หากเราไม่เอาจริงกับหยุดทำลายป่า จะโดนกีดกันการค้าในตลาดโลก

วันก่อน ผมเขียนถึงกฎหมายฉบับใหม่ของสหภาพยุโรป ที่ต้องการหยุดยั้งการตัดไม้ทำลายป่าทั่วโลก ด้วยการกำหนดให้บริษัทที่นำเข้าสินค้า 7 ประเภทต้องตรวจสอบย้อนกลับว่า การผลิตสินค้าต้องไม่มีความเชื่อมโยงกับการทำลายป่า

ทันใดนั้น ประเทศไทยก็ต้องลุกขึ้นมาสำรวจตรวจสอบ และเตรียมพร้อมสำหรับอุปสรรคใหม่ของการส่งออกทันที        ขณะที่ผมติดตามข่าวอยู่นี้ ก็ได้อ่านที่คุณอสิ ม้ามณี อธิบดีกรมยุโรปของกระทรวงการต่างประเทศ อธิบายประเด็นนี้กับ “มติชน” ได้อย่างน่าสนใจ

ร่างกฎหมายดังกล่าวได้พัฒนามาเป็นกฎหมายว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า (Regulation on Deforestation-Free Products) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการวางจำหน่ายสินค้าที่มีความเสี่ยงต่อการตัดไม้ทำลายป่าในตลาดอียู โดยครอบคลุมสินค้า 7 ประเภท ได้แก่ ไม้ วัว โกโก้ กาแฟ ปาล์มน้ำมัน ถั่วเหลือง และยางพารา

กำหนดให้บริษัทในอียูที่นำเข้าสินค้าเหล่านี้ ต้องดำเนินการตรวจสอบย้อนกลับตลอดกระบวนการผลิตสินค้า (mandatory due diligence) ว่าไม่มีความเชื่อมโยงกับการตัดไม้ทำลายป่าและการทำให้ป่าเสื่อมโทรม

เมื่อกฎหมายดังกล่าวได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ ซึ่งคาดว่าจะเป็นช่วงกลางปีนี้ก็จะเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านระยะเวลา 18 เดือน ตามที่กฎหมายกำหนดโดยบริษัทนำเข้าในอียูยังไม่ต้องดำเนินการตามกฎหมาย

คาดว่าช่วงเปลี่ยนผ่านจะสิ้นสุดลงในช่วงปลายปีหน้า นั่นหมายความว่า ตั้งแต่ปลายปีหน้าเป็นต้นไป ภาคเอกชนในอียูจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเต็มรูปแบบ

ความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นคือ บริษัทในอียูที่นำเข้าสินค้าตามที่ระบุในกฎหมายรวม 7 ประเภทสินค้า จะต้องจัดทำรายงาน หรือ due diligence statement เพื่อยืนยันว่าตนซึ่งเป็นผู้นำเข้าได้ตรวจสอบและดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพื่อยืนยันว่าสินค้าเหล่านั้นถูกต้องตามกฎหมายของประเทศผู้ผลิต และไม่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่าหรือการทำให้ป่าเสื่อมโทรม พร้อมกับระบุพิกัดของพื้นที่ (geolocation) ที่ใช้ในการปลูกพืชหรือเลี้ยงปศุสัตว์ที่เกี่ยวข้อง

ฝ่ายอียูจะสุ่มตรวจสินค้านำเข้าเหล่านี้ว่าเกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่าหรือไม่ โดยเน้นใช้ geolocation ในการเปรียบเทียบกับภาพถ่ายจากดาวเทียมของพื้นที่นั้นในอดีต

เพื่อตรวจสอบว่า แปลงเกษตรดังกล่าวไม่ได้มาจากการตัดไม้ทำลายป่าหลังจากปี 2020 อันเป็น cut-off date ที่สอดคล้องกับเป้าหมายของ UN Sustainable Development Goals (SDGs)

อธิบดีกรมยุโรปบอกว่า ถ้าผู้ส่งออกไทยไม่สามารถสนับสนุนข้อมูลและหลักฐานเหล่านั้นได้ ก็มีความเป็นไปได้สูงที่ผู้นำเข้าในอียูจะเปลี่ยนไปนำเข้าสินค้าจากประเทศอื่นที่มีความพร้อมมากกว่าแทน

ที่ไทยต้องเตรียมพร้อม เพราะหากเราพลาดท่าเสียทีรายได้จากการส่งออกจะได้รับผลกระทบไม่น้อย

อีกทั้งเกษตรกรไทยเราเองก็จะตกอยู่ในสภาพที่กลายเป็นผู้ต้องรับกรรม

อธิบดีอสิแจ้งว่า มูลค่าการส่งออกสินค้าทั้ง 7 ประเภทจากไทยไปยังอียูในปี 2021 มีมูลค่าสูงถึง 6.2 หมื่นล้านบาท

จากจำนวนนี้เป็นการส่งออกยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางถึง 6 หมื่นล้านบาท

นอกจากนี้ อียูยังเป็นตลาดสำคัญสำหรับการส่งออกยางพาราและกาแฟของไทยอีกด้วย     

โดยคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 10 และร้อยละ 9 ตามลำดับ ของมูลค่าการส่งออกของไทยไปสู่ตลาดโลกในปี 2021 ที่ผ่านมา

ท่านบอกว่า กฎหมายฉบับนี้น่าจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรไทยโดยเฉพาะเกษตรกรยางพาราในวงกว้าง และผู้ที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดคือเกษตรกรรายย่อย ที่อาจจะไม่มีศักยภาพในการรวบรวมข้อมูลและหลักฐาน เพื่อยืนยันว่าแปลงเกษตรของตนไม่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่าหรือการทำให้ป่าเสื่อมโทรม  

ซึ่งอาจลดโอกาสที่ผู้ส่งออกจะเลือกซื้อสินค้าจากเกษตรกรรายย่อยเหล่านี้

พอกระทรวงการต่างประเทศทราบเรื่องนี้ มีการทำอะไรเพื่อเตรียมตัวไปแล้วบ้าง?

อธิบดีอสิบอกว่า ในภาพรวมกระทรวงการต่างประเทศ โดยกรมยุโรป และสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ เป็นหนึ่งในหน่วยงานฝ่ายไทยที่มีการติดตามการออกกฎหมายและมาตรการใหม่ของอียูมาอย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะมาตรการภายใต้นโยบาย European Green Deal ที่จะส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกไทย ซึ่งรวมถึงกฎหมายว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่าด้วย

พร้อมกับได้แจ้งพัฒนาการเหล่านี้ให้แก่ภาครัฐ เอกชนและประชาชน ผ่านช่องทางต่างๆ ซึ่งรวมถึงเว็บไซต์ของกรม และสถานเอกอัครราชทูต การร่วมบรรยายในประเด็นนี้ในโอกาสต่างๆ ตลอดจนการจัดการประชุมเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับมาตรการภายใต้นโยบาย European Green Deal เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้วและเมษายนปีนี้

เมื่อตระหนักถึงผลกระทบต่อผู้ส่งออกไทยโดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อย จึงได้หารือกับฝ่ายอียูในประเด็นนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อขอรับข้อมูลทางเทคนิค แสวงหาความร่วมมือในการเตรียมความพร้อมให้แก่เอกชนไทย

ตลอดจนให้ข้อมูลเกี่ยวกับความสำเร็จในการป้องกันการตัดไม้ทำลายป่าในไทย เพื่อผลักดันให้ไทยถูกจัดอันดับอยู่ในกลุ่มประเทศความเสี่ยงต่ำ ซึ่งจะลดภาระผู้ส่งออกไทยได้มาก

แล้วมีความตื่นตัวกันในประเทศแค่ไหน?

อธิบดีบอกว่า โดยที่ฝ่ายอียูเพิ่งเพิ่มยางพาราเข้ามาในรายการสินค้าภายใต้ข้อบังคับของกฎหมายดังกล่าวเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้วนี่เอง จึงทำให้อุตสาหกรรมยางพารารับทราบถึงพัฒนาการนี้ได้ไม่นานเมื่อเทียบกับสินค้าอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม หลังจากการเพิ่มยางพาราเข้ามาในรายการสินค้า หลายหน่วยงานได้ร่วมกันสร้างความตระหนักรู้ในประเด็นนี้ ผ่านการจัดการประชุมต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการหารือกับฝ่ายอียูโดยตรง

โดยเฉพาะการเดินทางเยือนไทยของผู้แทนจากคณะกรรมาธิการยุโรปด้านสิ่งแวดล้อมเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อหารือกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยางพาราในไทย

โดยเฉพาะการยางแห่งประเทศไทย ซึ่งได้จัดการประชุมกับฝ่ายอียูเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ปีนี้ในลักษณะ hybrid

โดยเปิดให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยางพาราได้เข้าฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับร่างกฎหมายจากอียูโดยตรง

อย่างนี้ถือว่าเป็นมาตรการกีดกันการค้าของอียูต่อประเทศอื่นหรือไม่? และไทยเราจะทำอย่างไร?

อธิบดีบอกว่า หลายฝ่ายมองว่ามาตรการนี้เป็นเครื่องมือในการกีดกันทางการค้าของอียูเท่านั้น

แต่กรมยุโรปมองว่า หากสามารถเตรียมความพร้อมให้แก่เกษตรกรและผู้ส่งออกไทยได้ทันท่วงที จนสามารถออกเอกสารอย่างเป็นทางการเพื่อยืนยันว่าสินค้าส่งออกของไทยไม่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า ย่อมเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ผู้ส่งออกและเกษตรกรไทย

เพราะเป็นที่แน่นอนว่า บริษัทอียูที่นำเข้าสินค้าเหล่านี้ย่อมต้องการซื้อสินค้าจากแหล่งผลิตที่มีความน่าเชื่อถือ ที่ทั้งถูกกฎหมายและมีความยั่งยืน รวมถึงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

และมีหลักฐานอย่างเป็นทางการว่าไม่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า มากกว่านำเข้าจากประเทศที่ไม่สามารถให้หลักฐานดังกล่าว

นั่นคือการเพิ่มศักยภาพให้แก่เกษตรกรไทยอย่างยั่งยืนในโลก

ปัจจุบันที่ประเทศพัฒนาแล้วกำลังผลักดันมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมให้มีความเข้มข้นมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็เป็นทิศทางที่ประเทศไทยกำลังเดินไปเช่นกัน

หากเราไม่ตื่นตัวเรื่องสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนในทุกๆ มิติ เราจะทำมาหากินในเวทีโลกลำบากขึ้นทุกที!

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’

ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon  โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!

ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568

นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน