เวทีดีเบตของพรรคการเมืองที่ผ่านมาเน้นประเด็น “ประชานิยม” และ “ใครจะมีดีลลับกับใคร” มากกว่าหัวข้ออื่นที่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าเรื่องเศรษฐกิจและการเมือง
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการศึกษา, นโยบายต่างประเทศ, สาธารณสุข หรือแม้แต่ปัญหาสังคมคนสูงวัย (ที่ไม่ได้จำกัดแค่เรื่องแจกเงินให้คนแก่อย่างที่เห็นอยู่เท่านั้น)
ความทุกข์ยากแสนสาหัสที่คนไทยเผชิญอยู่ขณะนี้ แต่ดูเหมือนจะไม่ได้รับความสนใจในการ “ดีเบต” เกี่ยวกับรายละเอียดอย่างเพียงพอก็คือ “อากาศเป็นพิษ”
ซึ่งมีผลกว้างไกลทั้งด้านเศรษฐกิจ, สาธารณสุข, สังคม และความรับผิดชอบของภาครัฐและเอกชนต่อภาคประชาสังคม
แต่พอยกเรื่องนี้ขึ้นมาถกแถลง ส่วนใหญ่เป็นเพียงแค่เรื่องเฉพาะหน้าและคำมั่นสัญญาที่ไม่มีนโยบายในภาคปฏิบัติที่จับต้องได้
น่าสนใจว่าฝ่ายที่ “ทำการบ้าน” เรื่องนี้อย่างจริงจัง บนพื้นฐานของการวิเคราะห์ข้อมูลและความสัมพันธ์กับโลกใบนี้กลับเป็นภาคประชาสังคม
พรรคการเมืองยังไม่ได้ลงมือศึกษาและทำข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมเท่าที่ควร
จึงไม่แน่ใจว่าหลังการเลือกตั้งแล้ว รัฐบาลผสมที่จะมาบริหารประเทศจะมีแนวทางการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศที่กำลังคุกคามคนไทยอย่างรุนแรงอย่างไรบ้าง
ผมสนใจร่างกฎหมายที่รอการพิจารณาของพรรคการเมืองและรัฐบาลใหม่ ในหลายประเด็นที่ควรจะได้รับความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ของทุกรัฐบาลและทุกภาคส่วนจากนี้ไป
นั่นคือ “ร่างพระราชบัญญัติกำกับดูแลการจัดการอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพแบบบูรณาการ พ.ศ. ...” หรือเรียกสั้นๆ ว่า “ร่างกฎหมายอากาศสะอาด”
ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงว่ามนุษย์ทุกคนมีสิทธิ์หายใจอากาศบริสุทธิ์
วันนี้เมื่อแม้แต่ในกรุงเทพฯ ก็เจอกับภัยของฝุ่นจิ๋ว PM2.5 ความตระหนักในอันตรายของอากาศเป็นพิษน่าจะมาถึงจุดที่คนระดับนโยบายจะได้รับรู้ว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงแค่ปรากฏการณ์ครั้งคราวหรืออยู่ไกลตัวอีกต่อไป
มีความพยายามผลักดันกฎหมายที่เรียกว่า “พ.ร.บ. อากาศสะอาด” มาระยะหนึ่งแล้ว
เพราะหลักการที่ว่าประชาชนทุกคนมีสิทธิ์ที่จะหายใจในอากาศที่สะอาด ไม่ใช่เป็นเพียงคำขวัญหรูๆ บนกระดาษอีกต่อไป
เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดว่า รัฐมีหน้าที่ต้องรับรอง ปกป้อง และทำให้สิทธิในอากาศบริสุทธิ์ของประชาชนนี้เกิดขึ้น
เริ่มกันตั้งแต่คำถามที่ว่า ทำไมฝุ่น PM2.5 ถึงเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อสุขภาพ?
ประการแรกคือ ฝุ่นจิ๋วตัวนี้สามารถผ่านเข้าสู่ทางเดินหายใจได้อย่างง่ายดาย
งานวิจัยทางการแพทย์ยืนยันว่าร่างกายเราไม่สามารถกักและดักจับไว้ได้
มันจึงเข้าไปสะสมในปอดและแทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือดที่มีผลกระทบต่อสุขภาพทั้งระยะสั้นและระยะยาวอย่างน่ากังวล
เมื่อฝุ่นจิ๋วนี้กระจายในกระแสเลือด สิ่งที่ตามมาก็คือร่างกายจะเกิดภาวะโรคต่างๆ เช่น โรคทางเดินหายใจ โรคถุงลมโป่งพอง โรคมะเร็งปอด
รวมถึงมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคตับ โรคไต โรครูมาติก โรคอัลไซเมอร์ และโรคเบาหวานอีกด้วย
เด็กและผู้สูงวัยคือกลุ่มความเสี่ยงสูง เพราะระดับที่จมูกหายใจได้อยู่ใกล้พื้นที่ระดับอากาศไม่ถ่ายเทมากนัก และในระดับที่มีการสะสมของสารพิษตกค้างในอากาศสูงอีกด้วย
เราถามไถ่กันมามากแล้วว่า “ฝุ่นจิ๋วมหาภัย” นี้มาจากไหน?
คำตอบมีอยู่ในหลายๆ วงการ ไม่ว่าจะเป็นการเผาในการทำเกษตร เผาป่า เผาขยะ อุตสาหกรรม การเผาไหม้จากเครื่องยนต์ รวมไปถึงหมอกควันจากประเทศเพื่อนบ้าน
จะว่าไปแล้วรัฐบาลที่ผ่านมาทุกยุคทุกสมัย แม้จะมีการออกข่าวถึงมาตรการแก้ไข แต่ก็ยังไม่มีทางออกอะไรที่ชัดเจน
ปัญหายิ่งหนักขึ้นทุกวัน ตัวเลขคนไทยที่เสียชีวิต จากมลพิษทางอากาศสูงเป็นอันดับ 4 ของโลก
ภาคประชาสังคมหลายฝ่ายมีการรวมตัวกันเป็น “เครือข่ายอากาศสะอาด” ประเทศไทย ซึ่งได้ผลักดันร่างกฎหมาย “อากาศสะอาด” เพราะทางการไม่ลงมือทำอย่างจริงจัง
และตราบที่ยังมีการชี้นิ้วกล่าวโทษกันไปมา ก็จะไม่มีทางแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างจริงจัง
ผมเชื่อว่าเครือข่ายประชาชนจะเป็นกลไกสำคัญยิ่งสำหรับการขับเคลื่อนไหวให้เกิดการแก้ไขปัญหาที่รุนแรงหนักหน่วงนี้
เครือข่ายอากาศสะอาด ประเทศไทย (THAI CLEAN AIR NETWORK) เป็นการรวมตัวของกลุ่มจิตอาสาจากหลากหลายสาขาอาชีพ เช่น แพทย์ นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านมลพิษทางอากาศ นักเศรษฐศาสตร์ นักกฎหมายสิ่งแวดล้อม นักสื่อสารมวลชน นักเคลื่อนไหวทางสังคม และภาคประชาชน เพื่อหาทางออกในการแก้ไขและจัดการกับปัญหามลพิษทางอากาศในประเทศไทย
ไม่ได้เป็นเพียงการตั้งวงเสวนาและถกแถลงถึงปัญหาเท่านั้น แต่เครือข่ายนี้ได้นั่งลงร่าง “กฎหมายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ” หรือที่มีชื่อเต็มว่า “พ.ร.บ.กำกับดูแลการจัดการอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพแบบบูรณาการ พ.ศ. …" ผมได้อ่านร่างกฎหมายฉบับนี้แล้ว มองเห็นว่าน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนที่ดึงเอาทุกฝ่ายมาร่วมกันหาทางออกอย่างจริงจัง
ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป ที่สื่อต่างชาติเรียกว่า ASIA'S NEXT "AIRPOCALYPSE" หรือ “โลกาวินาศอันเกิดจากมลพิษทางอากาศ” ที่ประเทศไทยเป็นส่วนสำคัญของวิกฤตครั้งนี้
เอกสารของเครือข่ายนี้อธิบายว่า พ.ร.บ.อากาศสะอาด #CleanAirAct เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2020 หรือเมื่อสองปีเศษๆ นี้เอง
ร่างกฎหมายฉบับนี้จะปรับหลักคิดสำคัญ คือ “อากาศสะอาดเป็นสิทธิของประชาชน”
กำหนดให้มีกลไกสำคัญคือ “คณะกรรมการอากาศสะอาด” เป็นหน่วยงานที่ดูแลเรื่องนี้โดยตรง
โดยคณะกรรมการนี้จะต้องมีตัวแทนจาก “จมูกประชาชน” ผู้สูดอากาศ ไม่ต่ำกว่าครึ่งหนึ่ง
โดยเป็นร่างกฎหมายฉบับประชาชนเข้าชื่อเสนอกฎหมายต่อรัฐสภา
กระบวนการผลักดันให้เกิด พ.ร.บ.อากาศสะอาด จะมีการรวบรวมรายชื่อประชาชนที่เห็นด้วย เพื่อเสนอต่อรัฐสภาให้พิจารณาเห็นชอบบังคับใช้เป็นกฎหมาย
ร่างกฎหมายฉบับนี้ส่งเข้าไปรัฐสภาประมาณ 1 ปีแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการตอบรับ
ทางกลุ่มจึงได้มีการชักชวนให้ผู้สนใจร่วมกันลงชื่อ เพื่อให้ครบจำนวน 5 หมื่นรายชื่อ หรือมากกว่า เพื่อผลักดันให้เกิด พ.ร.บ.อากาศสะอาดในที่สุด
ผมอ่านเนื้อหาของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้แล้ว เห็นว่าน่าสนใจ เพราะหากทำตามร่างนี้ได้จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญ
เช่น จะเกิดการบังคับใช้กฎหมาย เพิ่มประสิทธิภาพในการผลักดันให้มีหน่วยงานที่ “กำกับดูแล” การทำงานของหน่วยงานรัฐในการบังคับใช้กฎหมายอากาศสะอาดจริงจังขึ้น
ที่สำคัญคือจะมีการ “บูรณาการ” การทำงาน ไม่ทำแบบเป็นไซโล เพราะที่ผ่านมาปัญหานี้ก็เหมือนกับปัญหาระดับชาติอีกมากมายหลายเรื่อง
คือ “ไม่มีเจ้าภาพ”
เพราะเมื่อกฎหมายบอกว่าเป็น “ความรับผิดชอบร่วมกัน” ของหลายๆ ฝ่าย ลงท้ายก็ไม่มีหน่วยงานไหนลงมือทำอย่างจริงจัง
อีกประเด็นหนึ่งที่จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในการแก้ปัญหานี้คือ จะเกิดการกระจายอำนาจ ซึ่งจะทำให้การกำกับดูแลทั่วถึงทุกพื้นที่
เปิดโอกาสให้ประชาชน “ร่วมจัดการ” อากาศสะอาดสามระดับ คือ ระดับนโยบาย ระดับกำกับดูแล และระดับปฏิบัติ
โดยมีเป้าหมายสำคัญที่สุดคือ การปกป้องสิทธิที่จะหายใจอากาศสะอาดของประชาชน
ใครก็ตามที่จะมาเป็นรัฐบาลหลังการเลือกตั้งครั้งนี้ จะต้องยึดเรื่องนี้เป็นอันดับต้นๆ ของนโยบายที่จะทำเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง
ทั้งสำคัญวันนี้ วันหน้า และตลอดไป
หากยังทำแบบขอไปที รับปากแล้วก็ยังทำเหมือนเดิม ต่อไปบ้านเมืองก็จะเจอกับภัยพิบัติอย่างรุนแรงเกินกว่าที่จะจินตนาการได้จริงๆ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยุค‘ประโยชน์นิยม’ ชัยวุฒิซัดข้ามขั้วแบ่งเค้ก ยศชนันโอดกาสิโนหลอน
“อนุทิน" โต้เดือด "หยุ่น-วีระ" ลั่นชัดเจน "สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ" คนของ "ภูมิใจไทย"
สื่ออาวุโสลืมหน้าที่ ‘หยุ่น-วีระ’ มาตรฐานที่หายไปในดงส้ม
การวิจารณ์นักการเมืองไม่ใช่เรื่องผิด และการตั้งคำถามกับพรรคการเมืองก็เป็นหน้าที่ปกติของสื่อมวลชน
แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’
ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!
มีแม้วไม่มีเรา! วัดใจจุดยืน 'พรรคส้ม' หลังทักษิณขีดเส้นแบ่งข้างทุกเวทีแล้ว
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่า "พรรคส้มกล้าไหม? มีแม้วไม่มีเรา!
ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน


