วิกฤตเรื่อง “เพดานหนี้” ของรัฐบาลสหรัฐฯ อาจจะกำลังเปิดทางให้การรุกคืบของจีนที่จะให้เงินสกุลหยวนขยับเป็น “เงินสกุลนานาชาติ” ได้อีกก้าวหนึ่ง
เพราะเมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา ขณะที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังลุ้นว่าทำเนียบขาวกับสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐฯ จะสามารถหาข้อตกลงเพื่อประนีประนอมประเด็นเพดานหนี้ 31.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐของสหรัฐฯ กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คริสทาลินา จอร์จีวา ก็ออกมาแสดงความเห็นในลักษณะที่มองหาทางออกที่อาจไม่ต้องให้โลกพึ่งพาเงินดอลลาร์แต่เพียงเจ้าเดียว
เธอบอกว่า “โลกกำลังจับตามอง” ความเคลื่อนไหวในสหรัฐฯ เพื่อถามหาความเชื่อมั่นต่อระบบการเงินของมหาอำนาจเบอร์ 1 ของโลก
ในช่วงใกล้ๆ เส้นตายวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมานั้น รัฐบาลกลางของสหรัฐฯ ทำท่าว่าจะเข้าสู่ภาวะ “ถังแตก” อย่างเห็นได้ชัด
นั่นคือสถานการณ์ที่จะทำให้การจัดลำดับความน่าเชื่อถือ หรือ credit ratings ของอเมริกาถูกลดลงทันที
มีผลกระทบต่อเนื่องคือทำให้ความเชื่อมั่นทั่วโลกต่อเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงอย่างมาก
หลายคนมองว่าวิกฤตของดอลลาร์หรือโอกาสของหยวน
ผู้อำนวยการ IMF จำเป็นต้องให้ทีมงานประเมินสถานภาพด้านเศรษฐกิจและระบบการเงินของสหรัฐฯ อย่างตรงไปตรงมา เพราะจำเป็นต้องทำหน้าที่แบบมืออาชีพโดยไม่เกรงใจสหรัฐฯ ในฐานะพี่เบิ้มของโลกตะวันตก
เธอบอกว่า “เราคิดว่าตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ เป็นจุดยึดของระบบการเงินโลก และสมอนี้จำเป็นต้องมีหลักยึดที่มั่นคง”
IMF คือกองทุนการเงินระหว่างประเทศที่มีสมาชิก 190 ประเทศ และเป็นกลไกสำคัญของระบบการเงินโลกที่นำโดยสหรัฐฯ
แต่เมื่อระบบการเงินของสหรัฐฯ เกิดปัญหาบ่อยและถี่ขึ้น สมาชิกจำนวนไม่น้อยก็เริ่มหันไปทางตะวันออกมากขึ้นเรื่อยๆ
ในเดือนมีนาคม จอร์จีวากล่าวชื่นชมจีนที่อาจมีส่วนสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกถึง 30 เปอร์เซ็นต์ในปีนี้
ซึ่งเป็นสิ่งที่จีนทำมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เกิดวิกฤตการเงินโลกในปี 2550-51
ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสหรัฐอเมริกาไม่ใช่ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ในระบบนี้
คล้ายกับวิกฤตครั้งนั้น ซึ่งกระตุ้นความพยายามในการทำให้เงินหยวนของปักกิ่งเริ่มเข้าสู่ระบบสากลในปี 2552
