การเยือนจีนของประธานาธิบดีเอมมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ที่เพิ่งเสร็จสิ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ถือว่าประสบความสำเร็จต่อทั้งเจ้าภาพและผู้มาเยือนอย่างน้อยในระดับหนึ่ง
จากที่อ่านแถลงการณ์ร่วม 51 ประเด็นที่เผยแพร่ออกมาตอนสิ้นสุดของการเยี่ยมเยือน
ประเด็นสงครามยูเครนมีเพียง 3 ข้อ และไม่ได้มีประเด็นใหม่ที่จะให้ความหวังว่าประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และมาครงจะสามารถหาหนทางสร้างสันติภาพได้จริงๆ แต่ก็ถือได้ว่าเป็นการปูพื้นสร้างบรรยากาศสำหรับการก้าวเดินไปข้างหน้าได้
ในหัวข้อ "ร่วมส่งเสริมความมั่นคงและเสถียรภาพของโลก" จีนและฝรั่งเศสระบุในแถลงการณ์ร่วมเกี่ยวกับวิกฤตยูเครนใน 3 ประเด็นที่ “เห็นพ้องกันเป็นเอกฉันท์”
1.ทั้งสองฝ่ายสนับสนุนความพยายามทั้งหมดเพื่อฟื้นฟูสันติภาพในยูเครน บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ รวมทั้งวัตถุประสงค์และหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติ
2.ทั้งสองฝ่ายต่อต้านการโจมตีด้วยอาวุธต่อโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพื่อสันติอื่นๆ และสนับสนุนบทบาทเชิงสร้างสรรค์ของสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ ในการส่งเสริมความปลอดภัยและความมั่นคงของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพื่อสันติ
รวมถึงความพยายามในการรับรองความปลอดภัยและความมั่นคงของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Zaporizhzhia
3.จีนและฝรั่งเศสเน้นย้ำถึงความสำคัญที่ฝ่ายต่างๆ ในความขัดแย้งควรปฏิบัติตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทั้งสองประเทศเรียกร้องให้มีการคุ้มครองผู้หญิงและเด็กที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งตามพันธสัญญาระหว่างประเทศ เพิ่มความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในพื้นที่ที่มีความขัดแย้ง และจัดหาการเข้าถึงด้านมนุษยธรรมที่ปลอดภัย รวดเร็ว และปราศจากอุปสรรค
แต่คำร้องขอของมาครงให้สี จิ้นผิง “หาทางเรียกสติของรัสเซียกลับคืนมา” เพื่อบรรลุสันติภาพในยูเครน ไม่ได้หมายความว่าผู้นำจีนจะไปกดดันประธานาธิบดีปูตินของรัสเซียมากไปกว่าที่ผ่านมา
และคำถามที่ว่าสี จิ้นผิง จะต่อสายถึงประธานาธิบดีเซเลนสกีของยูเครนเมื่อไหร่ ก็ไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนนัก โดยมีเพียงคำบอกเล่าจากจีนว่าสี จิ้นผิง จะทำเช่นนั้น “เมื่อเงื่อนไขและเวลาเหมาะสม”
แปลว่ายังไม่มีคำมั่นสัญญาอย่างเป็นรูปธรรม ว่าจีนจะเดินหน้าขอความชัดเจนจากปูตินจะเข้าสู่โต๊ะเจรจาหรือไม่ เมื่อไหร่ และอย่างไร
และเมื่อสี จิ้นผิง ยังไม่ได้สนทนากับเซเลนสกีด้วยซ้ำ (ทั้งๆ ที่ไปเยือนมอสโกอย่างอบอุ่นและเป็นข่าวอย่างกว้างขวางเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านั้น) จึงยิ่งทำให้มีความไม่แน่นอนสูงขึ้นว่าการเจรจาสันติภาพจะเกิดได้เมื่อใดกันแน่
ขณะที่ผู้นำจีนกับฝรั่งเศสพูดเรื่องหยุดยิงและสันติภาพ เราก็เห็นรูปของปูตินไปตรวจดูอาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อเสริมสมรรถนะการสู้รบของทหารัสเซียในยูเครน
เรียกว่าไปกันคนละทิศคนละทางค่อนข้างชัดเจน
แต่กระนั้น การตั้งความหวังไว้สูงเกินไปสำหรับการสงบศึกยูเครนนั้นย่อมไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงนัก เพราะยังมีเงื่อนไขที่เป็นอุปสรรคขัดขวางอยู่มากมายหลายด้านจริงๆ
แต่หากดูบรรยากาศการรับรองมาครงที่ปักกิ่งแล้วก็ต้องสรุปว่า สี จิ้นผิง ต้องการจะแสดงความมี “มิตรจิตมิตรใจ” กับผู้นำฝรั่งเศสคนนี้อย่างเต็มเปี่ยม
มองได้ว่า จีนต้องการจะแยกฝรั่งเศสและสหภาพยุโรปออกจากอ้อมแขนของสหรัฐฯ
และมาครงต้องการจะให้จีน “รักษาระยะห่าง” จากรัสเซียโดยเฉพาะในประเด็นสงครามยูเครน
หลายฝ่ายมองว่า ทุกสัญญาณชี้ไปว่าจีนออกแรงสุดฤทธิ์ในการสร้างมิตรภาพกับประเทศในยุโรป
เป้าหมายคือเพื่อคานอิทธิพลสหรัฐฯ ในระดับสากล
ไม่เพียงแต่มีการประชุมกันหลายรอบทั้งตัวต่อตัวและเต็มคณะที่ปักกิ่งเท่านั้น สี จิ้นผิง ยังชวนมาครงไปเที่ยวต่างจังหวัดอีกด้วย
ถือเป็นกรณีพิเศษจริงๆ เพราะปกติผู้นำจีนจะไม่แสดงความสนิทสนมคุ้นเคยกับผู้มาเยือนแบบนี้
ยกเว้นกับปูตินเท่านั้น
แต่ในกรณีมาครง สี จิ้นผิง ควงเขาไปจิบชาร่วมกันที่บ้านหลังเก่าของบิดาผู้นำจีนที่นครกวางโจว ในมณฑลกวางตุ้ง
นักวิเคราะห์ในวงการทูตมองว่ากิจกรรมอย่างนี้ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยนัก
จึงตีความได้ว่า สี จิ้นผิง ต้องการ “เอาใจ” มาครงซึ่งเป็นแกนสำคัญของสหภาพยุโรปเป็นการเฉพาะ
เพื่อคานอิทธิพลของสหรัฐฯ ที่สี จิ้นผิง วิพากษ์อยู่บ่อยๆ ว่าพยายามจะ “ปิดล้อมและกดดัน” จีนอย่างไร้เหตุผล
จีนต้องการจะดึงฝรั่งเศสเป็นพวก เพื่อให้สมาชิกสหภาพยุโรปอื่นๆ ได้ขยับเข้ามาใกล้กับปักกิ่งมากกว่าเดิม
จีนอาจจะมองว่ามาครงเป็น “ผู้นำยุโรปที่คบได้” และถือเป็น “หุ้นส่วนของจีนที่สำคัญที่สุดในยุโรป”
ถ้าจะให้เข้าใจว่าสี จิ้นผิง คิดอย่างไรกับเรื่องนี้ ก็ต้องอ่านบทนำของ Global Times สื่อกระบอกเสียงภาษาอังกฤษของปักกิ่งที่บอกตอนหนึ่งว่า
“เป็นเรื่องที่ประจักษ์ชัดแจ้งว่า การเดินนโยบายเป็นเบี้ยล่างทางยุทธศาสตร์ของรัฐบาลกรุงวอชิงตันจะนำไปสู่ทางตัน...”
และเสริมว่า การทำให้ความสัมพันธ์จีน-ฝรั่งเศสเป็นสะพานสำหรับความร่วมมือจีน-ยุโรป “จะมีประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายและต่อโลก”
นั่นคือการส่งสัญญาณจากจีนว่า หากฝรั่งเศสเลิกเดินตามสหรัฐฯ หันมากระชับความสัมพันธ์กับจีน ก็จะได้ประโยชน์มากกว่าแนวทางปัจจุบัน
การที่จีนต้อนรับมาครงพร้อมกับประธานคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป เออร์ซูลา ฟอน แดร์ เลเยน นั้น เป็นการตอกย้ำถึงทิศทางของกลยุทธ์ทางการทูตใหม่ของปักกิ่งอย่างไม่ต้องสงสัย
จีนปรับยุทธศาสตร์ทางการทูตกับนานาชาติเพื่อดึงให้ประเทศต่างๆ เข้ามาแนบชิดกับตนมากขึ้นอย่างน่าสนใจ
ข่าวบางกระแสบอกว่าปีนี้จีนเพิ่มการใช้จ่ายทางการทูตไป 12.2%
และผู้นำโลกจากทั้งยุโรปและเอเชียต่างก็เข้าคิวมาเยือนจีนอย่างคึกคัก
โดยที่เกือบทุกคนได้มีโอกาสเข้าพบกับสี จิ้นผิง เป็นการส่วนตัวทั้งสิ้น
เพียงในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา มีผู้นำและเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากหลายประเทศเดินทางมาเยือนจีน เช่น สิงคโปร์, มาเลเซีย, สเปน และญี่ปุ่น
แม้แถลงการณ์จีน-ฝรั่งเศสจะไม่ได้ให้ความหวังว่า ปูตินกับเซเลนสกีจะยอมนั่งลงเจรจาสันติภาพในเร็วๆ นี้ แต่ก็น่าเชื่อได้ว่าสี จิ้นผิง ได้ถูกวางตัวไว้ให้เป็นผู้มีบทบาทโดดเด่นที่สุดในยามนี้ที่จะช่วยแก้วิกฤตยูเครนแล้ว
ผมเชื่อว่าจากนี้ไปอีกไม่นาน สี จิ้นผิง ก็จะเล่นบท “กาวใจ” ที่คึกคักยิ่งขึ้น
เช่นยกหูถึงเซเลนสกี และต่อสายถึงปูตินเพื่อปูทางไปสู่การลดระดับความตึงเครียดของสงคราม
แม้จะไม่สามารถทำให้ยุติสงคราม แต่ก็จะเริ่มเห็นลีลาของทุกฝ่ายที่จะหาเส้นทางสู่การต่อรองเจรจากันในระดับหนึ่งทีเดียว.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยุค‘ประโยชน์นิยม’ ชัยวุฒิซัดข้ามขั้วแบ่งเค้ก ยศชนันโอดกาสิโนหลอน
“อนุทิน" โต้เดือด "หยุ่น-วีระ" ลั่นชัดเจน "สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ" คนของ "ภูมิใจไทย"
สื่ออาวุโสลืมหน้าที่ ‘หยุ่น-วีระ’ มาตรฐานที่หายไปในดงส้ม
การวิจารณ์นักการเมืองไม่ใช่เรื่องผิด และการตั้งคำถามกับพรรคการเมืองก็เป็นหน้าที่ปกติของสื่อมวลชน
แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’
ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!
มีแม้วไม่มีเรา! วัดใจจุดยืน 'พรรคส้ม' หลังทักษิณขีดเส้นแบ่งข้างทุกเวทีแล้ว
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่า "พรรคส้มกล้าไหม? มีแม้วไม่มีเรา!
ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน


