ทำไมรัฐบาลจีนจึงเปิดฉากรณรงค์ต่อต้านการทุจริตในด้วยการไล่ตรวจสอบบัญชีและกิจกรรมของอุตสาหกรรมการเงินอย่างกว้างขวางในช่วงนี้?
คำตอบคือประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เมื่อขึ้นมารับตำแหน่งเบอร์หนึ่งของประเทศรอบที่ 3 ครั้งนี้ต้องการจะ “กวาดล้าง” คราบทุจริตที่ยังคั่งค้างอยู่ให้ราบคาบ
ข่าวจากเมืองจีนหลายกระแสรายงานตรงกันว่า หน่วยงานต่อต้านการทุจริตประพฤติมิชอบชั้นนำของจีนได้เปิดตัวการตรวจสอบรอบใหม่ต่อสถาบันการเงินชั้นนำของประเทศบางแห่ง
ภาษาทางการจีนเรียกเป็นปฏิบัติการเพื่อ “กระชับการรักษาวินัยและสอบสวน” อย่างต่อเนื่อง
เป็นปฏิบัติการของพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่มีอำนาจหน้าที่เหนือรัฐบาลในหลายๆ กรณี
เรื่องปราบคอร์รัปชันเป็นภารกิจสำคัญของพรรค
เสมือนหนึ่งว่าพรรคคอยสอดส่องดูแลการทำงานของรัฐบาลให้อยู่ในกรอบที่ถูกต้องเหมาะสม
สำหรับสถาบันการเงินทั้งหลาย การรณรงค์ทางวินัยรอบนี้อาจสร้างแรงกดดันมากขึ้น เพราะขณะนี้ธุรกิจด้านนี้ก็ยังถูกหลอกหลอนด้วยคุณภาพสินทรัพย์ที่ไม่แข็งแรงเพราะหลายปัจจัย เช่น โควิดและเศรษฐกิจภาพรวมที่ชะลอตัว
นักวิเคราะห์ผู้สันทัดกรณีเรื่องจีนประเมินว่า ผู้นำชุดใหม่ของจีนกำลังพยายามอย่างเร่งด่วน เพื่อกลบเกลื่อนความเสี่ยงทางการเงินด้วยระเบียบวินัยของพรรครอบใหม่
การตรวจจับหาคนโกงกินและการแอบให้สินบนนั้นจะมีผลกระทบอย่างมากต่อโอกาสการสร้างรายได้ของรัฐวิสาหกิจ
อีกทั้งยังจะมีผลต่อความพยายามในการลดความเสี่ยงระดับประเทศ
และจะทำให้การระดมทุนสำหรับธุรกิจยากขึ้นอีก
ธุรกิจการเงินเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่ทำกำไรได้มากที่สุดของจีน
โดยผลกำไรรวมของธนาคารของรัฐที่ใหญ่ที่สุด 6 แห่งของจีนเพิ่มขึ้นร้อยละ 6 เมื่อเทียบปีต่อปีเป็น 1.36 ล้านล้านหยวน (6.8 ล้านล้านบาท) ในปี 2565
แต่ภาคส่วนนี้มีความเสี่ยงสูงต่อผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และการเงินในระดับท้องถิ่น
ระบบการเงินและธุรกิจที่เกี่ยวข้องต้องพยายามบริหารความเสี่ยง และวิธีการที่จะทำให้ได้ผลที่สุดคือการชะล้างสิ่งโสโครกในระบบเส้นสาย และการสร้างเครือข่ายเพื่อการสร้างความร่ำรวยให้กับส่วนตัวของผู้บริหาร หรือกลุ่มคนที่มีอิทธิพลและอำนาจในการกำหนดนโยบายขององค์กรเหล่านั้น
มีคำถามว่าการสั่ง “รณรงค์ทางวินัย” ครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อนๆ อย่างไร?
คำตอบคือการรณรงค์ต่อต้านการคอร์รัปชันครั้งล่าสุดของจีนซึ่งเริ่มต้นในปี 2556
เชื่อว่ามีส่วนหนึ่งเกี่ยวกับการจัดการบริหารด้านการเมืองเพื่อให้ทุกอย่าง “อยู่ในร่องในรอย” ภายใต้การนำของสี จิ้นผิง
นักวิเคราะห์เชื่อว่าการจัดการ “กวาดล้างสิ่งปฏิกูลทางด้านการเงิน” นั้นช่วยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กระชับฐานอำนาจทางบริการและการเมืองให้อยู่ในกรอบของตน
ในการปราบการโกงกินรอบก่อนๆ นั้นมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงมากกว่า 500 คน ซึ่งมีตั้งแต่ระดับรัฐมนตรีขึ้นไปถูกสอบสวนและลงโทษอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในแวดวงการบริหารระดับสูงของจีน
ครั้งนี้ คณะกรรมาธิการกลางเพื่อการตรวจสอบวินัย (CCDI) ซึ่งเป็นหน่วยงานต่อต้านการคอร์รัปชันชั้นสูงสุดของจีน มุ่งเน้นไปที่การปิดความเสี่ยงทางการเงินภายในประเทศ ลดผลกระทบจากภายนอกในประเทศ และวางรากฐานสำหรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและนวัตกรรมเทคโนโลยี
แผนการชำระร้างความสกปรกในสถาบันการเงินรอบนี้ประกาศเมื่อวันที่ 27 มีนาคม มีเป้าหมายที่รัฐวิสาหกิจ รวมถึงสถาบันการเงิน 5 แห่ง
สอดคล้องกับจังหวะของการสั่นคลอนของระบอบการกำกับดูแลทางการเงิน
รวมถึงการจัดตั้งคณะกรรมการการเงินกลาง และการบริหารการกำกับดูแลทางการเงินแห่งชาติเมื่อเร็วๆ นี้
ประเด็นสำคัญคือการจัดระบบใหม่ครั้งนี้เป็นการรวบอำนาจการควบคุมของพรรคไว้เหนือภาคการเงิน
ถามว่าการรณรงค์รอบนี้ใครได้รับผลกระทบบ้าง?
สถาบันการเงิน 5 แห่งที่ถูกสอบสวน ได้แก่ China Investment Corp, กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติมูลค่า 1.35 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ, China Development Bank และ China Everbright Group
ผู้บริหารทางการเงินหรือเจ้าหน้าที่กำกับดูแลสิบสองคนถูกสอบสวนตั้งแต่รัฐบาลใหม่เข้ารับตำแหน่งเมื่อกลางเดือนมีนาคม
ข้อมูลนี้ปรากฏบนเว็บไซต์ทางการ CCDI เลยทีเดียว คนทั่วไปสามารถเข้าไปติดตามข่าวสารและผลการสอบสวนได้
การสืบสวนล่าสุดพุ่งไปที่ Liu Liange อดีตประธานธนาคารแห่งประเทศจีน และ Li Xiaopeng อดีตประธาน China Everbright Group
ซึ่งไม่ใช่ปลาซิวปลาสร้อย หากแต่เป็นปลาตัวใหญ่ที่เคยถูกมองว่ามีอำนาจบารมีเหลือหลาย
แต่เป้าการสอบสวนมุ่งตรงไปที่หัว...เพื่อเขย่าให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
ทำให้ตลาดให้ความสนใจและสร้างความตระหนักไปทั่วประเทศว่า แม้แต่ผู้บริหารระดับสูงก็อาจตกเป็นเป้าหมายได้
สองคนนี้ถือว่าเป็นผู้บริหารการเงินระดับสูงที่สุดที่ถูกสอบสวน นับตั้งแต่การล่มสลายของรองผู้ว่าการธนาคารกลาง Fan Yifei ในเดือนพฤศจิกายน
มีคำถามต่อว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป?
การตรวจสอบระเบียบวินัยและการรณรงค์ค้นหาข้อเท็จจริงทั่วประเทศที่เปิดตัวโดยพรรคคอมมิวนิสต์ ได้เรียกร้องให้ประชาชนรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบาย
ซึ่งรวมถึงนโยบายที่มุ่งเป้าไปที่สินเชื่อที่มีปัญหา
ความแปรปรวนในตลาดอสังหาริมทรัพย์
หนี้ของรัฐบาลท้องถิ่น
และการขาดการสนับสนุนด้านเงินทุนสำหรับธุรกิจขนาดเล็กและเอกชน
เพื่อทำให้แนวโน้มการเติบโตในระยะสั้นสดใสขึ้น ปักกิ่งกำลังผลักดันให้ธนาคารต่างๆ เพิ่มการปล่อยสินเชื่อให้กับภาคเศรษฐกิจจริง
ทำให้สินเชื่อหยวนใหม่แตะระดับ 4.9 ล้านล้านหยวนในเดือนมกราคม และ 1.81 ล้านล้านหยวนในเดือนกุมภาพันธ์
ตัวเลขทั้งสองชุดนี้คือสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนเดียวกัน
เชื่อกันว่าอาจมีการสนับสนุนสภาพคล่องมากขึ้นสำหรับนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว
เพื่อให้แน่ใจว่ามีการส่งมอบบ้านให้กับผู้ซื้อ และป้องกันไม่ให้เกิดสินเชื่อเสียเพิ่มขึ้นในงบดุลของธนาคาร
นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มที่จะปราบปรามการเก็งกำไรทางการเงินที่ผิดกฎหมายอย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น
ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจระหว่างธนาคาร
ปฏิเสธไม่ได้ว่าการทุ่มเทของรัฐบาลจีนในการลดความเสี่ยงและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ อาจหมายถึงความระมัดระวังมากขึ้นในการปฏิรูปและการเปิดภาคการเงิน
เพราะเห็นภาพการล่มสลายของ Silicon Valley Bank ที่อเมริกาแล้ว ผู้นำจีนก็ย่อมเกิดความกังวลว่าเรื่องอย่างนี้จะเกิดขึ้นในจีนได้หรือไม่
สัญญาณที่ชัดเจนอย่างหนึ่งตามแนวทางใหม่คือ การลดเงินเดือนของเหล่าบรรดานักบริหารรัฐวิสาหกิจในปีที่ผ่านมา
ตัวอย่างเช่น China International Capital Corp ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนในจีนของ Morgan Stanley แจ้งในรายงานประจำปี 2565 ว่า เงินเดือนเฉลี่ยลดลง 19.7% จากปีก่อนหน้า
ขณะที่ China Merchants Securities ลดเงินเดือนเฉลี่ยลง 22.8%
โดยเฉลี่ยแล้วอัตราเงินเดือนในภาคการเงินยังคงสูงกว่าอุตสาหกรรมอื่นๆ
และหน่วยงานตรวจสอบวินัยระดับสูงได้ออกมาเตือนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ว่า ตำแหน่ง “ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน” ต้องเลิกทำตนประหนึ่งเป็น “ชนชั้นสูง” ของสังคมจีน
สัญญาณเตือนภัยจากผู้นำจีนมาถึงผู้บริหารการเงินในรัฐวิสาหกิจและเอกชนดังลั่นไปทั่ว
ใครทำเป็นไม่ได้ยิน หรือยังใช้วิธีการแบบเดิมในการบริหารองค์กรของตนก็จะเข้าข่าย “ขาดวินัย” ได้ทันที
ความหมายของ “ขาดวินัย” ก็คือ “หมดอนาคต”!.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยุค‘ประโยชน์นิยม’ ชัยวุฒิซัดข้ามขั้วแบ่งเค้ก ยศชนันโอดกาสิโนหลอน
“อนุทิน" โต้เดือด "หยุ่น-วีระ" ลั่นชัดเจน "สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ" คนของ "ภูมิใจไทย"
สื่ออาวุโสลืมหน้าที่ ‘หยุ่น-วีระ’ มาตรฐานที่หายไปในดงส้ม
การวิจารณ์นักการเมืองไม่ใช่เรื่องผิด และการตั้งคำถามกับพรรคการเมืองก็เป็นหน้าที่ปกติของสื่อมวลชน
แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’
ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!
มีแม้วไม่มีเรา! วัดใจจุดยืน 'พรรคส้ม' หลังทักษิณขีดเส้นแบ่งข้างทุกเวทีแล้ว
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่า "พรรคส้มกล้าไหม? มีแม้วไม่มีเรา!
ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน


