จับตา'ส่งออกไทย’อ่วมพิษสงคราม

ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง นับเป็นปัจจัยเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก เนื่องจากภูมิภาคดังกล่าวเป็นแหล่งผลิตพลังงานหลักและเป็นจุดเชื่อมโยงของเส้นทางการค้าระหว่างประเทศ ความขัดแย้งทางการเมืองและความไม่มั่นคงด้านความปลอดภัยส่งผลให้เกิดความผันผวนของราคาน้ำมันดิบ อัตราแลกเปลี่ยน และต้นทุนโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางของการค้าโลก และการเคลื่อนย้ายสินค้าในระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

ในบริบทของประเทศไทยซึ่งมีโครงสร้างเศรษฐกิจที่ พึ่งพาการส่งออก เป็นหลัก ผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางปรากฏผ่านหลายช่องทาง ทั้งทางตรงและทางอ้อม กล่าวคือ การเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานส่งผลต่อต้นทุนการผลิตและการขนส่งสินค้า

ขณะที่ความไม่แน่นอนของเส้นทางขนส่งระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเส้นทางเดินเรือผ่านจุดยุทธศาสตร์สำคัญ อาจก่อให้เกิดความล่าช้าและความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน ขณะเดียวกัน ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกยังส่งผลต่ออุปสงค์ในตลาดปลายทาง ซึ่งอาจกระทบต่อปริมาณและมูลค่าการส่งออกของไทยในระยะสั้นและระยะยาว

ทั้งนี้ ในเชิงผลกระทบที่เป็นรูปธรรมต่อภาคการส่งออกของไทย ความตึงเครียดในตะวันออกกลางอาจก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในหลายมิติที่ต้องเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการปรับตัวสูงขึ้นและความผันผวนของราคาพลังงานจะส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตในอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้น เช่น ปิโตรเคมี พลาสติก และโลหะ ขณะที่ต้นทุนการขนส่งทางทะเลและค่าประกันภัยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากความเสี่ยงในเส้นทางเดินเรือสำคัญ ส่งผลให้ ผู้ส่งออก ต้องเผชิญแรงกดดันด้านราคาและอัตรากำไรที่ลดลง นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนของระยะเวลาการขนส่งอาจทำให้การบริหารสินค้าคงคลังและการส่งมอบสินค้าให้เป็นไปตามสัญญามีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

ในอีกด้านหนึ่ง ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกอันเป็นผลจากความตึงเครียดดังกล่าวอาจส่งผลต่ออุปสงค์ของประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะตลาดที่มีความอ่อนไหวต่อราคาพลังงานและภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งอาจนำไปสู่ การชะลอตัวของคำสั่งซื้อสินค้าไทยในบางกลุ่ม ขณะเดียวกัน ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนก็เป็นอีกปัจจัยที่ต้องติดตาม เนื่องจากอาจส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของสินค้าไทยเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการอาจต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านการเงิน เช่น ต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น และความไม่แน่นอนในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ระบุว่า ก่อนเกิดความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ได้ประมาณการภาพรวมการส่งออกของไทยในปี 2569 จะอยู่ที่ 1.6% หนุนโดยการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวได้ดี อย่างไรก็ตาม การส่งออกของไทยมีความเสี่ยงที่จะขยายตัวได้ต่ำกว่า 1% ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและความยืดเยื้อของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยมี 5 ปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ 1.การส่งออกไปตะวันออกกลางมีสัดส่วน 3-4% ของการส่งออกไทยทั้งหมด โดยกลุ่มรถยนต์ ข้าว และอาหารทะเลแปรรูป คาดว่าจะได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากพึ่งพาตลาดนี้สูงกว่า 10% ท่ามกลางการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซและคลองสุเอซที่ชะงักงันจากความเสี่ยงด้านความปลอดภัย

2.ภาพรวมค่าขนส่งสินค้าปรับสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าระวางเรือจากไทยไปยุโรปปรับเพิ่มขึ้นราว 14-17% โดยการส่งออกไปยุโรปอาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนเส้นทางเดินเรืออ้อมไปทวีปแอฟริกา ส่งผลให้ระยะเวลาขนส่งเพิ่มขึ้น 10-15 วัน 3.แนวโน้มเศรษฐกิจโลกชะลอลง โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่า หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยืดเยื้อ และส่งผลให้ราคาพลังงาน โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบอยู่ระดับเหนือกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลต่อเนื่อง จะกระทบอัตราเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ

4.รัฐบาลออกมาตรการระงับการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซหุงต้ม โดยมูลค่าการส่งออกเชื้อเพลิงที่ถูกระงับคิดเป็นเกือบ 80% ของการส่งออกเชื้อเพลิงทั้งหมดของไทย และ 5.การขาดแคลนวัตถุดิบกระทบการผลิตและการส่งออก โดยตะวันออกกลางเป็นแหล่งผลิตปุ๋ยยูเรียราว 1 ใน 3 ของโลก การปิดช่องแคบฮอร์มุซกระทบการขนส่งสินค้า ขณะเดียวกัน วัตถุดิบที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน อาทิ เม็ดพลาสติก บรรจุภัณฑ์ ได้รับผลกระทบจากการขนส่งที่ล่าช้าและมีราคาสูงขึ้น.

 

ครองขวัญ รอดหมวน

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แผนแก้ปัญหาคนไม่ตรงกับงาน

ในสังคมไทย เสียงสะท้อนจากทั้งฝั่งผู้ประกอบการและเด็กจบใหม่มักไปในทางเดียวกันคือ "เรียนมาไม่ได้ใช้ ที่ต้องใช้ไม่ได้เรียน" ด้วยปัญหาในกระบวนการทำงาน อันดับแรกๆ คือหลักสูตรในระดับอุดมศึกษาของไทยจำนวนมากมักตามหลังเทคโนโลยีและเทรนด์ธุรกิจโลกอย่างน้อย 3-5 ปี การเรียนการสอนเน้นทฤษฎีในเชิงตำรา ทำให้เมื่อบัณฑิตก้าวเข้าสู่โลกการทำงานจริง องค์กรต้องเสียเวลาและงบประมาณมหาศาลในการ Re-train หรือนับหนึ่งใหม่

โจทย์ใหญ่PDP2026เมื่อผู้ใช้กลายเป็นผู้ผลิต

“ภาวะโลกร้อน” ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และยังมีส่วนสำคัญทำให้เกิดกระแสการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานไปทั่วโลก จากการใช้ฟอสซิลเป็นเชื้อเพลิงหลัก ไปสู่การใช้เชื้อเพลิงที่เกิดจากพลังงานหมุนเวียน ขณะนี้ทั่วโลกต่างก็ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว โดยเฉพาะประเทศไทย รัฐบาลมีนโยบายที่จะมุ่งเน้นการปรับทิศทางพลังงานของประเทศให้มีความมั่นคง ควบคู่กับความยั่งยืนและการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมพลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียนเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ตามรสสงขลา ท่องเที่ยวเชิงอาหาร

การท่องเที่ยวถือว่าเป็นหนึ่งในเครื่องจักรสำคัญที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลคลอดมาตรการต่างๆ ออกมาจูงใจนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเที่ยวเมืองไทย แต่ต้องยอมรับภายในช่วงต้นปี 2569 ที่ผ่านมานั้น อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยแม้ความเชื่อมั่นผู้ประกอบการจะปรับตัวดีขึ้นตามสัญญาณการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ยังต้องเผชิญกับบททดสอบหลายอย่าง ส่งผลให้ภาพรวมการท่องเที่ยวไทยยังคงเป็นภาวะฟื้นตัวแต่เปราะบาง

การตลาดแบบสุขภาพดี-ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หากสังเกตให้ดีจะพบว่า “การวิ่ง” ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมออกกำลังกายอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “สกุลเงิน” รูปแบบใหม่ที่หลายแบรนด์นำมาใช้สร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภค จะเห็นได้ว่าเริ่มเห็นแคมเปญแปลกตาเกิดขึ้นมากมายในตลาด วิ่งครบระยะแลกรับแว่นตา วิ่งสะสมกิโลเมตรแลกนวดสปา วิ่งแลกบริการความงาม วิ่งแลกอาหารสัตว์เลี้ยง หรือแม้แต่วิ่งแลกสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพ คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมธุรกิจที่อยู่กันคนละโลก ตั้งแต่ร้านอาหาร คลินิกความงาม โรงแรม ร้านแว่น ไปจนถึงธุรกิจสัตว์เลี้ยง กลับเลือกใช้ “การวิ่ง” เป็นเงื่อนไขเดียวกันในการมอบรางวัล

‘AI’ กำลังเปลี่ยนตลาดแรงงานโลก

ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์ของโลกการทำงานเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ จากเดิมที่ความกังวลมุ่งไปที่การเข้ามาแทนที่แรงงานของเทคโนโลยี วันนี้โจทย์สำคัญกลับขยับไปสู่คำถามว่า ‘คนทำงาน’ จะต้องปรับตัวอย่างไรเพื่อให้ยังคงมีบทบาทในตลาดแรงงานที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่องค์กรทั่วโลกต่างเร่งนำ AI มาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ ทำให้คุณสมบัติและทักษะที่นายจ้างมองหาจากบุคลากรก็เริ่มเปลี่ยนไปพร้อมกัน