องค์กรต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด

คงต้องยอมรับว่า ในปัจจุบันโลกธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและเกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่บ่อยครั้ง มีสิ่งใหม่ที่น่าสนใจเข้ามาตลอดเวลา นับเป็นความท้าทายต่อเจ้าของกิจการที่จะต้องปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์เหล่านั้น ทั้งยังต้องมองเห็นเทรนด์ที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้น เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสทางธุรกิจ อย่าง PwC ก็มีรายงานผลสำรวจ Asia Pacific Workforce Hopes and Fears Survey ประจำปี 2566 พบ 39% เชื่อว่าองค์กรที่ตนทำงานอยู่จะไม่สามารถอยู่รอดได้มากกว่า 10 ปีหากยังยึดติดกับการทำธุรกิจในรูปแบบเดิม เปรียบได้กับ 53% ของซีอีโอในภูมิภาคที่มีความคิดเห็นเช่นเดียวกันนี้ในรายงานผลสำรวจซีอีโอประจำปี 2566 ซึ่งถือเป็นการยืนยันว่าผู้นำธุรกิจจะต้องเร่งสร้างการเปลี่ยนแปลงในระยะยาวเพื่อแก้ไขปัญหาด้านบุคลากร

นายเรย์มอนด์ ชาว ประธาน PwC ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และสาธารณรัฐประชาชนจีน กล่าวว่า โลกแห่งความเป็นจริงใหม่สอนเราทุกคนว่า การเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้นตลอดเวลา ขณะที่การแข่งขันยังคงทวีความรุนแรง ความเสี่ยงจากการหยุดชะงักก็ยังคงอยู่ และความคาดหวังของสังคมก็เพิ่มสูงขึ้น จึงท้าทายความสามารถในการอยู่รอดของทุกธุรกิจ ซึ่งหากองค์กรต่างๆ ต้องการที่จะเติบโตอย่างแท้จริงในสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ก็จะต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ผู้นำธุรกิจและพนักงานในภูมิภาคนี้ต่างมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน แม้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดที่เหมือนกัน แต่หัวใจสำคัญย่อมอยู่ที่บุคลากรเสมอ เราจึงต้องร่วมมือกันสร้างวิธีการใหม่ๆ ที่เชื่อมโยงถึงกันและกัน เพื่อสร้างความไว้วางใจและส่งมอบผลลัพธ์ที่ยั่งยืน

โดยพนักงานในภูมิภาคนี้มีแนวโน้มที่จะลาออกจากงานมากกว่าปีที่แล้ว ซึ่งเมื่อมองย้อนกลับไปถือเป็นช่วงเวลาที่ทุกคนคิดว่า "การลาออกครั้งใหญ่" ได้เดินทางมาถึงจุดสูงสุด รายงานพบว่า ประมาณ 30% ของผู้ตอบแบบสำรวจกล่าวว่ามีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนงานในอีก 12 เดือนข้างหน้า เพิ่มขึ้น 10% จากปี 2565 โดยจำนวนผู้ที่ต้องการลาออกนั้นสูงขึ้นในกลุ่มคนรุ่นใหม่ พนักงานระดับอาวุโส และพนักงานที่ทำงานในองค์กรขนาดใหญ่ นอกจากนี้ ประมาณ 40% ยังมีแนวโน้มที่จะขอขึ้นเงินเดือนหรือเลื่อนตำแหน่งภายในระยะเวลาเดียวกัน

แน่นอนว่าจากภูมิทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ทักษะของแรงงานจะได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญในอนาคต อย่างไรก็ดีพนักงานที่ตอบแบบสำรวจอาจมีความคิดเห็นที่แตกต่างออกไป โดยมีเพียง 44% ที่เชื่อว่าทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงานจะมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญภายในอีก 5 ปีข้างหน้า และมีเพียง 48% เท่านั้นที่เข้าใจอย่างชัดเจนว่าจะเปลี่ยนไปอย่างไร ซึ่งหากพนักงานไม่เตรียมตัวหรือเข้าใจว่าข้อกำหนดในการทำงานนั้นอาจเปลี่ยนไป พวกเขาก็จะไม่สามารถเตรียมตัวเพื่อรับมือกับอนาคตได้อย่างเพียงพอ

สำหรับประเทศไทย ข้อมูลจากรายงานพบว่า 79% ของกำลังแรงงานไทยที่ตอบแบบสำรวจมีความพึงพอใจมากหรือปานกลางกับงานของตน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของเอเชียแปซิฟิกที่ 57% อย่างไรก็ดีบุคลากรเหล่านี้ยังคงมีความต้องการจะเปลี่ยนงานมากขึ้นเช่นกัน โดย 30% กล่าวว่าต้องการเปลี่ยนนายจ้าง เพิ่มขึ้นจาก 13% ในปีก่อน ขณะที่ 70% เชื่อว่าทักษะในการทำงานของพวกเขาจะเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในอีก 5 ปีข้างหน้า ซึ่งถือเป็นเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในภูมิภาค และ 77% มองว่าทักษะด้านดิจิทัลจะมีความสำคัญต่ออาชีพของพวกเขาเป็นอย่างมาก

แม้ว่าแรงงานไทยจะพึงพอใจกับงานที่ทำอยู่ แต่ก็ยังคงต้องเผชิญกับกระแสการลาออกครั้งใหญ่ต่อไป และดูเหมือนว่าจะมีแนวโน้มที่รุนแรงขึ้นด้วย เพราะพนักงานส่วนมากต้องการงานที่เพิ่มรายได้ให้กับตัวเองเพื่อรับมือกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นในทุกๆ ปี ด้วยเหตุนี้ นายจ้างจะต้องวางกลยุทธ์และยุทธวิธีต่างๆ ในการรักษาทาเลนต์อย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง โดยเน้นการสร้างสมดุลระหว่างงานและชีวิตส่วนตัว ให้โอกาสในการเรียนรู้และการแสดงความสามารถ ยกระดับทักษะด้านดิจิทัล และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การเชื่อมโยงเป้าหมายส่วนตัวของพนักงานกับเป้าหมายขององค์กร โดยองค์กรจะต้องแสดงค่านิยมหลักที่ชัดเจนในเรื่องนี้ เพราะนี่จะเป็นรากฐานในการดึงดูดทาเลนต์ในระยะยาว.

 

รุ่งนภา สารพิน

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เมื่อขยะ(ไม่)ไร้ค่า

ในวันที่โลกกำลังเผชิญกับภาวะความผันผวนของราคาพลังงานจากพิษสงครามในตะวันออกกลาง และวิกฤตขยะล้นเมืองที่กัดเซาะสิ่งแวดล้อมมานานนับทศวรรษ คำถามสำคัญคือ เราจะหาจุดสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงานและการจัดการสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร?

บ้านประหยัดพลังงาน

สภาพอาการแปรปรวนที่มาจากปัญหาโลกร้อนนั้น ทำให้ทั่วโลกหันมาให้ความสนใจกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและภาคเอกชนหันมาตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ร่วมกันผลักดันเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) อย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่ผู้คนต่างหันมาเลือกที่อยู่อาศัยหรือบ้านที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จนกลายเป็นเทรนด์รักษ์โลก

ปรับเกมรุกดึงตลาดใกล้

จากวิกฤตในตะวันออกกลางที่ลุกลามส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะ อุตสาหกรรมการบิน ทำให้ต้นทุนพลังงานพุ่งสูงและข้อจำกัดด้านเที่ยวบินเพิ่มขึ้น ส่งผลให้นักท่องเที่ยวระยะไกลเริ่มชะลอการเดินทาง สถานการณ์ดังกล่าวทำให้

มองวิกฤตคือโอกาส

ในสภาวการณ์ปัจจุบันที่มีผลกระทบรอบด้านฉุดเศรษฐกิจโลกให้มีการเติบโตที่ชะลอตัว ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลและสหรัฐ ที่สร้างความปั่นป่วนไปทั่วโลกเพราะการสู้รบและทำลายล้างในพื้นที่หลักของการผลิตน้ำมัน รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมของผู้บริโภค และกระแสการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน

ถอดบทเรียนแบรนด์ดังดันยอดขายด้วยData

ในยุคที่ “ข้อมูลลูกค้า” คือหัวใจในการเอาชนะความท้าทายที่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มไทยต้องเผชิญ ทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ต้นทุนที่สูงขึ้น และการแข่งขันที่เข้มข้น

จับตา'ส่งออกไทย’อ่วมพิษสงคราม

ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง นับเป็นปัจจัยเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก เนื่องจากภูมิภาคดังกล่าวเป็นแหล่งผลิตพลังงานหลักและเป็นจุดเชื่อมโยงของเส้นทางการค้าระหว่างประเทศ ความขัดแย้งทางการเมืองและความไม่มั่นคงด้านความปลอดภัยส่งผลให้เกิดความผันผวนของราคาน้ำมันดิบ อัตราแลกเปลี่ยน และต้นทุนโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางของการค้าโลก และการเคลื่อนย้ายสินค้าในระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศ