
อยู่ให้เขารัก
จากให้เขาเสียดาย
การขึ้นมาเป็นรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย นานวันเริ่มจะมีข้อเปรียบเทียบกับรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้เห็นกันบ้างแล้ว
๘ ปีรัฐบาลประยุทธ์ มีส่วนคล้าย ๘ ปีรัฐบาลป๋าเปรม อยู่มาก ตรงที่เป็นรัฐบาลที่ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานให้ประเทศอย่างมหาศาล
แต่ตอนอยู่มักมองไม่เห็น
ไปแล้วถึงได้เห็น
มีคนบางกลุ่มรวมทั้งนักการเมืองที่อ้างตัวเป็นฝ่ายประชาธิปไตย เคยดูแคลน ๘ ปี รัฐบาลประยุทธ์ไม่ทำอะไรเลย นอกจากกู้มาโกง
วันนี้ได้เห็นแล้ว โครงสร้างพื้นฐานที่ปลุกปล้ำกันมาตั้งแต่รัฐบาลประยุทธ์ แต่คนไปตัดริบบิ้นคือ "เศรษฐา ทวีสิน" เพราะมาเสร็จเรียบร้อยให้ได้เก็บเกี่ยวกันในรัฐบาลนี้
ทั้งนักการเมือง ด้อมส้ม ด้อมแดง พากันน้ำลายเหนียว พูดไม่ออก เพราะด่าไว้เยอะ ต้องเด็ดหัวสอยนั่งร้าน ไล่เผด็จการ ๘ ปี
ผลลัพธ์ก็อย่างที่เห็น
ครับ...พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้ง เป็นองคมนตรี ไปเมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายนที่ผ่านมา นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีปรีดา
แต่ก็มีคนบางกลุ่มถูกปั่นด้วยเฟกนิวส์จากต่างประเทศ ทำให้ฟังไม่ได้ศัพท์จับไปกระเดียด ไม่พยายามที่จะเข้าใจว่า องคมนตรี มีหน้าที่ทำอะไร ทั้งๆ ที่เป็นข้อมูลเปิดเผย หาอ่านได้ทั่วไป
มีความพยายามที่จะดิสเครดิตองคมนตรี เพื่อกระทบไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ เป้าหมายก็อย่างที่ทราบ
คือการล้มล้าง!
ก่อนเข้ารับหน้าที่ องคมนตรี ต้องถวายสัตย์ปฏิญาณ
รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓ ก่อนเข้ารับหน้าที่ องคมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคํา ดังต่อไปนี้
“ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชนทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”
ไม่ต่างไปจากถวายสัตย์ปฏิญาณของคณะรัฐมนตรี
แต่ที่แตกต่างคือสำนึกหลังการถวายสัตย์ปฏิญาณ ซึ่งจะพบว่าหลายรัฐบาลมิได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต
เกิดการคอร์รัปชัน บางคนติดคุก บางคนหนี บางคนกลับมานอนชั้น ๑๔ โรงพยาบาลตำรวจ
แต่องคมนตรีทั้งหมด ยึดมั่นในคำถวายสัตย์ปฏิญาณเท่าชีวิต เพราะตำแหน่งองคมนตรีถือเป็นตำแหน่งที่มีเกียรติสูงสุด
หากรู้จักที่มาขององคมนตรี ก็จะเข้าใจบทบาทขององคมนตรีมากขึ้น
หนังสือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับองคมนตรี ตีพิมพ์เมื่อปี ๒๕๕๔ บางช่วงบางตอนให้รายละเอียดไว้ชัดเจน
....คำว่า “องคมนตรี” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้ให้คำอธิบายไว้ว่า
“น. ผู้มีตำแหน่งที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์”
องคมนตรีมีมาตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในระยะแรกนั้น ยังไม่ได้เรียกว่า “องคมนตรี”
แต่จะใช้คำว่า “ปรีวีเคาน์ซิล” “ปรีวีเคาน์ซิลลอร์” “ปรีวีเคาน์ซิลเลอร์” หรือ “ที่ปฤกษาในพระองค์”
ส่วนคำว่า “องคมนตรี” เริ่มใช้ตั้งแต่เมื่อใดไม่ปรากฏหลักฐาน
ทั้งนี้ ในรายงานการประชุมเสนาบดีวันที่ ๒๗ สิงหาคม รัตนโกสินทรศก ๑๑๑ (พ.ศ. ๒๔๓๕) และใน “ประกาศการพระราชพิธีศรีสัจปานกาล พระราชทานพระไชยวัฒน์องค์เล็กแลเครื่องราชอิศริยาภรณ์ แลตั้งองคมนตรี” รัตนโกสินทรศก ๑๑๑ ปรากฏว่า มีการใช้คำว่า “องคมนตรี” แล้ว
ตามหลักฐานที่ปรากฏในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๑ วันอาทิตย์ เดือนเจ็ด ขึ้น ๒ ค่ำ ปีจอ ฉศก จุลศักราช ๑๒๓๖ แผ่นที่ ๑ หน้า ๒-๓ ได้ลงพิมพ์ “ประกาศที่ ๓ ว่าด้วยตั้งเกาน์ซิล แลพระราชบัญญัติ” ความว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริว่า
“…ราชการผลประโยชน์บ้านเมืองสิ่งใดที่จะเกิดขึ้น แลการที่ยังรกร้างมาแต่เดิมมากนั้น ถ้าจะทรงจัดการแต่พระองค์เดียว ก็จะไม่ใคร่สำเรจไปได้ ถ้ามีผู้ที่ช่วยกันคิดหลายปัญญาแล้ว การซึ่งรกร้างมาแต่เดิมก็จะได้ปลดเปลื้องไปได้ทีละน้อยๆ ความดีความเจริญก็คงจะบังเกิดแก่บ้านเมือง จึ่งได้ทรงจัดสันข้าทูลอองธุลีพระบาท ซึ่งมีสติปัญญาโปรดเกล้าฯ ตั้งไว้เปนที่ปฤกษาแห่งสมเดจพระเจ้าอยู่หัว...”
มีข้อที่น่าสังเกตคือ แม้ว่าคณะองคมนตรีปัจจุบันจะมีรากเหง้ามาจากคณะที่ปรึกษาในพระองค์ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่เรียกว่า “ปรีวีเคาน์ซิล” (THE PRIVY COUNCIL) ซึ่งทรงรับแบบอย่างมาจากประเทศอังกฤษอีกทอดหนึ่งแต่เมื่อถึงรัชกาลปัจจุบัน โครงสร้างและหน้าที่ของคณะองคมนตรีประเทศไทย เปลี่ยนไปจากโครงสร้างและหน้าที่ของคณะองคมนตรีไทยแต่ดั้งเดิมและของประเทศอังกฤษโดยสิ้นเชิง
คณะองคมนตรีของไทยในปัจจุบันนั้น พระมหากษัตริย์ทรงเลือก และทรงแต่งตั้งด้วยพระองค์เองทุกคน มีหน้าที่บัญญัติไว้ชัดแจ้งตามรัฐธรรมนูญ
ส่วนประเทศอังกฤษ (ENGLAND) ซึ่งปัจจุบันได้เปลี่ยนสภาพมาเป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักร (THE UNITED KINGDOM หรือ UK) นั้น พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งองคมนตรีโดยคำแนะนำของนายกรัฐมนตรีจากบุคคลที่ดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ในวงราชการ วงการศาสนา หรือวงการการเมือง
เช่น ผู้พิพากษาระดับสูงสมเด็จพระสังฆราช รัฐมนตรี เป็นต้น ทั้งที่อยู่ในตำแหน่งและพ้นจากตำแหน่งแล้ว โดยไม่จำกัดจำนวน
ปัจจุบัน สหราชอาณาจักรมีองคมนตรีจำนวนทั้งสิ้นประมาณ ๕๐๐ คน โดยดำรงตำแหน่งชั่วชีวิต และมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับพิธีการต่างๆ
เช่น ลงนามในประกาศพระบรมราชโองการการขึ้นเสวยราชสมบัติของพระประมุขของประเทศพระองค์ใหม่ การอภิเษกสมรสของพระประมุขของประเทศ การเปิดและปิดสมัยประชุมรัฐสภา การยุบสภา เป็นต้น...
ฉะนั้น องคมนตรี คือส่วนหนึ่งของประเพณีการปกครอง ที่สืบเนื่องกันมายาวนาน ตั้งแต่ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จนมาถึงระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
มีพระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานแก่คณะองคมนตรี ในโอกาสที่เสด็จฯ ไปทรงเปิดอาคารทำเนียบองคมนตรี ณ พระราชอุทยานสราญรมย์ วันอังคาร ที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๔๗
"...องคมนตรีเป็นที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์ จึงมีหน้าที่ที่จะให้คำปรึกษา และก็นี่เป็นสิ่งที่คนเขาสงสัยว่าองคมนตรีมีอำนาจมีหน้าที่อะไร ก็สรุปว่าเป็นผู้ที่ให้คำปรึกษาในทุกด้านทุกอย่าง พระมหากษัตริย์จะรับทราบ จะรับรู้หรือไม่ก็อย่าน้อยใจ เพราะว่าพระมหากษัตริย์จะต้องเป็นผู้ที่ตัดสินในเรื่องราวต่างๆ แต่ว่าคำปรึกษาของท่านองคมนตรีก็มีประโยชน์มาก เพราะว่าท่านเป็นผู้ที่มีประสบการณ์มากในด้านต่างๆ จึงขอให้ท่านได้คิดดีๆ แล้วก็ช่วยกัน..."
ฉะนั้นองคมนตรีไม่ใช่ตัวละครแห่งอำนาจ ตามที่ปั่นหัวกัน
แต่คือผู้ทำงานใกล้ชิดพระมหากษัตริย์.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
อย่ากู้มาโกง!
มันเป็นแบบนี้นี่เอง... ไม่แปลกใจครับที่วันก่อน สวนดุสิตโพล ยกให้ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" มีบทบาทในฐานะฝ่ายค้านโดดเด่น นำลิ่ว ชนิดที่ "หัวหน้าเท้ง" ผู้นำฝ่ายค้าน มองตาปริบๆ
ทำไมเราทำ ๒ อย่างไม่ได้
แลนด์บริดจ์ เป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องคิดให้รอบคอบว่า จะสร้าง หรือไม่สร้าง ด้วยเหตุผลอะไร
กุ๊ย
เห็นยังไม่เป็นข่าว ไม่มีการเผยแพร่ในวงกว้าง เลยเอามาฝากครับ มีเสวนาวิชาการ หัวข้อ "ปอกเปลือกจรรยามารยาทและความเป็นผู้ดีไทย" ตั้งแต่โน้นครับ...วันที่ ๒๔ เมษายน ที่ห้องประชุมริมน้ำ ชั้น ๑ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
ปัญหาของพรรคส้ม
ปัญหาใหญ่ของพรรคส้มคืออะไร รู้มั้ยครับ... ทัศนคติ! ถ้ายังไม่เปลี่ยนทัศนคติ ไม่ปรับมุมมอง คงยากที่จะโตไปกว่านี้ เผลอๆ ถอยหลังเข้าคลอง
คิดแบบ 'ศุภจี'
"พี่แต๋ม-ศุภจี สุธรรมพันธุ์" ก็เหมือนปี๊บครับ... ยิ่งตีก็ยิ่งดัง! คนแก้ปัญหากับคนวิจารณ์เป็นของคู่กันครับ ฉะนั้นวิจารณ์ดีก็รับไปพิจารณา ถ้าเอาแต่ด่าอย่างเดียวก็อย่าไปใส่ใจ เพราะมันคือขยะ ไอ้พวกที่เห็นช่องไม่ได้ จะเขย่าหวังผลประโยชน์ทางการเมืองอย่างเดียว พวกนี้ก็อย่าไปจมปลักด้วย เพราะจะนำมาแต่ความตกต่ำในชีวิต
ทุเรียน-ทุรนทุราย
"ดู" และ "ฟัง" เค้าเถียงกันเรื่องทุเรียนมาหลายวัน บอกตรงๆ ว่า ไม่รู้เรื่องเลย ไม่รู้หรอกครับว่าเขาปลูก เขาขาย กันยังไง

