บันทึกหน้า4

ต้องบอกว่า “ฟ้าผ่า” กลางสายฝนเลยทีเดียว เมื่อ “อิทธิพร บุญประคอง” ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ให้เจ้าหน้าที่นำมติ กกต.ส่งเอกสารหลักฐานถึงศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้วินิจฉัยการเป็น ส.ส.ของ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง จากปมการถือครองหุ้น “ไอทีวี” หรือไม่อย่างไร ...๐

งานนี่ก็เล่นเอาด้อมส้มถึงกับออกอาการควันออกหูจนต้องจัดทัพ “ไอโอ” ในโลกโซเชียลดันเทรนด์ทวิตเตอร์ว่า “กกต.มีไว้ทำไม” ขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งทีเดียว โดยลืมไปว่าก่อนหน้านี้ “กกต.” ชุดเดียวกันนี้นั่นแหละที่ยกสารพัดข้อกล่าวหาและข้อร้องเรียนของพรรคก้าวไกล รวมทั้งตัว “พิธา” ออกไปพะเรอเกวียน แต่พอมีเรื่องให้ต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแค่เรื่องเดียวกลับดิ้นกันจะเป็นจะตาย ...๐

ทั้งที่เรื่องดังกล่าวก็ต้องบอกว่าเป็นผลพวงของ “แดดดี้ทิม” ที่ทำตัวเองทั้งนั้น ไม่ใช่มีอำนาจเก่าหรือแม้แต่นายทุนไปจับยัดหุ้นให้ “พิธา” ถือเสียเมื่อไหร่ แล้วที่ “พิธา” รวมทั้ง “ชัยธวัช ตุลาธน” ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคก้าวไกลที่เหน็บ “กกต.” ว่าทำงานรวดเร็วปานกามนิตหนุ่ม อยากถามว่ารวดเร็วตรงไหน เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นข่าวมาตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งด้วยซ้ำไป  แล้วก็เริ่มมาชัดเจนหลังเลือกตั้งวันที่ 14 พ.ค.2566 หาก “พิธา” และ “ก้าวไกล” มั่นใจในหลักฐานและข้อเท็จจริง ทำไมถึงไม่เข้าไปชี้แจงหรือให้ข้อมูล กกต.ให้กระจ่างชัด ไม่ต่างจากการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. ก็ยืดและขยายเวลาจนป่านนี้ก็ยังไม่จบสิ้นกระบวนการ ถามว่านี่เป็น “นิติสงคราม” เหมือนที่ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เลขาธิการคณะก้าวหน้างัด “มุกเก่า” ออกมาเล่าซ้ำหรือไม่ หรือเป็นเพราะ “กรรม” มันออนไลน์จากการคิดมิดีมิร้ายต่อประเทศชาติและสถาบันกันแน่ ...๐

แล้วก็เหมือนกรรมซ้ำวิบัติเป็นจริง เพราะล่าสุด “ศาลรัฐธรรมนูญ” ก็มีมติ รับคำร้องของ “ธีรยุทธ สุวรรณเกษร” ที่ให้วินิจฉัย “พิธา” และพรรคก้าวไกล ในการขายฝันแก้ไขมาตรา 112 ในการหาเสียงและการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง หรือไม่อีกคดีหนึ่ง ...๐

ดูราศี “แพทองธาร ชินวัตร” หรืออุ๊งอิ๊ง ในการเดินทางไปประชุมพรรคเพื่อไทยยามนี้ ต้องบอกว่า “ออร่า” ในการเป็นนายกฯ หญิงคนที่สองจับอย่างไรอย่างนั้น แล้วยิ่งการตอบคำถามผู้สื่อข่าวในเรื่องการวางมือทางการเมืองของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมก็ต้องปรบมือให้ทั้งในแง่มารยาททางการเมืองและการเคารพผู้อาวุโส โดยอุ๊งอิ๊งตอบว่า “ท่านทำงานมานาน การที่จะประกาศพักก็ถือเป็นเรื่องดี จะได้พักผ่อน” ...๐

ต่างจากบรรดาลูกหาบอย่าง “อดิศร เพียงเกษ” ส.ส.บัญชีรายชื่อเสียจริงๆ เพราะการตอบของอดิศรก็เหมือนอย่างที่บอกว่า แก่เพราะกินข้าวนั่นแล จึงไม่แปลกที่จะทำให้ “เสกสกล อัตถาวงศ์” ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีถึงกับต้องออกมาดีดปาก พร้อมกับสวนหมัดกลับในเรื่องการเรียกร้องให้ขอโทษ โดยแรมโบ้ก็ย้อนเกล็ดถึงต้นตอของการทำรัฐประหารว่าก็มาจากการทุจริตคอร์รัปชันในโครงการจำนำข้าวและลักหลับนิรโทษกรรมสุดซอยมิใช่เหรอ ...๐

เอ่ยถึงเรื่อง นิรโทษกรรมจะไม่พูดถึง “ทักษิณ ชินวัตร” ก็ไม่ได้ แม้ช่วงนี้จะไม่ได้สวมวิญญาณ “โทนี่ วู้ดซัม” มาไลฟ์สดในเพจแคร์ คิด เคลื่อน ไทย ก็ตามที แต่ล่าสุดลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนที่เพิ่งคลอดหลานคนที่ 2 ให้ ก็ออกมาย้ำในเรื่องการกลับมาบ้านเกิดเมืองนอนว่า “เมื่อคืนวันที่ 11 ก.ค. ได้คุยกับคุณพ่อเรื่องการเดินทางกลับ ซึ่งคุณพ่อระบุว่าเวลาการเดินทางกลับจะบวก-ลบ กับที่เคยบอกไว้ไม่มาก หากไม่ใช่เดือน ก.ค. ตามที่เคยบอกไว้ ก็อาจเลื่อนออกไปไม่มาก แต่ขอให้การเมืองนิ่งกว่านี้หน่อย เมื่อกลับมาจะได้ไม่เป็นการกระตุ้นทางการเมือง เพราะการกลับมาของคุณพ่อจะกลายเป็นประเด็นการเมืองไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง” ...๐

แล้วก็ สอดรับกับ “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี ที่รักษาราชการแทน รมว.ยุติธรรม ที่ยอมรับว่าตำรวจและกรมราชทัณฑ์ก็เตรียมความพร้อมในการประกาศกลับประเทศของ “ทักษิณ” ไว้แล้วเหมือนกรณี การรับส่งผู้ร้ายข้ามแดนอย่าง “ราเกซ สักเสนา” ที่เคยดำเนินการมาก่อน แต่ “เนติบริกร” ก็ไม่ให้รายละเอียดถึงการเตรียมความพร้อมเรื่องดังกล่าวว่ามีอะไรบ้าง ...๐

ทิ้งท้ายด้วยระเบียบวาระการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) ในวันพฤหัสบดีที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ.2566 เวลา 09.30 น.

ที่มีวาระเดียวคือ พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 272 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ก็ต้องมาติดตามด้วยใจระทึกพลันว่า ประเทศไทยจะได้นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 หรือจะเป็นแม่สาย (ส้ม) บัวแต่งตัวเก้อกันเอ่ย ...๐

 

ท.ศักดิ์

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บันทึกหน้า 4

นับถอยหลังเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่และการออกเสียงประชามติที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แล้ว และดูเหมือน หนังหน้าไฟอย่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ยังคงเป็นเป้าหลักของการวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งก็ไม่แปลกใจแต่ประการใด เพราะผลการทดลองงานในการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 ก.พ. แม้จะคึกคักอย่างยิ่ง แต่ก็มากด้วยปัญหาสารพัดสารพัน

บันทึกหน้า 4

โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ปฏิเสธว่า ไม่เคยพูดว่า ภท.จะได้ สส. 200 ที่นั่ง ความจริงแล้วสื่อถามนำ นายอนุทินก็รับลูกไปตามน้ำ แต่ภายใน ภท.ประเมินกันว่าจะได้ สส.เขตประมาณ 150-160 ที่นั่ง

บันทึกหน้า 4

การเมืองไทยในห้วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งครั้งนี้ กำลังสะท้อน “รอยเดิมที่ไม่เคยหาย” และ “บทเรียนที่บางฝ่ายยังดื้อจะไม่เรียนรู้” ไม่ว่าจะเป็นฝั่งพรรคส้ม หรือฝั่งฝ่ายอนุรักษนิยมเองก็ตาม

บันทึกหน้า 4

เห็นนักการเมืองมักเสนอตัดงบประมาณกองทัพ งานด้านความมั่นคง อย่างภาคภูมิใจ แต่น้อยคนที่จะเสนอตัดงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับตัวเองโดยตรง นั่นคือเงินเดือน สส. ค่าตอบแทน รวมไปถึงผู้ช่วย สส. ที่แต่ละปีใช้งบประมาณแผ่นดินจำนวนมาก ยิ่งช่วงหาเสียงเลือกตั้งแบบนี้ก็ยิ่งแล้วใหญ่ หาพรรคการเมืองที่ชูนโยบายรัดเข็มขัดรัฐสภา เพื่อช่วยลดงบประมาณแผ่นดินยามประเทศเจอวิกฤตเศรษฐกิจไม่ได้เลย

บันทึกหน้า 4

"แบงก์ชาติ" ออกโรงเอง! "วิทัย รัตนากร" ผู้ว่าการ ธปท. สายบู๊ นั่งเก้าอี้ไม่ถึง 4 เดือน ลุยปราบทุนเทา ล่าสุดโชว์ผลงานช่วยจับซื้อเสียง หลังได้กลิ่นตุๆ ในช่วง 2 สัปดาห์นี้ มีการถอนเงินสดก้อนใหญ่ประมาณ 450 ล้านบาท

บันทึกหน้า 4

เรียกว่าเริ่มเข้าสู่โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งแล้ว พรรคการเมืองต่างๆ ก็เริ่มปล่อยหมัดเด็ดหมัดน็อกออกมากันยกใหญ่ โดยใน ค่ายน้ำเงินของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นอกจากเดินสายหาเสียงแบบออร์แกนิกแล้ว