มองข้ามคำหรูๆ ว่าด้วย ‘เทคโนโลยี’ สู่ของจริง

พรรคการเมืองที่กำลังหาเสียงอยู่ขณะนี้พูดถึงเรื่อง “เศรษฐกิจดิจิทัล” กันคึกคัก แต่น่าสงสัยว่าแต่ละพรรคจะมีความเข้าใจความแตกต่างระหว่างเทคโนโลยี กับปัญหาพื้นฐานที่ต้องแก้ไขกันอย่างรอบด้านมากน้อยแค่ไหน

เพราะเอาเข้าจริงๆ เราเคยได้ยินเรื่องทำนองนี้มาก่อนแล้ว

เช่นมีการใช้ระบบ e-auction หรือประมูลงานหน่วยราชการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อจะป้องกันการ “ฮั้ว” กันซึ่งเป็นช่องทางคอร์รัปชันที่มีมาช้านาน

แต่นั่นเป็นเพียงการใช้คำหรูๆ ให้ฟังทันสมัย เพราะในทางปฏิบัติกลับไม่ได้แก้ปัญหาทุจริตประพฤติมิชอบอย่างเป็นรูปธรรมอะไรมากนัก

เพราะตราบเท่าที่ตัวระบบราชการยังเอื้อต่อการรวมหัวของนักการเมือง, ข้าราชการ นักธุรกิจฉ้อฉลก็ยังมีหนทางที่จะหลุดรอดจากเทคโนโลยีได้

เราจึงไม่ควรจะเชื่อแต่เพียงว่าหากมีการเอ่ยอ้างถึงเทคโนโลยีแล้ว นั่นคือ “ยาแก้สารพัดโรค” ที่ฝังลึกอยู่ในระบบราชการและสังคมไทย

จำเป็นต้องทำความเข้าใจว่า การจะใช้เทคโนโลยีให้ได้ผลจริงๆ นั้นจะต้องเจาะลงไปถึงเนื้อหาและวิธีการที่ตอบโจทย์ได้จริงๆ

วันก่อนผมอ่านข้อความในเฟซบุ๊กของคุณสมคิด จิรานันตรัตน์ ที่ปรึกษาของกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย ผู้มีส่วนสำคัญในการพัฒนาแอป “เป๋าตัง” ที่ได้ใช้กันมาระยะหนึ่ง

เป็นความเห็นและข้อเสนอที่สอดคล้องกับสิ่งที่ผมเชื่อว่า ต้องเป็นหัวใจของนโยบายรัฐบาลที่จะเข้ามาแก้ปัญหาของบ้านเมืองอย่างจริงจัง

ไม่เพียงแต่พร้อมจะใช้เทคโนโลยีเพื่อบริหารประเทศให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงเท่านั้น แต่ยังต้องรู้ซึ้งว่าประเด็นไม่ได้อยู่ที่ชื่อหรูๆ  

หากแต่อยู่ที่เนื้อหาสาระที่จับต้องได้ และที่เข้าใจว่าเทคโนโลยีเป็นเพียง “เครื่องมือ” เท่านั้น หาใช่คำตอบสุดท้ายไม่

บางตอนที่คุณสมคิดนำเสนอน่าสนใจ เพราะสามารถนำไปสู่การถกแถลงเพื่อหาทางออกของประเทศอย่างแท้จริง โดยไม่เกี่ยวกับการเห็นด้วยหรือไม่กับข้อเสนอของพรรคการเมืองต่างๆ ที่เราได้ยินได้ฟังอยู่ทุกวันนี้

คุณสมคิดเขียนว่า

การสร้างระบบเศรษฐกิจดิจิทัลให้เกิดระบบนิเวศน์ที่เอื้อประโยชน์แก่ผู้บริโภค และผู้ประกอบการ โดยเฉพาะการสร้างโอกาสและแต้มต่อให้ผู้ประกอบการขนาดเล็ก รวมถึงการที่เราจะสร้างแรงจูงใจให้ startup ในการเอาเทคโนโลยีมาแก้ปัญหาและสร้างนวัตกรรมให้เกิดขึ้นในประเทศไทย เป็นโจทย์ใหญ่ที่มีคนพูดถึงมากมาย

ทั้งเรื่องการสร้างระบบการเงินใหม่โดยเอาเทคโนโลยี blockchain มาใช้ การสร้าง big data ของประเทศ การสร้างระบบ credit scoring เพื่อการพัฒนาสินเชื่อแบบดิจิทัล

แต่ผมกลับมองเห็นว่า ข้อเสนอเหล่านั้นเป็นเพียงเศษเสี้ยวของระบบเศรษฐกิจดิจิทัล และเป็นภาพลวงตาที่ทำให้คนทั่วไปเข้าใจว่าเราเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลเต็มที่แล้ว

แต่แท้จริงแล้ว ข้อเสนอเหล่านั้นยังไม่สามารถแก้ปัญหาที่หมักหมมของประเทศได้เลย

ปัญหาสำคัญของประเทศที่จะนำไปสู่อนาคตที่ดีขึ้นของประเทศ สามารถสร้างความหวัง สร้างความสามารถในโลกใหม่ได้ ในความเห็นของผม ควรจะแก้ปัญหาดังต่อไปนี้ได้ คือ

 1.ปัญหาคอร์รัปชัน

 2.ปัญหาความเหลื่อมล้ำ

 3.ปัญหาของการขาดซึ่งโอกาส

 4.ปัญหาการสร้างความสามารถในอนาคต

สิ่งที่เป็นองค์ประกอบที่ต้องสร้างขึ้นมาในระบบเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ คือ

 1.Open Data เราควรมีการเปิดข้อมูลทั้งภาครัฐและเอกชน เป็น data bureau ขนาดใหญ่ ซึ่งต้องจัดทำข้อมูลเป็นหลายระดับ

a.ระดับที่ระบุตัวตนและได้รับ consent แล้ว ข้อมูลส่วนนี้จะนำมาเอื้อประโยชน์แก่ผู้ที่ให้ความยินยอมเพื่อให้ใช้ข้อมูลส่วนตนไปใช้ประโยชน์ ในด้านการวิจัย การพิจารณาสินเชื่อของตนเอง และข้อมูลเสนอสินค้า บริการที่เหมาะสม โดยผู้ที่ยินยอมอาจได้รับผลตอบแทนกลับคืนในบางส่วนได้

 b.ข้อมูลภาครัฐ ที่ต้องเปิดเผยเพื่อความโปร่งใส และสามารถให้ผู้ชำนาญการในสาขา AI มาวิเคราะห์ความไม่ชอบมาพากลได้ รวมทั้งอาจตั้งรางวัลที่นำไปสู่การนำจับเรื่องการทุจริตทั้งผู้ให้และผู้รับ

c.ข้อมูลที่ไม่ระบุตัวตน แต่ระบุกิจกรรม และข้อมูลแวดล้อมที่จำเป็น ที่จะนำไปสู่การวางแผนการผลิต การวางนโยบายระดับภูมิภาคและระดับประเทศได้

2.Open Platform เป็นแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ของประเทศที่เป็นศูนย์รวมของบริการด้านดิจิทัล เป็นที่ที่ supply และ demand มาพบกันได้โดยง่าย Open Platform ควรที่จะต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่จะนำไปสู่เรื่อง

 a.Cashless Society เพื่อเป็นการนำประเทศไปสู่สังคมไร้เงินสด โดยภาครัฐต้องมีนโยบายอย่างจริงจังที่จะสนับสนุนสังคมไร้เงินสดอย่างเป็นรูปธรรม

 b.Paperless Society การใช้เทคโนโลยีมาใช้รองรับเอกสารทางการ และเอกสารรับรองต่างๆ ในรูปแบบดิจิทัล ลดการใช้กระดาษโดยสิ้นเชิง และส่งเสริมให้ธุรกรรมเป็นแบบอัตโนมัติ เกิดผลโดยทันทีได้

 c.Presence-less การส่งเสริมให้มีการทำธุรกรรมทุกรูปแบบ ให้เป็นดิจิทัล ไม่ต้องมาพบหน้าเพื่อทำธุรกรรม โดยอาศัยการพิสูจน์และการยืนยันตัวตนระดับชั้นมาตรฐานสูง และเอื้อให้เกิดโดยแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ที่มีการพิสูจน์ตัวตนระดับสูงมาแล้ว

 3.Open API เป็นระบบเชื่อมต่อที่จะทำให้ระบบขนาดเล็กไม่จำเป็นต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานเอง แต่สามารถเปิดให้บริการโดยอาศัยระบบขนาดใหญ่ที่มีโครงสร้างพื้นฐานนั้นๆ อยู่แล้ว เอื้อประโยชน์ให้โดยการเปิดให้มีการเชื่อมต่อกับโครงสร้างพื้นฐานนั้นๆ เป็นการสร้างแต้มต่อและเอื้อให้ระบบขนาดเล็กเติบโตได้เร็วขึ้น ซึ่งระบบขนาดเล็กอาจสร้างเป็นรูปแบบต่อไปนี้ได้ คือ

 a.Web based สามารถเรียกใช้บริการ เช่น

 i.Authentication services

 ii.Payment services

 b.Application based สามารถเรียกใช้บริการ เช่น

 i.Identity proofing

 ii.Authentication services

 iii.Payment services

 c.Mini-app services สามารถอาศัยในแพลตฟอร์ม และเรียกใช้บริการ เช่น

 i.Identity proofing

 ii.Authentication services

 iii.Payment services

iv.AI services

 ดังนั้น การสร้างระบบเศรษฐกิจดิจิทัลจึงไม่ใช่เป็นเรื่องการนำเทคโนโลยีที่สวยหรูมาใช้ แต่เป็นความเข้าใจ และความตั้งใจที่จะแก้ปัญหาโดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี และต้องมีการออกแบบให้เหมาะสม จึงจะสามารถใช้งานได้จริง

หากมีองค์ประกอบของระบบเศรษฐกิจดิจิทัลเหล่านี้ คาดหวังว่าการคอร์รัปชันจะลดลงได้ เพราะสามารถตรวจสอบ ติดตาม และมีผู้เชี่ยวชาญจากทุกสารทิศมาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลให้เกิดความโปร่งใสได้ ความเหลื่อมล้ำและการสร้างโอกาสจะดีขึ้น โดยที่แพลตฟอร์มขนาดใหญ่สามารถสร้างกลไก และแรงจูงใจให้คนตัวเล็กที่ขาดโอกาสได้ และเมื่อมีคนไทยใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มเหล่านี้ การต่อยอดด้านนวัตกรรมจะมีสูงขึ้นเป็นทวีคูณ และจะสามารถจูงใจให้มีการพัฒนาตนเองมากยิ่งขึ้นในอนาคต

ผมเห็นว่าเราต้องเริ่มด้วยการที่รัฐบาลจะเป็นตัวกลางเพื่อสร้าง Open Platform สำหรับให้ทุกฝ่ายเข้ามาใช้ โดยไม่ใช่ให้แต่ละหน่วยงานของรัฐและเอกชนต่างไปแข่งกันสร้างแพลตฟอร์มซ้ำซ้อน และ “คุยกันไม่รู้เรื่อง” (ทั้งคนทั้งระบบ) อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ใครมาเป็นรัฐบาลหลังการเลือกตั้งครั้งนี้ จึงต้องมีหน้าที่คิดและทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง เปิดกว้างและให้ประชาชนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

หาไม่แล้วก็จะมีแต่คำขวัญหรูๆ ที่ไร้ความหมายและไม่เป็นประโยชน์ต่อใครเลย.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’

ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon  โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!

ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568

นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน