ไม่แปลกใจแต่ประการใดที่ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ออกอาการเม้งแตกว่าด้วยการแก้ไขปัญหาค่าไฟแพง เพราะแม้คณะรัฐมนตรี (ครม.) จะได้ ทำเรื่องขออนุมัติใช้งบกลางจำนวน 11,112 ล้านบาทไปดูแลค่าไฟจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แล้วก็ตามที แต่ดูเหมือนยังมีเสียงก่นด่า และ โยนบาปความผิดมายัง “ลุงตู่” อยู่ต่อเนื่อง ที่สำคัญก็เป็นพรรคพี่พรรคน้องอย่าง “พรรคพลังประชารัฐ” ของพี่ป้อม “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” รองนายกฯ เสียเป็นส่วนใหญ่ ...๐
งานนี้เลยทำให้ “ลุงตู่” ถึงกับต้องออกมาบอกว่าไม่ควรจะมาโจมตีกันเองมากนัก ควรไปบอกว่าจะทำอะไรเมื่อตัวเองเป็นรัฐบาลอย่างนี้น่าจะดีกว่า การมาติติงกันเองก็อย่าลืมว่าอยู่ในรัฐบาลเดียวกันมาโดยตลอดหลายปี หรือ 4 ปีที่ผ่านมา
ต้องเรียกว่าถูกต้องอย่างยิ่งแล้ว ที่สำคัญนายกฯ ประยุทธ์ทุกวันนี้แม้ปัจจุบันสังกัดพรรค รทสช.ก็ตามที แต่ อย่าลืมว่า “พปชร.” เป็นคนเสนอชื่อเข้าชิงจนได้เสียงโหวตมาหากด่า “บิ๊กตู่” ก็เท่ากับด่าตัวเองมิใช่เหรอ ก็ได้แต่ยืนงงในดงกล้วยว่า “พี่ป้อม” ไฟเขียวให้ “ไพบูลย์ นิติตะวัน” และ “ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล” จัดหนัก เพราะเห็นเป็นปลาในบ่อเดียวกันหรือไม่อย่างไร ...๐
จะไม่งงได้อย่างไร ขนาด “สมศักดิ์ เทพสุทิน” และ “สุริยะ จึงรุงเรืองกิจ” อดีตรัฐมนตรีในสังกัด พปชร.ที่ย้ายขั้วไปอยู่เพื่อไทยทุกวันนี้ เวลาไปหาเสียงในพื้นที่ต่างๆ ยังยกงานในสมัยนั่งเป็น รมต.ในเก้าอี้รัฐนาวาลุงตู่หากินอยู่เลย โดยเฉพาะ “สมศักดิ์” ที่โวเรื่องปราบยาเสพติดและยึดทรัพย์ หรือแม้กระทั่งเรื่องปลดล็อกใบกระท่อมก็เอามาเป็นผลงาน ต่างจากพรรค พปชร.ของลุงป้อมที่กลับโจมตี “บิ๊กตู่” แบบซ้ายทีขวาทีตลอดเวลา ...๐
หันมาดูแนวรบที่มักอ้างว่าเป็นฝั่งประชาธิปไตยกันบ้าง เรียกว่าหลังจากโพลหลายสำนักเริ่มบอกว่า “พรรคก้าวไกล” ของ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” มีภาษีและอาจได้เก้าอี้มากกว่าพรรคเพื่อไทยของตระกูลชินวัตร ก็เล่นเอาบรรดาบิ๊ก พท.ถึงกับเก็บอาการไม่อยู่ โดยเฉพาะเสี่ยอ้วน “ภูมิธรรม เวชยชัย” รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ทวีตข้อความบนทวิตเตอร์แซะต่อเนื่อง และล่าสุดก็มีการปิดห้องติวเข้มผู้สมัคร ซึ่ง “แพทองธาร ชินวัตร” ก็มาอบรมด้วย โดยหลักใหญ่ใจความก็พุ่งไปที่พรรค ก.ก.นั่นแล เพราะขนาดอุ๊งอิ๊งยังบอกว่า “ไม่ต้องกังวลพรรคคู่แข่ง เนื่องจากเขาไม่มีศักยภาพเหมือนเรา จึงเล่นแต่ในโซเชียลมีเดีย ทำให้โพลบางสำนักขยับขึ้น” แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นการปรามาสแบบองุ่นเปรี้ยวหรือไม่อย่างไร เพราะ “สุริยะ” กลับตอกย้ำให้ลงพื้นที่หนักเป็น 2 เท่าในช่วงเวลาที่เหลือ แหม! ไหนแต่ละคนคุยนักคุยหนาว่ามีภาษีและต้นทุน รวมถึงศักยภาพดีกว่าพรรคดังในโซเชียลเล่า ...๐
ส่วน “ชำนาญ จันทร์เรือง” อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่ปัจจุบันเป็นแกนนำคณะก้าวหน้า ก็วิเคราะห์ถึง กระแสพรรค ก.ก.ดีมาก และหากไม่สะดุดล้มก็อาจกวาดเก้าอี้ได้มากกว่า 81 ที่นั่ง โดยเจ้าตัวก็มั่นใจ จากการประกาศของ “พิธา” ที่บอกว่ามีเราไม่มีลุง ซึ่งถือเป็นมอตโตที่โดนใจและเป็นจุดขายให้คนรุ่นใหม่เทใจมา แต่บรรดาคอการเมืองยังสงสัยในเรื่องมาตรา 112 เพราะ “พิธา” บนเวทีปราศรัยบอกว่าจะเลิก แต่ในขณะที่ “พรรณิการ์ วานิช” น้องช่อจากแกนนำคณะก้าวหน้ายืนยันว่าแค่แก้ไข ตกลงแล้วจะเอาอย่างไรกันแน่ ทำไมไม่ชัดเจนเหมือนกรณี “มีเราไม่มีลุงเล่า” ...๐
ไม่ต่างจาก “เศรษฐา ทวีสิน” แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทยในเรื่องแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ที่เล่นเปลี่ยนแปลงรายละเอียดหรือไส้ในไปๆ มาๆ โดยล่าสุดก็ออกมาร่ายยาวบนทวิตเตอร์ระบุว่าให้จ่ายได้กับร้านค้าทุกราย ไม่จำเป็นต้องอยู่ในระบบภาษี พูดง่ายๆ คือ โชห่วยหรือร้านแผงลอยก็ได้ แต่ “เผ่าภูมิ โรจนสกุล” โฆษกคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยที่ออกมาชี้แจงเรื่องนี้ตั้งแต่แรกนั้น ก็ย้ำนักย้ำหนาว่าต้องเป็นร้านค้าที่อยู่ในระบบหรือเสียภาษีนั่นเอง ตกลง “พ่อค้าขายบ้าน” ผู้ชูนโยบายดังกล่าวคิดเองเออเองโดยไม่ได้ปรึกษาหารือคนในพรรค เรียกว่าเอานิสัยของ “ทักษิณ ชินวัตร” นายเหนือมาหรืออย่างไรมิทราบ ...๐
ทิ้งท้ายด้วยข่าวที่ต้องบอกว่าทำให้ เสี่ยหนู “อนุทิน ชาญวีรกูล” รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข ราศีจับขึ้นมาทันตา เพราะเอกอัครราชทูต 15 ประเทศจากสหภาพยุโรป หรืออียูเข้าพบที่พรรค เพื่อพูดคุยทางการเมืองและเศรษฐกิจในหลายๆ เรื่อง แม้ต่อไปบรรดาทูตอียูจะเดินทางไปพบปะหารือพรรคอื่นๆ แต่การเลือกพรรคภูมิใจไทยมาเป็นพรรคแรกๆ ก็แสดงให้เห็นถึงความสำคัญ แล้วอย่าลืมว่า บรรดาฝรั่งมังค่านั้น ก่อนจะเดินเกมอะไรเขาต้องค้นคว้าและศึกษาให้ถ่องแท้ก่อน ไม่งั้นก็เสียหน้าเสียหายประเทศแห่งข้อมูลข่าวสารสิจ๊ะ ...๐
ท.ศักดิ์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
บันทึกหน้า 4
แม้รัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล จะก้าวขึ้นสู่อำนาจด้วยเสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้นในสภา แต่เส้นทางการบริหารประเทศจากนี้ไป ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ หากเต็มไปด้วย “โจทย์ใหญ่” และ “ปมเสี่ยง” ที่อาจกลายเป็นแรงสะเทือนทางการเมืองได้ทุกเมื่อ
บันทึกหน้า 4
บันทึกท่ามกลางอากาศร้อน แต่ยังร้อนไม่เท่ากับบรรยากาศด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในบ้านเรา เพราะ "หน้าตา ครม.ชุดใหม่" ทำท่าว่ามิได้ไฉไลไปกว่าเก่า เพราะยังคงยึดโยงอยู่กับวัฒนธรรม "แบ่งโควตา" เก้าอี้สนองก๊วนแก๊งบ้านเล็กบ้านใหญ่เหมือนเดิม .
บันทึกหน้า 4
ท่วมท้น! 293 เสียง "อนุทิน ชาญวีรกูล" ฉลุยนายกฯ สมัย 2 ถึงจะโดนฝ่ายค้านรุมอภิปรายกังขาปมจริยธรรมในเรื่องคดีฮั้ว สว. ก็ตาม "
บันทึกหน้า 4
ต้องบอกว่าการเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ได้ถึงทางแยกที่สำคัญประการหนึ่ง เมื่อศาล รัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 รับคำร้องที่ “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” ขอให้พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ในการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่งหรือบาร์โค้ดและรหัสคิวอาร์ ที่จะทำให้การออกเสียงลงคะแนนไม่ได้เป็นไปโดยลับตามรัฐธรรมนูญ
บันทึกหน้า 4
สงครามสหรัฐ-อิสราเอลบุกอิหร่าน ส่งผลกระทบไปทั่วโลก โดยเฉพาะการขนส่งน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้ ประเทศไทยก็โดนกันทั่วหน้า ประชาชนแตกตื่นแห่ไปเติมน้ำมัน แต่ปั๊มไม่มีน้ำมันพร้อมขึ้นป้าย "อยู่ระหว่างการขนส่ง" และในวันที่ 18 ส.ค.
บันทึกหน้า 4
ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กำลังส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานทั่วโลก หนึ่งในประเด็นที่เริ่มถูกจับตาในประเทศไทยคือ ความเสี่ยงเรื่องการขาดแคลนน้ำมัน ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงเริ่มออกมาตรการประหยัดพลังงานในภาครัฐ เช่น การให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจทำงานที่บ้าน หรือ Work from Home (WFH) ลดการเดินทาง รวมถึงชะลอการดูงานต่างประเทศ


