ความท้าทายของเศรษฐกิจไทยปีหน้าคือการส่งออกที่หดตัวลงและภาวะเงินเฟ้อที่ยังอาจจะไม่ลดลงอย่างที่คาดหวัง
นักท่องเที่ยวต่างชาติอาจจะวิ่งไปที่ประมาณ 20 ล้านคน เปรียบเทียบกับปีนี้ที่ราวๆ 10 ล้านคน
ทั้งนี้ อยู่ที่ว่าการผ่อนคลายนโยบายโควิดของจีนที่เราเริ่มจะเห็นในสัปดาห์ที่ผ่านมาจะนำไปการเปิดทางให้นักท่องเที่ยวจีนออกนอกประเทศหรือไม่
แต่หลายวงการประเมินว่า นโยบายโควิดของจีนยังกำลังถูกทดสอบว่าเมื่อคลายล็อกแล้ว ตัวเลขคนติดเชื้อโควิดจะพุ่งสูงขึ้นหรือไม่
และหากการฉีดวัคซีนไม่สามารถเร่งขึ้นเป็นกรณีพิเศษ โดยเฉพาะในหมู่ผู้สูงอายุและเปราะบาง จะมีการปรับนโยบายกลับไปเข้มข้นอีกหรือไม่อย่างไร
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่บอกให้รอหลังการประชุมประจำปีของสภาประชาชนในเดือนมีนาคมปีหน้า ซึ่งเป็นจังหวะที่สำคัญที่จะยืนยันนโยบายหลักๆ ของประเทศสำหรับปีใหม่
ดังนั้นความคาดหวังใดๆ เกี่ยวกับจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่จะมาประเทศไทยก็ยังมีเงื่อนไขที่จะต้องพิจารณากันอีกหลายปัจจัย
เอกชนไทยมองปีหน้าด้วยความหวัง...และความกังวล
คุณสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการสภาหอการค้าไทย บอกหลังประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประจำเดือนว่า
มีการประเมินว่า ปี 2565 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 3.2% และการส่งออกที่ 7.25% เงินเฟ้อคาดว่าอยู่ที่ 6.2%
ส่วนปี 2566 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 3.-3.5%
โดยมีปัจจัยสนับสนุนด้านการท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชนเป็นหลัก
แต่ที่น่าสังเกตคือ หากปีหน้าไทยเราโตในระดับนี้จะน้อยกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียนอย่างมาเลเซีย, อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์กับเวียดนาม
ที่น่ากังวลคือ การส่งออกในปีหน้า เพราะในบางภูมิภาคของเศรษฐกิจโลกอาจจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย หรือ recession
เพราะยังไม่มีสัญญาณว่าสงครามยูเครนจะผ่อนเบาลงได้แต่อย่างใด
อีกทั้งตัวเลขการส่งออกของไทยในเดือนตุลาคมที่ผ่านมาติดลบ 4% เพราะตลาดโลกเริ่มจะชะลอตัว
กกร.จึงประมาณไว้ว่า การส่งออกปีหน้าของไทยจะโตในกรอบของ 1-2% เท่านั้น เพราะเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอลง
ส่วนอัตราเงินเฟ้อปีหน้า ผู้นำเอกชนคาดว่าจะอยู่ที่ 2.7-3.2%
กระทรวงพาณิชย์เพิ่งแถลงว่า เงินเฟ้อทั่วไปเดือนพฤศจิกายนของปีนี้ขยายตัว 5.55% ชะลอตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3
ขณะที่ 'เงินเฟ้อพื้นฐาน' ยังเติบโตที่ 3.22% ตามการส่งผ่านต้นทุนพลังงาน
คุณพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป หรืออัตราเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) ในเดือน พ.ย.2565 เท่ากับ 107.92 ขยายตัว 5.55% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นการชะลอตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ตามการชะลอตัวของราคาสินค้าในกลุ่มอาหาร โดยเฉพาะผักสด ผลไม้สด เนื้อสัตว์ และเครื่องประกอบอาหาร
ทั้งนี้ ในเดือนสิงหาคมปีนี้ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปขยายตัว 7.86% ก่อนจะขยายตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 6.41% ในเดือนกันยายน และขยายตัวที่ระดับ 5.98% ในเดือนตุลาคม
คุณพูนพงษ์บอกว่า เมื่อพิจารณาเป็นรายหมวดสินค้า พบว่าหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ยังขยายตัวที่ระดับ 8.40% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
แต่เป็นอัตราการขยายตัวที่ชะลอตัวลงจากเดือนก่อน (ต.ค.2565) ที่ขยายตัว 9.58%
ขณะที่หมวดอื่นๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มยังขยายตัวที่ 3.59% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามการสูงขึ้นของสินค้ากลุ่มพลังงาน ทั้งน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าไฟฟ้า และก๊าซหุงต้ม รวมทั้งค่าโดยสารสาธารณะ
สำหรับในช่วง 11 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-พ.ย.2565) อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ขยายตัวเฉลี่ย 6.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ในเดือนพฤศจิกายน 2565 ขยายตัวที่ระดับ 3.22% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามต้นทุนการผลิตที่เกิดจากราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูง
ส่งผลให้ราคาขายปลีกสินค้าและบริการปรับเพิ่มขึ้น
ขณะที่การขยายตัวของอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานดังกล่าว เป็นอัตราการขยายตัวที่เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหรือตุลาคม ซึ่งเงินเฟ้อพื้นฐานขยายตัวที่ 3.17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในช่วง 11 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-พ.ย.2565) ขยายตัว 2.44% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
คุณพูนพงษ์พูดถึงแนวโน้มเงินเฟ้อเดือนธันวาคม.2565 ว่า น่าจะยังขยายตัวในระดับที่ใกล้เคียงกับเดือนที่ผ่านมา เนื่องจากราคาพลังงาน เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง ค่าไฟฟ้า และก๊าซหุงต้ม และสินค้ากลุ่มอาหาร อาทิ เนื้อสัตว์ ไข่และผลิตภัณฑ์นม และอาหารสำเร็จรูป รวมทั้งค่าโดยสารสาธารณะยังสูงกว่าเดือนเดียวกันของปีก่อน ขณะที่อุปสงค์ในประเทศเริ่มปรับตัวดีขึ้น เป็นต้น
กระทรวงพาณิชย์ยังคงคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2565 อยู่ที่ระหว่าง 5.5-6.5% โดยมีค่ากลางที่ 6%
ตัวเลขเหล่านี้บอกเราว่าปีหน้าจะเป็นปีที่ท้าทายสำหรับเศรษฐกิจไทยที่ต้องเผชิญกับความผันผวนในหลายๆ ด้าน
อีกทั้งปีใหม่นี้จะมีความไม่แน่นอนทางการเมือง เพราะประเทศเข้าสู่การเลือกตั้งทั่วไป
โดยที่พรรคการเมืองทั้งหลายได้นำเสนอนโยบายเศรษฐกิจที่นักวิเคราะห์เรียกว่า “ขายฝัน” เพราะต้องการจะเรียกความนิยมจากประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง
มองในแง่บวกก็คือ การที่พรรคการเมืองทั้งหลายต้องตอบคำถามประชาชนว่าจะมีแนวทางการแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนอย่างไร
มองในแง่ลบ คำมั่นสัญญาเรื่องค่าจ้างขั้นต่ำสำหรับคนทำงานและเงินเดือนสำหรับผู้จบปริญญาตรีที่มีการนำเสนอให้สูงขึ้นจากพรรคการเมืองต่างๆ อาจจะนำไปสู่ “ความคาดหวัง” ที่เกินเลยความเป็นจริง
อีกทั้งกลไกตลาดอาจจะดันราคาสินค้าให้สูงขึ้นไปรอรับคำมั่นสัญญาของพรรคการเมืองที่ให้กับประชาชนว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
โดยไม่มีคำตอบว่าพรรคการเมืองเหล่านี้หากเข้ามาเป็นรัฐบาลแล้วจะมีช่องทางหารายได้เพื่อตอบสนองนโยบายเหล่านั้นอย่างไร
ดังนั้นปีกระต่ายจึงเป็นปีที่ต้องพิสูจน์ว่าจะเป็น
กระต่ายตื่นตูม
กระต่ายหมายจันทร์
หรือกระต่ายวิ่งแข่งแพ้เต่า เพราะความประมาทและประเมินสถานการณ์ผิดพลาดหรือไม่.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยุค‘ประโยชน์นิยม’ ชัยวุฒิซัดข้ามขั้วแบ่งเค้ก ยศชนันโอดกาสิโนหลอน
“อนุทิน" โต้เดือด "หยุ่น-วีระ" ลั่นชัดเจน "สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ" คนของ "ภูมิใจไทย"
สื่ออาวุโสลืมหน้าที่ ‘หยุ่น-วีระ’ มาตรฐานที่หายไปในดงส้ม
การวิจารณ์นักการเมืองไม่ใช่เรื่องผิด และการตั้งคำถามกับพรรคการเมืองก็เป็นหน้าที่ปกติของสื่อมวลชน
แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’
ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!
มีแม้วไม่มีเรา! วัดใจจุดยืน 'พรรคส้ม' หลังทักษิณขีดเส้นแบ่งข้างทุกเวทีแล้ว
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่า "พรรคส้มกล้าไหม? มีแม้วไม่มีเรา!
ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน


