"ปฏิทินใจไทยทั้งชาติ"

ยากนะ....

และเป็นไปไม่ได้เลย ที่ "วันที่ ๕ ธันวาคม" จะเลือนหายไปจาก "จิตใต้สำนึก" คนไทย ตราบเท่ามีลมหายใจ

ยามเหนื่อยยาก

ทุกข์ทับถมครั้งใด ยากไขว่คว้าสิ่งใดยึดเกาะ

พลันภาพ "พ่อบนฟ้า" ผุดขึ้นมาในห้วงจิต

พ่อพระเสโทท่วม

สะพายกล้อง ถือแผนที่แผ่นใหญ่ เสด็จฯ ลุยน้ำ-ลุยโคลน-ลุยป่า ทรงนำหน้าไปในทุกถิ่นทุรกันดาร

สำรวจ "สภาพดิน-แหล่งน้ำ" เพื่อชีวิตการทำกินที่ดีขึ้นของพสกนิกร

ครั้งนั้น ความเหนื่อยล้า ทุกข์ ท้อแท้ พลันหาย ความฮึกเหิม ฮึดสู้ ราวปาฏิหาริย์ พลันเกิดขึ้นแทน!

ในเมื่อ "พ่อบนฟ้า" เป็น "พระเจ้าแผ่นดิน" ยังทรงตรากตรำ-ลำบาก "เพื่อคนอื่น" ขนาดนี้

แล้วเรา...แค่ธุลีใต้เบื้องพระยุคลพระบาทพ่อ

จะทุกข์ยาก-ลำบากเหนื่อยบ้าง ตามครรลองชีวิต แค่นั้น ท้อแท้ สำอาง-สำออย ช่างน่าละอายนัก

ผมเกิดมา ตั้งแต่จำความได้ พ่อบนฟ้าไม่เคยทอดทิ้งประชาชนของพระองค์เลย

เสด็จฯ เวียนไปประทับอยู่กับประชาชนทั้ง "เหนือ-อีสาน-ใต้" มากกว่าประทับอยู่ในพระราชวัง "สวนจิตรลดา"

ผมจำได้ดี ว่าหลังจาก "พ่อบนฟ้า"

"พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช พระบรมนาถบพิตร" รัชกาลที่ ๙

พร้อมด้วย "สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง"

เสด็จประพาส "สหรัฐอเมริกา-ยุโรป" รวม ๑๔ ประเทศ เมื่อ ๖๓ ปีที่แล้ว เป็นเวลานาน ๗ เดือน

คือจาก ๑๔ มิถุนายน ๒๕๐๓ และเสด็จนิวัติประเทศไทย เมื่อ ๑๘ มกราคม ๒๕๐๔

จากนั้นแล้ว.....

"พ่อหลวง" ไม่เสด็จฯ ออกนอกประเทศอีกเลย

ทรงใช้เวลา "ตลอดพระชนม์ชีพ" สุข-ทุกข์อยู่กับพสกนิกรของพระองค์ในประเทศ

การเสด็จพระพาส ๑๔ ประเทศ "ครั้งประวัติศาสตร์" นั้น พ่อบนฟ้าทรงมี "พระราชดำรัสอำลาประชาชน" ใจความตอนหนึ่งว่า

"ประชาชนชาวไทยทั้งหลาย....

เมื่อปีใหม่ ข้าพเจ้าได้แจ้งให้ทราบแล้วว่า ประเทศต่างๆ ได้เชิญให้ไปเยี่ยมเป็นทางราชการ

บัดนี้ ถึงกำหนดที่ข้าพเจ้าและพระราชินี จะได้ไปประเทศเหล่านั้น

พรุ่งนี้ จะออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาก่อน แล้วจะไปประเทศอื่นๆ ในยุโรปอีก ๑๓ ประเทศ

การไปต่างประเทศคราวนี้........

ก็ไปเป็นทางราชการแผ่นดิน เป็นการทำตามหน้าที่ของข้าพเจ้า ในฐานะเป็นประมุขของประเทศ

เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า ในสมัยนี้ ประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็ก ต้องพึ่งพาอาศัยกันอยู่เสมอ จะว่าชนทุกชาติเป็นญาติพี่น้องกันก็ว่าได้

จึงควรพยายามให้รู้จักนิสัยใจคอกัน ทั้งต้องผูกน้ำใจกันไว้ให้ดีอีกด้วย"

"ไกรฤกษ์ นานา" นักวิชาการอิสระ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ยุโรป

เล่าถึงเบื้องหลังพระราชกรณียกิจ รัชกาลที่ ๙ ในนานาประเทศ ไว้ในงาน "ครบรอบ ๖๐ ปี" ของการเสด็จฯ เยือนสหรัฐ-ยุโรปตอนหนึ่ง

และ "นพพร วงศ์อนันต์" บีบีซีไทย บันทึกเป็นข่าว ดังนี้

"หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ผู้ชนะสงครามพยายาม "จัดระเบียบโลกใหม่"

พร้อมกับรุกคืบ-กินแดนของหลายประเทศในยุคแห่งการแสวงหาเอกราชจากประเทศเจ้าอาณานิคม

จึงปะทะกับขบวนการท้องถิ่นปลดแอกที่รับอุดมการณ์คอมมิวนิสต์มาใช้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้

ส่วนประเทศในเอเชีย ที่เพิ่งพ้นจากการเป็นเมืองขึ้นของชาติตะวันตก ต่างพะวักพะวน

และตกลงกันไม่ได้ว่า จะใช้ระบอบการปกครองแบบไหน

แม้บริบทไทยต่างจากชาติอื่น ไม่ต้องต่อสู้เพื่อเอกราชจากเจ้าอาณานิคม

แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า "สงครามโลกครั้งที่ ๒" กระทบเสถียรภาพทางการเมืองของไทยอย่างยิ่งยวด

ระหว่างกลุ่มการเมืองที่ยืนเคียงฝ่าย "สัมพันธมิตร" นำโดย "ปรีดี พนมยงค์"

กับกลุ่มที่สนับสนุนฝ่าย "อักษะ" นำโดย "จอมพล ป. พิบูลสงคราม"

ทว่าความขัดแย้งของฝ่าย "ปรีดี-จอมพล ป."

ถูกสกัดด้วยการยึดอำนาจของ "จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์" เมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๐๐

นำไปสู่การกวาดล้างผู้สนับสนุนของทั้งสองฝ่ายและการกระชับสัมพันธ์กับสหรัฐ

ขณะเดียวกัน "ภาพลักษณ์ไทย" ในสายตาโลกตะวันตก ยังไม่สู้ดีนัก

เป็นเพราะ "ไม่มีใครอยากเปิดบ้านต้อนรับไทย" ในฐานะพันธมิตรของญี่ปุ่น"

แต่ขณะเดียวกัน สยามก็ไม่เคยประกาศสงครามกับสหรัฐมาก่อน"

เหตุที่สหรัฐเป็นประเทศแรกที่เสด็จฯ เยือน เพราะในเวลานั้น สหรัฐถือเป็น "พี่ใหญ่" เป็นอภิมหาอำนาจ

มีความสำคัญสูงสุดในเชิงสัญลักษณ์และกลายเป็น "ใบเบิกทาง" ไปสู่ยุโรป

นอกจากนี้ ไทยเป็นพันธมิตรทางสนธิสัญญาชาติแรกของสหรัฐในภูมิภาคนี้

และเป็นการฟื้นฟูความสัมพันธ์ที่ขาดหายไปถึง ๒๙ ปี นับจากในหลวงรัชกาลที่ ๗ เสด็จประพาสในปี ๒๔๗๔

ที่สำคัญ เป็นการประกาศว่าไทยเป็นประเทศที่อยู่ในค่ายของโลกเสรีอย่างเต็มที่

เราพูดกันตามประสาคนมีความรู้สึกนึกคิด ก็จะเห็นว่า การเป็นพระเจ้าแผ่นดินนั้น ใช่ว่าจะสุขสบายอย่างที่บางคนเข้าใจและพูดจา

จริงๆ แล้ว การเป็น "พระเจ้าแผ่นดิน" ผู้ทรงทศพิธราชธรรม นั้นคือ พระผู้รับภาระ "แบกแผ่นดิน"

หรือพูดอีกที คือพระผู้ "แบกรับสุข-ทุกข์" ในความเป็นชาติ เพื่ออาณาประชาราษฎร์ได้อยู่เป็นสุข เอกราช-เสรี

เราทั้งหลาย ผู้อยู่ใต้ร่มเงาพระบารมี ไม่รู้หรอกว่า แต่ละช่วงกาลเวลา ของแต่ละสถานการณ์บ้านเมือง

"พระเจ้าแผ่นดิน" จะต้องทรงแบกรับทั้งทางกายและทางใจหนักหนาขนาดไหน?

ถ้าเราคิดย้อนอดีตและช่วงแต่ละตอนของเหตุการณ์ทั้งภายใน, ภายนอก อันมีผลกับชะตาอนาคตประเทศไทย และค่อยๆ ลำดับภาพ

ประเทศเรารอดและผ่านพ้นวิกฤตแห่งวิบากแต่ละช่วงมาได้ ไม่ใช่เพราะโชคช่วยหรือเพราะบังเอิญ

หากแต่ด้วยพระอัจฉริยภาพ ด้วยพระวิสัยทัศน์ และด้วยขัตติยมานะกษัตริย์แห่ง "พ่อบนฟ้า" ของเราโดยแท้

"ชาติไทย" ในร่วมศตวรรษนี้ จึงธำรงเอกราชเสรี ผึ่งผงาดเป็น ๑ ในชาติก้าวหน้าสู่ระดับ "อารยชาติ" ในโลกได้

ที่ผมกล่าวเช่นนี้ได้ ใช่ว่าพูดเอง

หากแต่มีวาสนาได้พบพานหลายๆ ท่านที่ได้ถวายงานใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท และเล่าบางเรื่อง-บางเหตุการณ์ให้ฟัง กระทั่งในช่วงสถานการณ์สู้รบ "ชีวิตต่อชีวิต"

อย่าง ๓-๔ วันก่อน มีนายทหาร "อดีตนักบิน" ท่านหนึ่งมาเยี่ยม เล่าถึงตอนบินถวายอารักขา ขณะพระองค์ทรงบุกป่าฝ่าดอย

ท่านได้เล่าหลายๆ อย่างที่ได้สัมผัสด้วยตัวเองให้ฟัง และสุดท้าย อดีตนักบินท่านนั้น บอกว่า

"พวกที่คิดชนกับพระองค์ท่าน ผลบั้นปลาย ไม่มีดีเลยซักคน"!

คำว่า "ชน" หมายถึง ใครที่มุ่งร้ายคิดลบหลู่พระองค์ท่าน

ก็ไม่มีใครทำอะไรหรอก

แต่มีอัน "วิบัติเป็น" ไปเอง เพราะในหลวงท่านเป็น "พระโพธิสัตว์"

พูดแล้วก็คุยอวดซักนิด ก่อนท่านกลับ ได้ควัก "สมเด็จบางขุนพรหม" ให้ผม ๑ องค์ บอกว่า ได้มาตอน "จอมพลประภาส จารุเสถียร" เปิดกรุวัดบางขุนพรหม ปี ๒๕๐๐

นี่ต้องบอกว่า ด้วยพระบารมีพ่อบนฟ้าโดยแท้

เพราะอดีตนักบินท่านนั้น บอกถึงเหตุที่มอบให้ผมว่า   เพราะผมยึดมั่นใน "ชาติ, ศาสน์ และสถาบันพระมหากษัตริย์"

กราบ "สมเด็จพระพุฒาจารย์" (โต) พรหมรังสี พระผู้เป็นที่พึ่งอันประเสริฐ

กราบสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพ่อหลวง

"พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช พระบรมนาถบพิตร" รัชกาลที่ ๙

พระผู้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณไพศาล ต่อความเป็นชาติไทยดำรง ต่อพสกนิกรชาวไทยและผู้เข้ามาพึ่งอยู่ใต้พระบรมโพธิสมภารทั้งหลาย

เนื่องในวันคล้ายวัน "พระบรมราชสมภพ" นี้

ข้าพระพุทธเจ้า "เปลว สีเงิน"

ขอน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

-เปลว สีเงิน

๕ ธันวาคม ๒๕๖๖

 

คนปลายซอย

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'จุฬา-อุเทน' คนเท่ากัน!

"โรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวาย" ที่เป็น "มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย" ย่านปทุมวัน ขณะนี้