วันนี้รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ แอนโทนี บลิงเคน มาเยือนไทยอย่างเป็นทางการหลังจากประกาศจุดยืนวอชิงตันต่อภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก เพื่อประทับตรา “สหรัฐฯ กลับมาแล้ว” ให้เป็นที่รับรู้กันไปทั่ว
มาพร้อมกับ “กรอบเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิก” หรือ Indo-Pacific Economic Framework ที่อเมริกาตั้งขึ้นใหม่
เพราะอเมริกาประกาศแล้วว่าจะไม่กลับไป CPTPP แต่จะสร้างกลไกความร่วมมือที่มีลักษณะที่แปลกแตกต่างออกไปจาก “ข้อตกลงการค้า” ปกติ
แต่เป็นการตกลงแบบหลวมๆ ที่เขาจะชวนให้ไทยเข้าร่วมด้วยพร้อมๆ กับ มาเลเซียและเวียดนาม
รัฐมนตรีพาณิชย์ของสหรัฐฯ จีนา ไรมอนโด บอกว่า 3 ประเทศอาเซียนนี้เป็นเศรษฐกิจเกิดใหม่ หรือ emerging economies ซึ่งจะเข้าร่วมในข้อตกลงใหม่นี้กับญี่ปุ่น, สิงคโปร์, ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ โดยอาจจะมีการทำพิธีลงนามกันอย่างเป็นทางการในไตรมาสแรกของปีหน้า
เป็นจังหวะเวลาใกล้ๆ กับช่วงที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ประชุมสุดยอดกับผู้นำอาเซียนเช่นกัน
ครั้งนี้เขาไม่ลืมประเทศไทย เพราะคงได้รับรู้ถึงเสียงรำพึงรำพันน้อยใจจากไทยในหลายกรณี เช่น ไทยไม่ได้รับเชิญเข้าร่วม 111 ประเทศ ในการประชุมสุดยอดประชาธิปไตย 9-10 ธันวาคมที่ผ่านมา และรัฐมนตรีพาณิชย์คนนี้มาเยือนเอเชียเดือนที่แล้วก็ไม่ได้แวะไทย ไปญี่ปุ่น สิงคโปร์และมาเลเซีย
“กรอบเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิก” ที่ว่านี้จะไม่ใช่เรื่องค้าขายเป็นหลัก แต่จะเน้นเรื่องการประสานเรื่อง supply chains หรือห่วงโซ่อุปทานที่ถูกกระทบจากโควิด-19 กับเรื่อง export controls หรือการควบคุมการส่งออก
ประเด็นนี้ยังไม่มีความชัดเจนนักว่าหมายถึงอะไร เพราะคนอื่นเขาพูดถึงเรื่องส่งเสริมการส่งออกด้วยการลดภาษีให้เหลือศูนย์
แต่กรอบความร่วมมือใหม่จะ “ควบคุมการส่งออก” ให้เกิดประโยชน์ระหว่างกันอย่างไรเป็นเรื่องที่ต้องติดตามรายละเอียดกัน
ที่น่าสนใจสำหรับผมคือ อีกหัวข้อหนึ่งที่จะอยู่ในกรอบนี้นั่นคือ “มาตรฐานของปัญญาประดิษฐ์” หรือ standards for artificial intelligence
สังเกตไหมว่าสหรัฐฯ มีความกังวลที่จีนมีการพัฒนา AI ไปได้รวดเร็วจนสามารถท้าทายความเป็นเบอร์ 1 ของสหรัฐฯ ในเรื่องนี้แล้ว จึงเห็นได้ชัดว่าเขาต้องการจะยกเอาเรื่องนี้เป็นหนึ่งในมาตรการของความร่วมมือกับมิตรประเทศ
หากไทยเราเกาะติดเรื่องนี้ให้ดี เราจะได้ปรับตัวให้ทันกับสิ่งที่จีนและสหรัฐฯ กำลังแข่งกันอยู่อย่างร้อนแรง
ส่วน รมต.บลิงเคนที่มาถึงไทยวันนี้ไปที่เมืองลิเวอร์พูลของอังกฤษมาก่อน
ที่นั่นเขาร่วมประชุมระดับรัฐมนตรีของประเทศสมาชิกกลุ่ม G-7 ก่อนที่จะเดินทางต่อไปยังอินโดนีเซีย มาเลเซีย และมาไทย ก่อนจะจบลงด้วยการเยือนรัฐฮาวายในวันที่ 17 ธันวาคม
ในการประชุมระดับรัฐมนตรีของกลุ่ม G-7 ที่อังกฤษนั้น รัฐมนตรีต่างประเทศของสมาคมอาเซียนได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประชุมด้วยเป็นครั้งแรก
บลิงเคนได้พบหารือกับรัฐมนตรีของอาเซียนเป็นรายประเทศ ก่อนที่จะเดินทางเยือน 3 ประเทศอาเซียน
ไม่ต้องสงสัยว่าหัวข้อของการหารือในประเทศไทยก็ต้องมีประเด็นความท้าทายต่างๆ ร่วมกัน เช่น การระบาดของโควิด-19 ปัญหาห่วงโซ่อุปทานโลก วิกฤตภาวะโลกร้อน และการสนับสนุนเสรีภาพในด้านต่างๆ ของภูมิภาคนี้
บลิงเคนจะได้เข้าพบนายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรองนายกฯ กับรัฐมนตรีต่างประเทศ ดอน ปรมัตถ์วินัย รวมถึงมีกำหนดรับประทานอาหารกับภาคเอกชนของไทยด้วย
เพราะเขาเห็นความสำคัญของเอกชนในการให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมในหลายๆ มิติของความร่วมมือมากขึ้น
ก่อนหน้านี้ นายโฮเซ เฟอร์นันเดซ รองรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ฝ่ายการเติบโตทางเศรษฐกิจ พลังงานและสิ่งแวดล้อม บอกว่า ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก คือส่วนสำคัญของเศรษฐกิจสหรัฐฯ
เพราะไม่ใช่แค่ภูมิภาคนี้มีประชากรมากกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรโลก และมีสัดส่วนของจีดีพีราว 60% ของจีดีพีโลกเท่านั้น
แต่ยังเป็นตลาดใหญ่ที่สุด 7 แห่งใน 15 แห่งสำหรับสินค้าส่งออกจากสหรัฐฯ ขณะที่มูลค่าการซื้อขายสินค้าระหว่างอเมริกากับอินโด-แปซิฟิก อยู่ที่ระดับมากกว่า 1.75 ล้านล้านดอลลาร์
ที่สหรัฐฯ ต้องออกแบบความร่วมมือเรื่องนี้ใหม่ เพราะภูมิภาคนี้มีข้อตกลง RCEP (Regional Comprehensive Economic Partnership) และ CPTPP (Comprehensive and Progressive Agreement for Trans-Pacific Partnership)
อเมริกาไม่อยู่ใน 2 กลุ่มเขตการค้าเสรีระดับโลก และเมื่อไม่กลับเข้ามาใน CPTPP แล้ว วอชิงตันก็ต้องคิดหาทางสร้างกลไกใหม่เพื่อรักษาอิทธิพลของตนในการคานอำนาจกับปักกิ่ง
น่าสังเกตเช่นกันว่า การเยือนอาเซียนของ รมต.บลิงเคน มีขึ้นในโอกาสครบรอบ 30 ปี การเจรจาอาเซียน-จีน (ASEAN-China dialogue)
อาเซียนและจีนมีแถลงการณ์ร่วมกัน ประกาศความเป็น "พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์แบบครอบคลุม" หรือ comprehensive strategic partnership ทั้งทางด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมวัฒนธรรม
นอกจากนี้ยังจะร่วมกันทำให้ภูมิภาคอาเซียน "ปลอดอาวุธนิวเคลียร์และอาวุธอำนาจทำลายล้างสูงอื่นๆ" ภายใต้ยุทธศาสตร์ Southeast Asia Nuclear Weapons Free Zone (SEANWFZ) อีกด้วย
ปฏิเสธไม่ได้ว่าการรวมตัวของ SEANWFZ คือการตอบโต้ต่อข้อตกลงความร่วมมือไตรภาคีด้านการทหารระหว่างออสเตรเลีย อังกฤษ และสหรัฐฯ หรือ AUKUS ซึ่งมีเป้าหมายต้านทานอำนาจจีนในภูมิภาคนี้อย่างชัดเจน
ดังนั้นการมาเยือนของบลิงเคนจึงมีความหมายมากกว่าแค่เรื่อง “ต่างประเทศ” แต่เป็นการมาสำทับว่าอเมริกาจะกลับมาคึกคักในย่านนี้อย่างแน่นอน.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยุค‘ประโยชน์นิยม’ ชัยวุฒิซัดข้ามขั้วแบ่งเค้ก ยศชนันโอดกาสิโนหลอน
“อนุทิน" โต้เดือด "หยุ่น-วีระ" ลั่นชัดเจน "สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ" คนของ "ภูมิใจไทย"
สื่ออาวุโสลืมหน้าที่ ‘หยุ่น-วีระ’ มาตรฐานที่หายไปในดงส้ม
การวิจารณ์นักการเมืองไม่ใช่เรื่องผิด และการตั้งคำถามกับพรรคการเมืองก็เป็นหน้าที่ปกติของสื่อมวลชน
แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’
ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!
มีแม้วไม่มีเรา! วัดใจจุดยืน 'พรรคส้ม' หลังทักษิณขีดเส้นแบ่งข้างทุกเวทีแล้ว
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่า "พรรคส้มกล้าไหม? มีแม้วไม่มีเรา!
ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน


