ขณะที่ผู้คนจำนวนหนึ่งตื่นเต้นกับเทคโนโลยี ChatGPT ที่สามารถตอบโต้กับมนุษย์ได้อย่าง “ฉลาดมากขึ้น” แต่ก็มีคนอีกจำนวนหนึ่งที่เกิดความกังวลว่ามันอาจจะ “ฉลาดเกินมนุษย์” จนไม่อาจจะควบคุมได้
หนึ่งในคนที่ร้อนใจคืออีลอน มัสก์ CEO ของ SpaceX และ Tesla กับผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์หรือ AI รวมทั้งผู้บริหารในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอีกจำนวนหนึ่ง
ความกลัวว่ามันจะเก่งเกินกว่าที่มนุษย์จะควบคุมได้ทำให้คณะนี้ทำหนังสือเปิดผนึก
เป็นการลงนามบัญชีหางว่าวเรียกร้องให้ระงับการพัฒนาเทคโนโลยี AI ใด ๆ ที่ล้ำหน้ากว่า GPT-4 ซึ่งเป็นโปรแกรม AI รุ่นล่าสุดของบริษัทโอเพนเอไอ (OpenAI) เป็นเวลา 6 เดือน
เหตุผลที่อ้างในจดหมายนี้คือถ้าหากขืนปล่อยให้มีการพัฒนาต่อไปอีกก็จะเกิด “ความเสี่ยงต่อสังคมและมนุษยชาติ”
หนังสือเปิดผนึกฉบับนี้ทำในนามขององค์กรไม่แสวงผลกำไร Future of Life Institute
มีผู้ลงนามที่ส่วนใหญ่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน AI และนักธุรกิจที่เป็นผู้บริหารอุตสาหกรรมเทคโนโลยีมากกว่า 1,000 คน
ล้วนแล้วแต่เป็นคนดัง ๆ ในวงการเช่นนักวิจัยจากบริษัทดีพไมน์ (DeepMind) โยชัว เบนจิโอ หรือหนึ่งใย “เจ้าพ่อแห่งปัญญาประดิษฐ์”
ตัวอีลอน มัสก์ เองนั้นยอมรับว่ารถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าของเทสลาก็ใช้เทคโนโลยี AI ในระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ
ข้อเรียกร้องในจดหมายเปิดผนึกบอกให้ระงับการพัฒนา AI จนกว่าจะมีการจัดทำกฎระเบียบเกี่ยวกับการออกแบบปัญญาประดิษฐ์ การพัฒนา การนำไปปฏิบัติ และได้รับการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญอิสระที่ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนในวงการต่าง ๆ
ตอนหนึ่งของจดหมายบอกว่า
“ระบบปัญญาประดิษฐ์อันทรงพลังควรได้รับการพัฒนาเมื่อเรามั่นใจได้ว่าสิ่งเหล่านี้จะส่งผลกระทบเชิงบวกและความเสี่ยงอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้”
นั่นสะท้อนความกลัวว่า AI จะฉลาดขึ้นทุกที ... และอาจจะสามารถสร้างความเสียหายให้กับสังคมโลกเกินกว่าที่มนุษย์จะเข้าใจได้ในวันนี้
เป็นภาพที่น่ากลัวพอ ๆ น่าทดสอบทีเดียว
ความเสี่ยงที่ว่านั้นมีอะไรอีกหรือ?
หนังสือฉบับนี้อ้างว่าความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้นั้นอาจจะมาในรูปของ AI ที่มีการทำงานแข่งขันกับมนุษย์จนเกิดการหยุดชะงักในด้านเศรษฐกิจและการเมือง
จึงเรียกร้องให้ผู้พัฒนา AI ทำงานร่วมกับผู้กำหนดนโยบายในเรื่องการออกมาตรการควบคุมเพิ่มเติมให้มีประสิทธิภาพสูงกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
องค์กรไม่แสวงผลกำไร Future of Life Institute นั้นได้รับเงินสนับสนุนหลักจาก Musk Foundation, Founders Pledge และ Silicon Valley Community Foundation
เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา บริษัท OpenAI ที่ได้รับเงินทุนสนับสนุนจากบริษัทไมโครซอฟท์ (Microsoft) เปิดตัวโปรแกรมปัญญาประดิษฐ์ GPT (Generative Pre-trained Transformer) รุ่นที่ 4 ในชื่อ GPT-4
พอเปิดตัวมาก็สร้างความฮือฮาเพราะสามารถใช้งานด้วยศักยภาพอันหลากหลาย
ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการตอบโต้ถามตอบได้เหมือนมนุษย์
อีกทั้งยังสามารถประพันธ์เพลงและยังสรุปความย่อความจากเอกสารยาวเหยียด
สั่งให้สรุปรายงานการประชุมให้เหลือหน้าสองหน้าก็ยังทำได้
ความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากปัญญาประดิษฐ์นี้มีขึ้น
ยิ่งมันเก่งมากขึ้นเท่าใดก็ยิ่งทำให้คนในวงการต่าง ๆ แสดงความกังวลเท่านั้น
มีความเป็นไปได้ว่าเทคโนโลยีล่าสุดนี้อาจเปิดทางให้มิจฉาชีพปรับมาใช้ในทางผิดกฎหมายเช่นหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตในรูปแบบฟิชชิง
หรือการนำเสนอข้อมูลที่บิดเบือนทั้งในรูป Fake news, misinformation หรือ disinformation
และเพิ่มความเสี่ยงด้านอาชญากรรมไซเบอร์
หลายรัฐบาลทางตะวันตกก็เริ่มตื่นตัว เคลื่อนไหวให้มีการออกกฎระเบียบเพื่อกำหนดกรอบการกำกับดูแล AI ขึ้นมาโดยด่วน
อีกด้านหนึ่งธนาคารเพื่อการลงทุน โกลด์แมน แซคส์ เปิดเผยรายงาน ชี้ว่า AI ในภาพรวมอาจเข้ามาแทนที่งานประจำกว่า 300 ล้านตำแหน่งในสหรัฐฯ
ความจริงก่อนหน้าจะเปิดตัว ChatGPT และ GPT-4 ก็มีความกลัวกันแล้วว่าเทคโนโลยี AI จะสามารถเข้ามาแทนที่ตำแหน่งงานราว 1 ใน 4 ที่มีอยู่ประจำในตลาดงานทั้งในสหรัฐฯ และยุโรป
แม้ว่าฝ่ายที่เห็นต่างจะยืนยันว่าเมื่อ AI เข้ามาก็จะเพิ่มตำแหน่งงานแบบใหม่
และผลิตภาพหรือประสิทธิภาพในการทำงานก็จะเพิ่มขึ้น
อีกทั้งมนุษย์ก็จะมีเวลาว่างเว้นจากงานรูทีนทั้งหลายเพื่อทำงานสร้างสรรค์ที่จะก่อให้เกิดคุณค่ามากยิ่งขึ้น
คนกลุ่มที่มองโลกในแง่ดีบอกว่า AI อาจเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์และบริการแบบรายปีทั่วโลกถึง 7%
รัฐบาลสหราชอาณาจักรเป็นตัวอย่างของการปรับตัวในเรื่องนี้อย่างน่าสนใจ
โดยรัฐบาลบอกว่าจะมุ่งเพิ่มการลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ เพราะเชื่อว่าจะช่วย “ขับเคลื่อนผลิตภาพในเศรษฐกิจ”
แต่ในขณะเดียวกัน รัฐบาลก็จะต้องพยายามสร้างความมั่นใจต่อประชาชนว่าสามารถจะบริหารจัดการกับผลกระทบของการเข้ามาของ AI
รัฐมนตรีเทคโนโลยีมิเชล โดเนแลนของอังกฤษบอกนักข่าวว่า
“เราต้องการสร้างความมั่นใจว่า AI จะมาช่วยเติมเต็มวิธีการทำงานของเราในสหราชอาณาจักร ไม่ใช่ก่อผลร้ายด้วยการแทรกแซงการทำงาน เราต้องการให้มั่นใจว่ามันจะช่วยทำให้งานของเราออกมาดีขึ้น ไม่ใช่ขโมยงานไปจากเรา”
รายงานของโกลด์แมน แซคส์บอกด้วยว่าการเข้ามาของ AI จะส่งผลกระทบไปยังอุตสาหกรรมในภาคส่วนต่าง ๆ คือ
กระทบต่องานธุรการ 46%
และ กระทบต่องานด้านกฎหมาย 44%
ขณะที่งานก่อสร้าง จะได้รับผลกระทบเพียง 6%
ส่วนงานบำรุงรักษา หรือเมนเทนแนนท์ จะได้รับผลกระทบเพียง 4% เท่านั้น
ผลกระทบต่ออาชีพต่าง ๆ ก็อาจจะไม่เท่ากัน และอาจจะไม่เกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน
เช่นศิลปินหลายคนกลัวว่าปัญญาประดิษฐ์ที่สร้างผลงานศิลปะขึ้นมาใหม่จากข้อมูลที่มีอยู่
ซึ่งอาจจะแย่งโอกาสการหากินและการสร้างสรรค์ผลงานของพวกเขาก็ได้
งานวิจัยบางชิ้นบอกว่าความเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา ทำให้แรงงานตกงานมากกว่า สร้างงานตำแหน่งใหม่
เรากำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ดังนั้นจึงต้องฟังหูไว้หู แต่ก็ไม่อาจจะประมาทได้เลย
เพราะการปรับเปลี่ยนอันเกิดจากอินเตอร์เน็ตที่เริ่มเมื่อกว่า 20 ปีก่อนนั้น ในตอนแรกก็ไม่มีใครเชื่อ และไม่มีใครลงมือปรับตัวอย่างจริงจัง
จนเมื่อผลกระทบของ disruption หรือ “ความป่วน” มากระทบผู้คนในวิชาชีพต่าง ๆ จึงเกิดการไหวตัว
แต่ก็เป็นการไหวตัวที่ช้าเกินไปสำหรับคนในหลาย ๆ วงการจนเกิดผลเสียหายหนักหน่วงอย่างที่เห็นกันถึงทุกวันนี้!
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยุค‘ประโยชน์นิยม’ ชัยวุฒิซัดข้ามขั้วแบ่งเค้ก ยศชนันโอดกาสิโนหลอน
“อนุทิน" โต้เดือด "หยุ่น-วีระ" ลั่นชัดเจน "สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ" คนของ "ภูมิใจไทย"
สื่ออาวุโสลืมหน้าที่ ‘หยุ่น-วีระ’ มาตรฐานที่หายไปในดงส้ม
การวิจารณ์นักการเมืองไม่ใช่เรื่องผิด และการตั้งคำถามกับพรรคการเมืองก็เป็นหน้าที่ปกติของสื่อมวลชน
แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’
ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!
มีแม้วไม่มีเรา! วัดใจจุดยืน 'พรรคส้ม' หลังทักษิณขีดเส้นแบ่งข้างทุกเวทีแล้ว
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่า "พรรคส้มกล้าไหม? มีแม้วไม่มีเรา!
ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน


