
ข่าวแจ้งจากสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ..
“#ประกาศ.. ความคืบหน้าสำหรับวงการภาพยนตร์ไทยในปีนี้ ที่กระบวนการพิจารณาภาพยนตร์ การจัดเรตติ้ง มาอยู่ในสัดส่วนของเอกชนมากกว่าภาครัฐแล้ว
รายชื่อกรรมการพิจารณาภาพยนตร์ เปลี่ยนแปลงอย่างเป็นทางการ ตามรายชื่อที่ทางคณะอนุกรรมการซอฟต์พาวเวอร์ ด้านภาพยนตร์เสนอต่อประธานไป
โดยได้เสนอชื่อแต่งตั้งขึ้นใหม่จำนวน 9 ชุด และรวมชุดเดิมอีก 1 ชุดที่ยังไม่หมดวาระ รวมเป็นทั้งหมด 10 ชุดด้วยกัน และกำหนดสัดส่วนให้เอกชนมีเสียงมากกว่าฝ่ายราชการ
แล้วในแต่ละชุดจะมีสัดส่วนจากภาคเอกชน 3 ท่าน และภาครัฐ 2 ท่าน (ภาคเอกชนเป็นเสียงข้างมาก) ซึ่งสัดส่วนนี้ยังต้องเป็นไปใต้ข้อกำหนดกฎกระทรวงเดิมก่อน
จนกว่าจะแก้กฎกระทรวงเสร็จสิ้น ขณะที่ประธานกรรมการทุกชุดจะเป็นเอกชนทั้งหมด
ส่วนขั้นตอนต่อไปจะเป็นการปรับโครงสร้างใหม่ คือ การแก้ไขกฎหมายของกระทรวงวัฒนธรรม และ พ.ร.บ.ภาพยนตร์ให้เหมาะสม และทันสมัยเพื่อเทียบเท่ากับระดับสากล”
ครับ..จะถือเป็น “ผลงานโบแดง” ของสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์ฯ หรือไม่ไม่รู้ แต่ดูจะเป็นที่ภูมิอก-ภูมิใจของผู้คนในอุตสาหกรรมภาพยนตร์เป็นอย่างมาก
ที่สามารถดำเนินการ-จัดการแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ได้ตามที่ต้องการสำเร็จลุล่วง!
ซึ่งก็คงจะได้ปฏิบัติหน้าที่กันไปแล้วภายใต้กฎหมายภาพยนตร์ฉบับปัจจุบัน และนั่นหมายความว่า กรรมการในซีกเอกชนที่ส่วนใหญ่เป็นผู้กำกับ ผู้เกี่ยวข้องในแวดวงภาพยนตร์
จะต้องใช้ความรอบคอบ ระมัดระวังเป็นพิเศษกับการจัดประเภทภาพยนตร์-เรตติ้ง!
ยิ่งโดยเฉพาะผู้ที่เป็น “ประธาน” ด้วยแล้ว ยิ่งต้องรอบคอบมากเป็นสองเท่า เพราะต้องไม่ลืมว่ากิจการ-งานอื่นใดที่มีกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้อง..
จะตัดสินใจอะไรไปตามอำเภอใจ หรือพวกมากลากไปโดยขัดหรือผิดจากที่กฎหมายกำหนด ก็จะยุ่ง!
อย่างที่ผ่านมา ประธานคณะกรรมการแต่ละชุดจะเป็นคนของภาครัฐ บางคณะก็มีระดับอัยการเป็นประธาน ซึ่งก็ทำให้เบาใจไปได้เมื่อจำเป็นต้องใช้กฎหมายเข้าพิจารณาในการติดเรต
ด้วยมีผู้มีความรู้ด้านกฎหมายคอยชี้แนะชี้นำท้วงติง โอกาสที่จะเป็นกิ้งกือตกท่อก็เห็นจะเกิดยาก!
และจะว่าไปแล้ว การที่ภาครัฐเสียงมากกว่าเอกชนก็หาได้เป็นอุปสรรคในการกำหนดเรตติ้งไม่ในความเห็นผม?
เพราะจากประสบการณ์ตัวเองที่เคยร่วมเป็นกรรมการพิจารณาภาพยนตร์ฯ มา 8-9 ปี ก็ไม่เคยที่รู้สึกอึดอัดคับข้องใจอะไรกับการที่มีกรรมการจากภาครัฐที่มากกว่า
ส่วนใหญ่การพิจารณาภาพยนตร์ก็เป็นไปด้วยดี ตามข้อกำหนด-กฎหมาย พูดง่ายๆ ตรงๆ กรรมการทุกคนต่างรู้หน้าที่และเข้าใจการกำหนดประเภทภาพยนตร์ (7 ประเภท) เสมอเหมือนกัน
จะมีอภิปราย ถกเถียงกันบ้างในห้องประชุม ก็ไม่ถึงขั้นแบ่งฝ่าย-แบ่งพวก (เอกชน-รัฐ) ไม่ค่อยเจอที่กรรมการจากภาครัฐจะดื้อดึงแข็งขืนจะเอาตามใจตัว หรือคิดที่จะแบนหนัง..
นอกเสียจากหนังเรื่องนั้นผิดกฎหมายโดยที่ผู้กำกับ-ผู้สร้างไม่ยอมแก้ไข จึงจำต้องแบน!
ซึ่งถ้าไม่อยากให้มีการ “แบนหนัง” ก็ร่าง พ.ร.บ.ภาพยนตร์ฯ ขึ้นมาใหม่ อย่างที่คุณชายอดัมว่าไว้วันก่อนนั่นแหละ!
นี่..ที่พูดมาก็ไม่ได้จะคัดค้าน หรือไม่เห็นด้วย เพียงแต่เป็นห่วง เพราะเห็นรายชื่อ “ประธาน” ทั้ง 9 คณะ บางคนเป็นพี่เป็นเพื่อนที่สนิทคุ้นเคยกัน
ถ้ามีผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายร่วมคณะก็คงพอจะเบาใจ แต่เมื่อมีแต่คนที่เก่ง-มีความรู้ด้านภาพยนตร์มากกว่าเช่นนี้แล้ว..
ก็..ใคร่จะขอเตือน อย่าเห็นแก่เพื่อนพ้องน้องพี่ในวงการผู้สร้าง-ผู้กำกับ ต้องยึดหลักให้มั่น ยึดกฎหมายให้แน่น..
เป็นห่วงน่ะนะ!.
สันต์ สะตอแมน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
วิกฤตโลกใกล้แล้ว!
จำขี้ปากเขามา.. ทำหนัง..ถ้าโดนใจคนดูก็เหมือนนั่งพิมพ์แบงก์ กลับกันทำแล้วไม่มีคนดู ก็เหมือนนั่งเผาเงินทิ้ง!
ฐานันดร4ตายแล้ว?
“จริงๆ สิ่งที่พวกเราทำได้คือการประท้วงด้วยการไม่เข้าใช้บริการปั๊ม PT และร้านกาแฟพันธุ์ไทย อย่างน้อยๆ ถ้าประชาชนไม่ทำอะไร ประชาชนก็น่าจะส่งสัญญาณได้ว่าผลประโยชน์ทับซ้อนแบบนี้ไม่โอเค..”
กระบอกเสียง..อาสา!
“#อินฟลูฯ คือ ผู้มีอิทธิพล คำถามคือมีอิทธิพลกับใคร ถ้าเป็นดาราแล้วมีอิทธิพลกับคนดู อันนี้เข้าใจได้ แล้วถ้าเป็นครูแล้วมีอิทธิพลกับเด็กนักเรียน แบบนี้เป็นอินฟลูฯ ไหม
สังคมของวาทกรรม
ไม่รู้จะทำได้กันสักกี่มื้อ? ผมหมายถึงการหิ้วปิ่นโตก็ดี การจัดอาหารแบบบุฟเฟต์ก็ดี การซื้อ (ข้าว) กินเองก็ดีของบรรดาท่าน สส.ผู้ทรงเกียรติที่รัฐสภานั่นแหละ
จะเลือกทำไม?
“ขณะนี้รู้สึกเหมือนว่าประเทศเราได้กลับไปสู่ยุคมืด แม้กระทั่ง สส.ที่เป็นตัวแทนของประชาชนยังไม่มีความปลอดภัยในชีวิต ต่อจากนี้จะมีใครอยากจะมาเป็น สส.
ไม่รู้จะห่วงไปทำไม?
“ถึงเวลาหรือยัง.. ที่เราจะปลดล็อกสนุกเกอร์ออกจาก พ.ร.บ.การพนันให้กลายเป็นกีฬาที่ทุกคนสามารถฝึกฝนเป็นอาชีพหรือเล่นเพื่อการบันเทิงได้”

