การประชุมรัฐสภาครั้งที่ 2 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เมื่อวันพุธที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ.2566 เพื่อพิจารณา ให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 272 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2560 เรียกว่าไม่เกินคาด เพราะหลัง “สุทิน คลังแสง” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยได้ทำหน้าที่ตามที่สัญญาไว้กับ 8 พรรคร่วมรัฐบาล เสนอชื่อ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคก้าวไกล โดยมีผู้รับรอง 299 คน ก็เข้าสู่โซนแห่งการถกเถียงระหว่างกันในปัญหาว่าเป็นญัตติหรือไม่อย่างไร และสามารถส่งชื่อซ้ำได้หรือไม่ ...๐
เรียกว่าทั้งสภาล่างและสภาสูงต่างไม่ยอมกันทีเดียว และยิ่งทำให้เรื่องลากยาวเข้าไปอีกเมื่อ “วันมูหะมัดนอร์ มะทา” ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานรัฐสภา ทิ้งทุ่นโดยอาศัยข้อบังคับการประชุม ข้อ 151
ขอให้ที่ประชุมวินิจฉัยตีความข้อบังคับ ข้อ 41 ว่าการเสนอชื่อ “พิธา” นั้นต้องห้ามหรือไม่ ก่อนไปทำหน้าที่รับรองแขก โดยทิ้งให้ “พรเพชร วิชิตชลชัย” ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภาที่ต้องมารับหน้าเสื่อถึงกันมึนงงกับการประท้วง และการฟาดปากของสมาชิกผู้ทรงเกียรติ จนทำให้ “พรเพชร” ถึงกับกล่าวด้วยด้วยน้ำเสียงโมโหว่าจะถกเถียงกันอีกกี่ครั้ง เพิ่งเข้ามาทำหน้าที่ ...๐
แต่ถ้าเอาจริงๆ จากประวัติในการทำหน้าที่ของ “พรเพชร” ตั้งแต่ยุคประธานรัฐสภาชื่อ “ชวน หลีกภัย” แล้ว ก็ต้องบอกว่าไม่เกินคาด เพราะด้วยความนุ่มนิ่ม รวมทั้งไม่มีลูกล่อลูกชนที่จะขับเคี่ยวกับทั่นผู้ทรงเกียรติได้ เมื่อมาเจอ “ทุ่นระเบิด” ที่ “อาจารย์วันนอร์” ทิ้งไว้ ก็เลยรับไปเต็มๆ ...๐
ที่สำคัญก่อนเที่ยงยังมา เกิดเหตุฟ้าผ่าที่มิใช่เกิดจากพายุตาลิม แต่เกิดจากมติของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่มีมติเอกฉันท์ให้รับคำร้องที่ กกต.ยื่นให้ตีความคุณสมบัติ “พิธา” จากการถือครองหุ้นไอทีวี ที่สำคัญยังมีมติ 7 ต่อ 2 ให้ “พิธา” หยุดปฏิบัติหน้าที่เข้าไปอีก ก็ยิ่งทำให้เกมในสภาดูเหมือนบรรยากาศจะเพิ่มความร้อนแรงเข้าไปด้วย ...๐
แล้วที่ดูเหมือนมี “บทบาท” อย่างสูงในการประชุมรัฐสภาคราวนี้นั้น คงหนีไม่พ้น “วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” ส.ส.บัญชีรายชื่อและตัวเต็งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หาก “พรรคก้าวไกล” ยังเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอยู่ เพราะสวมบทบาทเป็น “องครักษ์ปะฉะดะ” คอยฟาดปากกับทั้งตัวแทน 10 พรรค รวมถึงสภาสูงที่บังอาจแตะต้อง “แดดดี้ทิม” และ “ก้าวไกล” รวมถึงเรื่องมาตรา 112 แบบไม่มียั้งกันเลย ...๐
แล้วที่ขำไม่ออกบอกไม่ถูกคือ บรรดา สมาชิกพรรคส้ม ที่ปากพร่ำบอกว่าไม่มีลัทธิบูชาบุคคลเอย มีแต่ประชาชนเป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็กเอย แล้วทำไมไม่แถลงยกให้ “เพื่อไทย” จัดตั้งรัฐบาลเสียทีเล่า หรือกลัวว่า “เพื่อไทย” จะแอบแทงข้างหลังให้ไปเป็นพรรคฝ่ายค้านหรืออย่างไร ที่สำคัญจะสังเกตว่าในการประชุมครั้งนี้ บรรดาสมาชิกก้าวไกลปากจะ พร่ำแต่เรื่องยึดรัฐธรรมนูญกันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการบอกว่าเป็นกฎหมายสูงสุดเอย ข้อบังคับใหญ่กว่าไม่ได้เอย แต่ในอีกซีกโลกหนึ่งโดยเฉพาะบรรดา “ไอโอ” ของพรรคส้ม ต่างระดมพลเฮโลด่าสาดเสียเทเสียมติศาลรัฐธรรมนูญจนดันขึ้นไปติดเทรนด์ทวิตเตอร์ โดยใช้เวลาไม่ถึง 0.30 ชั่วโมง หลังศาลมีมติเรื่องดังกล่าว ...๐
แล้วที่ตลกเข้าไปอีกคือ การสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ของ “พิธา” นั้น เมื่อเอามาเทียบกับครั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่ง “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมให้หยุดปฏิบัติหน้าที่จากการดำรงตำแหน่ง 8 ปี เมื่อช่วงเดือนสิงหาคม 2565 ต้องเรียกว่าต่างกันราวฟ้ากับเหวกันเลยทีเดียว เพราะหลังมีคำสั่ง “พล.อ.ประยุทธ์” ก็ไม่มีท่าทีอิดออดหรือมาออดอ้อนอันใด โดยปฏิบัติตามคำสั่งทันที แต่กับ “พิธา” ที่เมื่อรู้ข่าวก็แวบหายออกไปจากห้องประชุม ก่อนจะกลับเข้ามาในเวลา 14.23 น. ระหว่างรัฐสภากำลังอภิปรายเรื่องเสนอชื่อซ้ำว่าทำได้หรือไม่ และเป็นญัตติหรือไม่ “พิธา” ก็ลุกขึ้นกล่าวอย่างหล่อ ว่า “คิดว่าประเทศไทยเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม ถ้าประชาชนชนะมาได้ครึ่งทาง เหลืออีกครึ่งทาง ถึงแม้ผมจะไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ ขอให้พี่น้องสมาชิกช่วยกันดูแลประชาชนต่อไป” แล้วต่อมาก็ไปโพสต์ในท่วงทำนองเดียวกันบนเฟซบุ๊กอีกครั้งหนึ่ง แหม! ทำเหมือนจะลาโรงเก็บฉากอย่างไรอย่างนั้น ทั้งที่มติศาลรัฐธรรมนูญแค่แขวนเท่านั้น หรือว่ารู้อยู่แก่ใจดังคำที่ว่า “กมฺมุนา วตฺตตีโลโก: สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม” กันแน่จ๊ะ ...๐
ท.ศักดิ์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
บันทึกหน้า 4
นับถอยหลังเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่และการออกเสียงประชามติที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แล้ว และดูเหมือน หนังหน้าไฟอย่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ยังคงเป็นเป้าหลักของการวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งก็ไม่แปลกใจแต่ประการใด เพราะผลการทดลองงานในการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 ก.พ. แม้จะคึกคักอย่างยิ่ง แต่ก็มากด้วยปัญหาสารพัดสารพัน
บันทึกหน้า 4
โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ปฏิเสธว่า ไม่เคยพูดว่า ภท.จะได้ สส. 200 ที่นั่ง ความจริงแล้วสื่อถามนำ นายอนุทินก็รับลูกไปตามน้ำ แต่ภายใน ภท.ประเมินกันว่าจะได้ สส.เขตประมาณ 150-160 ที่นั่ง
บันทึกหน้า 4
การเมืองไทยในห้วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งครั้งนี้ กำลังสะท้อน “รอยเดิมที่ไม่เคยหาย” และ “บทเรียนที่บางฝ่ายยังดื้อจะไม่เรียนรู้” ไม่ว่าจะเป็นฝั่งพรรคส้ม หรือฝั่งฝ่ายอนุรักษนิยมเองก็ตาม
บันทึกหน้า 4
เห็นนักการเมืองมักเสนอตัดงบประมาณกองทัพ งานด้านความมั่นคง อย่างภาคภูมิใจ แต่น้อยคนที่จะเสนอตัดงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับตัวเองโดยตรง นั่นคือเงินเดือน สส. ค่าตอบแทน รวมไปถึงผู้ช่วย สส. ที่แต่ละปีใช้งบประมาณแผ่นดินจำนวนมาก ยิ่งช่วงหาเสียงเลือกตั้งแบบนี้ก็ยิ่งแล้วใหญ่ หาพรรคการเมืองที่ชูนโยบายรัดเข็มขัดรัฐสภา เพื่อช่วยลดงบประมาณแผ่นดินยามประเทศเจอวิกฤตเศรษฐกิจไม่ได้เลย
บันทึกหน้า 4
"แบงก์ชาติ" ออกโรงเอง! "วิทัย รัตนากร" ผู้ว่าการ ธปท. สายบู๊ นั่งเก้าอี้ไม่ถึง 4 เดือน ลุยปราบทุนเทา ล่าสุดโชว์ผลงานช่วยจับซื้อเสียง หลังได้กลิ่นตุๆ ในช่วง 2 สัปดาห์นี้ มีการถอนเงินสดก้อนใหญ่ประมาณ 450 ล้านบาท
บันทึกหน้า 4
เรียกว่าเริ่มเข้าสู่โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งแล้ว พรรคการเมืองต่างๆ ก็เริ่มปล่อยหมัดเด็ดหมัดน็อกออกมากันยกใหญ่ โดยใน ค่ายน้ำเงินของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นอกจากเดินสายหาเสียงแบบออร์แกนิกแล้ว