นักวิเคราะห์เชื่อว่าปัญหาเพดานหนี้ของสหรัฐฯ ที่ยืดเยื้อหลายเดือน ประกอบกับการขู่ว่าจะเกิดการ “แยกขั้ว” (decoupling) เศรษฐกิจสหรัฐฯ จากตะวันออก ซ้ำเติมด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง อาจเป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับสกุลเงินของจีน
กูรูหลายสำนักก็เริ่มจะมองแนวโน้มไปทางนั้น
จีนกำลังได้เปรียบสหรัฐฯ ในแง่มีเสถียรภาพทางการเงินระหว่างประเทศของจีน
จึงเกิดคำถามว่า จำเป็นหรือไม่ที่โลกจะต้องให้สหรัฐฯ เป็นผู้นำในกลไกการเงินของโลกตลอดไป
เพราะนักวิพากษ์สหรัฐฯ ได้ยืนยันด้วยเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ ว่า เหตุการณ์หลายครั้งได้พิสูจน์แล้วว่าสหรัฐฯ ไม่ใช่ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ในระบบนี้
การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่รุนแรงโดยธนาคารกลางสหรัฐฯ รวม 500 จุดในช่วง 14 เดือนที่ผ่านมา เป็นเสมือนดาบที่แขวนอยู่และเป็นเงาหลอกหลอนตลาดเกิดใหม่หลายแห่ง
และที่กลายเป็นยาขมหม้อใหญ่ก็คือ เมื่อเกิดวิกฤตสหรัฐฯ อย่างนี้ ทุกประเทศก็ต้องแย่งชิงกันเพื่อเพิ่มทุนสำรองเงินตราต่างประเทศเพื่อเสริมฐานรากทางเศรษฐกิจเพื่อเอาตัวรอดจากการที่วอชิงตันต้องทำศึกอย่างรุนแรงและต่อเนื่องกับปัญหาอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น
ส่วนจีนนั้นดูดีกว่าอเมริกาในหลายๆ ด้าน
ปักกิ่งกำลังฟื้นตัวจากผลกระทบทางเศรษฐกิจของการระบาดใหญ่ของโควิด-19 และเศรษฐกิจก็ทำท่าจะกำลังเด้งกลับ
อีกทั้งจีนมีเครื่องมือหลายอย่างในการประคับประคองให้เศรษฐกิจกลับมาโตอย่างมีพลัง
นั่นรวมถึงการลงทุนด้วยเงินหยวนในโครงการ Belt and Road Initiative
หรือการชำระหยวนกับคู่ค้ารายใหญ่
ตามมาด้วยการส่งเสริมเงินหยวนดิจิทัล และการกระจายทุนสำรองที่ไม่ใช่ดอลลาร์
ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อยอดคำสั่งซื้อทางการเงินโลกที่ขับเคลื่อนด้วยเงินดอลลาร์สหรัฐแบบที่ผ่านมา
เศรษฐกิจจีน ซึ่งใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก กำลังเคลื่อนตัวออกจากรูปแบบที่พึ่งพาการส่งออกไปสู่โมเดลที่มุ่งเน้นการบริโภคภายในประเทศและการพึ่งพาการนำเข้าสินค้า อย่างเช่น น้ำมันและอาหาร
นั่นจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากกลไกการเงินที่มีสหรัฐฯ เป็นศูนย์กลาง
เพราะนั่นแปลว่าจีนดึงดูดการลงทุนในโรงงานที่เน้นการส่งออกด้วยเงินดอลลาร์
และเมื่อได้เงินดอลลาร์ที่ได้รับมาลงทุนในตั๋วเงินคลังสหรัฐฯ ที่ให้ผลตอบแทนต่ำ
จีนมองว่าระบบปัจจุบันที่นำโดยสหรัฐฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอำนาจของเงินดอลลาร์สหรัฐและกฎเกณฑ์ต่างๆ นั้นเป็นการขัดต่อผลประโยชน์ของจีน
ดังนั้นเป้าหมายของจีนจึงคือการค่อยๆ บ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ และหาทางปรับแก้ระบบที่เป็นผลประโยชน์ระยะยาวของจีนมากขึ้น
แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ทำได้ชั่วข้ามคืน
อุปสรรคใหญ่ที่สุดของการบรรลุเป้าหมายนั้นไม่ใช่แค่ระบบปัจจุบันที่ยังยึดติดเงินดอลลาร์สหรัฐของตลาดโลกส่วนใหญ่เท่านั้น แต่ที่สำคัญคือความไม่เต็มใจของปักกิ่งที่จะละมือจากระบบการเงินของตน
เป็นที่มาของข้อสรุปของนักวิเคราะห์ไม่น้อยว่าหยวนไม่สามารถแทนที่ดอลลาร์สหรัฐได้ “ในอนาคตอันใกล้”
ถ้าเช่นนั้น ปักกิ่งต้องทำอะไรเพื่อ “ค่อยๆ ขยับเข้าใกล้เป้าหมาย”
คำตอบคือการผ่อนคลายกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการควบคุมบัญชีเงินทุนของปักกิ่ง
ซึ่งทุกวันนี้ยังจำกัดความคล่องตัวในการแปลงสกุลเงินหยวนเป็นสกุลอื่นให้สะดวกเหมือนที่ทำกับดอลลาร์ได้
Mansfield Center ที่มหาวิทยาลัยมอนทานา จนกว่าจะทำเช่นนั้น – การเคลื่อนไหวซึ่งตามคำนิยามหมายถึงการลดการควบคุมของฝ่ายต่างๆ ที่มีต่อเศรษฐกิจ และปล่อยให้ธนาคารอิสระตัดสินใจว่าจะให้กู้ยืมที่ใด และนั่นอาจนำไปสู่การหนีทุน – ประเทศอื่นๆ จะไม่เต็มใจที่จะถือเงินสำรองหยวนจำนวนมาก”
รัฐบาลจีนกำลังใช้ท่าทีอนุรักษนิยมในการปฏิรูประบบการเงิน ซึ่งจะทำให้เงินหยวนมีความยืดหยุ่นในการใช้งานระหว่างประเทศมากขึ้น
รัฐบาลจีนได้เน้นย้ำอยู่เสมอถึงการส่งเสริมการทำให้หยวนเป็นสากล
และยอมรับว่าจะไม่พยายามเข้ามาแทนที่เงินดอลลาร์สหรัฐในระยะสั้น
และจะระมัดระวังมากขึ้นเกี่ยวกับความเสี่ยงที่เกิดจากการเปิดตลาดการเงินอย่างรวดเร็วเกินไป
ถึงวันนี้ปักกิ่งยังไม่มี “โรดแมป” หรือ “แผนที่เส้นทางเดินทาง” หรือตารางเวลาสำหรับการบรรลุเป้าหมายนั้น
สิ่งที่จะเป็นไปได้ในระยะสั้นมากกว่าคือ การที่จีนพยายามให้เงินหยวนถูกใช้ในตลาดสากลเพื่อสะท้อนถึงส่วนแบ่งตลาด 18% ของ GDP ของโลก
แต่สัญญาณต่างๆ ชี้ไปว่าเงินหยวนจะสยายปีกกว้างขึ้นเรื่อยๆ...และดอลลาร์อยู่ใน “ขาลง” ค่อนข้างชัดเจนเช่นกัน.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยุค‘ประโยชน์นิยม’ ชัยวุฒิซัดข้ามขั้วแบ่งเค้ก ยศชนันโอดกาสิโนหลอน
“อนุทิน" โต้เดือด "หยุ่น-วีระ" ลั่นชัดเจน "สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ" คนของ "ภูมิใจไทย"
สื่ออาวุโสลืมหน้าที่ ‘หยุ่น-วีระ’ มาตรฐานที่หายไปในดงส้ม
การวิจารณ์นักการเมืองไม่ใช่เรื่องผิด และการตั้งคำถามกับพรรคการเมืองก็เป็นหน้าที่ปกติของสื่อมวลชน
แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’
ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!
มีแม้วไม่มีเรา! วัดใจจุดยืน 'พรรคส้ม' หลังทักษิณขีดเส้นแบ่งข้างทุกเวทีแล้ว
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่า "พรรคส้มกล้าไหม? มีแม้วไม่มีเรา!
ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน


