กู้มาแจก

ไปให้สุด...

นายกฯ เศรษฐา แถลงไปเรียบร้อย คนไทยประมาณ ๕๐ ล้านคน จะได้รับเงินดิจิทัลวอลเล็ตมูลค่า ๑๐,๐๐๐ บาท 

บนเงื่อนไขใหม่           

ต้องมีอายุ ๑๖ ปีขึ้นไป

มีรายได้ไม่ถึง ๗ หมื่น ต่อเดือน

มีเงินฝากทุกบัญชีต่ำกว่า ๕ แสนบาท

ก็หมายความว่า คนที่มีเงินเดือนเกิน ๗ หมื่นบาท หรือ มีเงินฝากทุกบัญชีเกิน ๕ แสนบาท อย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่อยู่ในเกณฑ์ได้รับเงินดิจิทัลวอลเล็ต ๑ หมื่นบาท

ใช้สิทธิ์ภายใน ๖ เดือน

ขยายพื้นที่การใช้จ่ายให้ครอบคลุมระดับอำเภอ

ใช้งบประมาณทั้งโครงการ ๕ แสนล้านบาท

แล้วเงินมาจากไหน?

นายกฯ เศรษฐา แถลงดังนี้...

"...ในวันนี้ คำตอบที่เป็นไปได้มากที่สุดในการดำเนินนโยบายนี้ คือการออก พระราชบัญญัติ เป็นวงเงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งต้องผ่านกระบวนการการตีความโดยกฤษฎีกา เพื่อให้การออกพระราชบัญญัติกู้เงินดังกล่าว เป็นไปอย่างรอบคอบ รัดกุม และไม่ขัดต่อหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องการออกพระราชบัญญัติ จะมีความโปร่งใส ภายใต้การตรวจสอบถ่วงดุลในระบบรัฐสภา

ผมมั่นใจว่า ในที่สุดแล้วจะได้รับการอนุมัติโดยรัฐสภา และเป็นไปตามมาตรา ๕๓ พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๑ พระราชบัญญัติการกู้เงินดังกล่าวจะระบุวัตถุประสงค์ของการกู้เงิน ระยะเวลาในการกู้เงิน แผนงานหรือโครงการที่ใช้จ่ายเงินกู้ วงเงินที่อนุญาตให้ใช้จ่ายเงินกู้ และหน่วยงานของรัฐ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบการดำเนินแผนงานหรือโครงการที่ใช้จ่ายเงินกู้ในโครงการ Digital Wallet ให้เป็นไปด้วยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

และรัฐบาลจะทำการกู้เงิน ก็ต่อเมื่อมีการนำเงินไปใช้และนำมาขึ้นเป็นเงินสด ซึ่งนี่จะเป็นการทำให้เงินในระบบทั้งหมดใหญ่ขึ้นกว่า ๕๐๐,๐๐๐ ล้าน ซึ่งจะหมุนเวียนและกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมีนัย..."

สรุปก็คือกู้เงินมาแจก!

รัฐสภาคงให้ผ่าน เพราะหากไม่ผ่านรัฐบาลก็พังทันที

แต่ดูเหมือนว่า นายกฯ เศรษฐา จะเผื่อเหลือเผื่อขาด  จึงได้ใช้คำว่า "คำตอบที่เป็นไปได้มากที่สุดในการดำเนินนโยบายนี้ คือการออก พระราชบัญญัติ "

ก็แสดงว่ายังไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าต้องออกเป็นพระราชบัญญัติ 

อาจหาเงินจากช่องทางอื่นก็ได้

แต่ ณ วินาทีนี้ ถือว่า การออกพระราชบัญญัติกู้เงิน คือทางเลือกที่เป็นไปได้มากที่สุดที่รัฐบาลจะทำ

ทำได้หรือเปล่า?

ทำได้ครับ เพราะรัฐบาลประยุทธ์ ออกเป็นพระราชกำหนดด้วยซ้ำ แต่อยู่ในสถานการณ์ที่แตกต่างจากปัจจุบัน

เช่นปี ๒๕๖๔ รัฐบาลออกพระราชกำหนดกู้เงิน ๕ แสนล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาการระบาดของโควิด-๑๙ การเยียวยาประชาชน และฟื้นฟูเศรษฐกิจ

กู้แล้วเพดานหนี้ไม่เกิน ๖๐% ของจีดีพี

แต่สถานการณ์ในปัจจุบันจำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจหรือไม่...ประเด็นนี้ผู้รู้พูดกันไปเยอะแล้ว

พระราชบัญญัติกู้เงินจะไปได้ตลอดรอดฝั่ง สิ่งสำคัญคือต้องเป็นไปตามกรอบของกฎหมาย

พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ วางกรอบในการกู้เงินและใช้จ่ายเงินไว้ ดังนี้

 กู้เงินนั้นจะต้องระบุรายละเอียดให้ชัดเจน เช่น วัตถุประสงค์ ระยะเวลาในการกู้ แผนงานหรือโครงการที่จะเบิกจ่าย ตลอดจนหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบ

การกู้เงินจะกระทำได้แต่เฉพาะเพื่อใช้จ่ายตามแผนงานหรือโครงการที่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจหรือสังคม และเมื่อหน่วยงานของรัฐซึ่งเป็นเจ้าของแผนงานหรือโครงการมีความพร้อมที่จะดำเนินการตามแผนงานหรือโครงการที่จะใช้จ่ายเงินกู้นั้นแล้ว

 การเบิกจ่ายเงินกู้จะต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกู้เงินและระเบียบการเบิกจ่ายเงินอย่างเคร่งครัด และการใช้เงินจะต้องเป็นไปอย่างโปร่งใส คุ้มค่า และประหยัด 

 ให้มีการติดตามประเมินผล และการรายงานผลการใช้จ่ายเงินกู้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี

 ถ้ามีเงินเหลือหรือไม่มีการดำเนินการหรือไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้จ่ายเงินตามแผนงานหรือโครงการนั้นอีกให้นำส่งคืนคลัง

 การกู้เงินต้องเป็นไปตามกรอบสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ซึ่งกรอบดังกล่าว กำหนดให้ยอดหนี้สาธารณะคงค้างต้องไม่เกินร้อยละ 60 ของจีดีพี ถ้าก่อหนี้เกินกว่ากรอบดังกล่าว รัฐมนตรีต้องรายงานเหตุผล และวิธีการรวมถึงระยะเวลาที่หนี้สาธารณะจะกลับมาเป็นไปตามสัดส่วนดังกล่าว

ที่สำคัญจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่!

ถ้าอยู่ในกรอบนี้ คนไทย ๕๐ ล้านคนก็เตรียมรับคนละ ๑ หมื่นบาท

วันนี้ต้องให้เครดิตพรรคก้าวไกลซะหน่อย ใช่ว่าจะตำหนิติติงไปเสียทุกอย่าง

"ศิริกัญญา ตันสกุล" เตือนแล้วนะ...ท้ายที่สุดอาจไม่มีใครได้เงินจากโครงการนี้เลย

"...เพราะเสี่ยงขัดต่อกฎหมาย ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๐

และขัดต่อพระราชบัญญัติวินัยการเงิน การคลัง มาตรา ๕๓ ที่มีการระบุว่า หากใช้เงินที่ไม่ได้เป็นไปตามงบประมาณปกติ จะทำได้กรณีมีความจำเป็นเร่งด่วนเท่านั้น แต่วันนี้ยังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนอะไร

เราไม่ได้อยากกดดันให้มีการร้องเรียนไปยังศาลรัฐธรรมนูญ แต่เราคิดว่านี่เป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหารอย่างแท้จริงที่ต้องแสดงความรับผิดชอบ โดยให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความให้เด็ดขาด ว่ารัฐบาลจะออก พ.ร.บ.เงินกู้ ๕ แสนล้านบาท ได้หรือไม่ โดยไม่ต้องไปถึงมือขององค์กรอิสระที่ไม่เป็นวิถีทางประชาธิปไตยสักเท่าไหร่..."

ไม่ทราบว่าขู่หรือไม่!

แต่หากเรื่องไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ ระวังจะซ้ำรอยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่ถูกคว่ำพระราชบัญญัติกู้เงิน ๒ ล้านล้านมาแล้ว

 ครับ...อีกสักพักจะมีเสียงคร่ำครวญว่า รัฐบาลประยุทธ์กู้ได้ไม่ผิด แต่รัฐบาลเพื่อไทยจะกู้ทีไรก็มีปัญหาทุกที

ก่อนบ่นต้องรู้ให้แน่ก่อนว่า ทำไมกู้เหมือนกัน แต่ผลที่ออกมามันไม่เหมือนกัน

กลับไปดูได้ครับ รัฐบาลประยุทธ์กู้เงินภายใต้กรอบของกฎหมายทุกประการ เป็นไปตามพระราชบัญญัติ  งบประมาณที่ผ่านสภา

กรณีการกู้เงินที่เป็นการออกพระราชกำหนด ก็มีเหตุฉุกเฉินจากสถานการณ์โควิด มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องกู้ซึ่งเข้าองค์ประกอบของกฎหมาย

รัฐบาลประยุทธ์ ดำเนินการอยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐ

แต่รัฐบาลเศรษฐา กู้มาเพื่อแจก ในสถานการณ์ที่ไม่จำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ

ยิ่งรัฐบาลอ้างว่าต้องแจกเงินหัวละ ๑ หมื่นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ก็ต้องตอบคำถามให้ได้ว่าการฟื้นฟูเศรษฐกิจในปัจจุบัน มีสถานการณ์หรือหลักวิชาอะไรมายืนยันว่า การทุ่มแจกเงิน ๕ แสนล้านบาทใน ๖ เดือน สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจที่ไม่ควรกระตุ้นได้จริง

ถ้าไม่เคลียร์อาจถึงขั้นต้องใช้สูตรนายกฯ คนละครึ่ง.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ความจริง ไทย-กัมพูชา

"...ขอให้เอาความจริงมาพูดกัน..." เป็นคำให้สัมภาษณ์ของ "นพดล ปัทมะ" อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยุคที่ไปลงนามแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา (Joint Communiqué) สนับสนุนให้

ก็คนมันขี้สงสัย!

เกาะกูด เป็นของใคร? ถามอะไรโง่ๆ เพราะเกาะกูดเป็นของไทยตั้งแต่ ทำสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ร.ศ. ๑๒๕ แล้ว

เจ๋งมากหรอพี่

"ตะวัน" กับ "แฟรงค์" ต่ออีกสักวัน ก่อนนี้ดูคลิปสั้นๆ ตอนแก๊งนี้บีบแตรใส่ขบวนเสด็จฯ

อดข้าวขู่ศาล

ว่าด้วยเรื่อง อดอาหารประท้วง (Hunger Strike) คงต้องพูดคุยกรณี "ตะวัน ทะลุวัง" ซ้ำไปซ้ำมา เพราะยิ่งนานวันเริ่มเห็นสิ่งผิดปกติหลายประการ

'ตะวัน' ถึง 'ทักษิณ'

ติดคุกหน้าร้อน น่าจะเป็นอะไรที่โคตรทรมาน ยกเว้นนักโทษเทวดา ที่ได้นอนตากแอร์เย็นฉ่ำ ในห้องวีไอพี ก่อนถูกส่งตัวไปเสวยสุขที่คฤหาสน์จันทร์ส่องหล้า

'ติดเตียง' หรือ 'ติดไวน์'

ไหนๆ แล้ว ก็ไปให้สุด! ฟัง พ.ต.ท.มนตรี บุณยโยธิน รองอธิบดีกรมคุมประพฤติ แถลงข่าววานนี้ (๒๓ กุมภาพันธ์) ดูจะให้เกียรติคำว่า "ข้าราชการ" น้อยไปหน่อย