโยงอยู่กับวัฒนธรรม "แบ่งโควตา" เก้าอี้สนองก๊วนแก๊งบ้านเล็กบ้านใหญ่เหมือนเดิม .
บันทึกหน้า 4
ท่วมท้น! 293 เสียง "อนุทิน ชาญวีรกูล" ฉลุยนายกฯ สมัย 2 ถึงจะโดนฝ่ายค้านรุมอภิปรายกังขาปมจริยธรรมในเรื่องคดีฮั้ว สว. ก็ตาม "
บันทึกหน้า 4
ต้องบอกว่าการเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ได้ถึงทางแยกที่สำคัญประการหนึ่ง เมื่อศาล รัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 รับคำร้องที่ “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” ขอให้พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ในการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่งหรือบาร์โค้ดและรหัสคิวอาร์ ที่จะทำให้การออกเสียงลงคะแนนไม่ได้เป็นไปโดยลับตามรัฐธรรมนูญ
บันทึกหน้า 4
สงครามสหรัฐ-อิสราเอลบุกอิหร่าน ส่งผลกระทบไปทั่วโลก โดยเฉพาะการขนส่งน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้ ประเทศไทยก็โดนกันทั่วหน้า ประชาชนแตกตื่นแห่ไปเติมน้ำมัน แต่ปั๊มไม่มีน้ำมันพร้อมขึ้นป้าย "อยู่ระหว่างการขนส่ง" และในวันที่ 18 ส.ค.
บันทึกหน้า 4
ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กำลังส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานทั่วโลก หนึ่งในประเด็นที่เริ่มถูกจับตาในประเทศไทยคือ ความเสี่ยงเรื่องการขาดแคลนน้ำมัน ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงเริ่มออกมาตรการประหยัดพลังงานในภาครัฐ เช่น การให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจทำงานที่บ้าน หรือ Work from Home (WFH) ลดการเดินทาง รวมถึงชะลอการดูงานต่างประเทศ


