จิ้งจกทักยังต้องฟัง แต่รัฐบาลเศรษฐาสวนกลับ โดยเฉพาะเสียงเตือนจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet ที่นับวันมีแต่เสียงคัดค้าน ขณะที่เสียงสนับสนุนมีเพียงเหล่าบรรดานักการเมืองพรรคเพื่อไทยเท่านั้น เพราะมีแนวโน้มจะผิดกฎหมายตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ
ล่าสุด "รศ.ดร.สิริลักษณา คอมันตร์" ในฐานะหนึ่งในคณะกรรมการเพื่อศึกษาและดำเนินการรับฟังความเห็นเกี่ยวกับนโยบายรัฐบาลดิจิทัลวอลเล็ตของสำนักงาน ป.ป.ช. ที่มี น.ส.สุภา ปิยะจิตติ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธาน ส่งเสียงไปยังรัฐบาลให้ระวัง นโยบายแจกเงินหมื่น จะนำไปสู่การคอร์รัปชันซ้ำรอยโครงการรับจำนำข้าวยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์
ชี้ให้เห็นการทุจริตเชิงนโยบาย หากเป็นไปตามที่รัฐบาลตั้งใจไว้แบบเดิมในการทำดิจิทัลวอลเล็ต ที่จะใช้ระบบบล็อกเชน ซึ่งระบบดังกล่าว ธนาคารต่างๆ ก็ยังไม่มีการใช้กัน ดังนั้น ก็ต้องมีการไปจ้าง ก็ทำให้ไม่มีประสิทธิภาพในการใช้เงินแล้ว เพราะต้องนำงบประมาณไปว่าจ้างบริษัทที่มีความสามารถสูงเข้ามาทำ แทนที่จะโอนเงินให้ประชาชนโดยตรง และมันก็มีข้อสงสัยว่าบริษัทที่จะเข้ามาเป็นใคร จะเป็นการทุจริตเชิงนโยบายหรือไม่ ที่จะให้ใครที่มีเทคโนโลยีสูงดังกล่าว ได้ประโยชน์จากนโยบายนี้มารับจ้างงานไปทำ ที่อาจใช้งบประมาณในการว่าจ้างจำนวนมาก ที่หากทำ ก็ต้องไปดึงงบจากที่ตั้งไว้ว่าจะช่วยเหลือประชาชน
"อันนี้ก็เป็นความเสี่ยงอันหนึ่งเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ถามไป รัฐบาลก็ไม่ให้คำตอบ ไม่มีความชัดเจนใดๆ คณะทำงานถามเจ้าหน้าที่ของกระทรวงการคลัง เขาก็บอกว่าเรื่องยังมาไม่ถึง".... "รศ.ดร.สิริลักษณา" ออกโรงเตือนกันขนาดนี้ หากรัฐบาลยังดื้อดึง ก็มีแนวโน้มสูงว่าสุดท้ายแล้วจะประสบชะตากรรมเดียวกันกับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ตัวนายกรัฐมนตรีจะถูกกล่าวโทษ ...๐
"ชวน หลีกภัย" อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตประธานรัฐสภา กล่าวปาฐกถาพิเศษ 'Looking back & forward : เหลียวหลังแลหน้า ธรรมศาสตร์ และประชาชน' ที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ งาน 2 ทศวรรษแห่งการแบ่งปัน 9 ทศวรรษแห่งการสร้างสรรค์สังคม เนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปี กองทุนทำบุญวันเกิดกับธรรมศาสตร์ และ 90 ปี การสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา มีประเด็นให้ทั้งคนรุ่นเก่ารุ่นใหม่นำไปพิจารณา
“มหาวิทยาลัยก็ผ่านชีวิตเหมือนกับพวกเรา ทั้งลุ่มๆ ดอนๆ ทั้งดีทั้งร้าย แต่แน่นอนที่สุด ตราบเท่าที่เรายังมีหลักการอยู่ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในบ้านเมือง ถ้ามหาวิทยาลัยของเรายังมีหลักยึดมั่นแนวทางตั้งแต่เริ่มต้น เป็นบ่อน้ำสำหรับดื่มกิน แม้ขณะนี้มีบ่อเกิดขึ้นมากมาย แต่บ่อนี้ก็จะเป็นน้ำพิเศษ ไม่ทะนงว่าดีกว่าที่อื่น แต่ไม่ด้อยกว่าที่ไหน หากผู้บริหารและครูบาอาจารย์ของเราเชื่อมั่นสิ่งที่เกิดมาตั้งแต่ 90 ปีที่แล้ว และดำรงสิ่งนี้ต่อไป ผมเชื่อว่าธรรมศาสตร์จะผลิตบัณฑิตเพื่อรับใช้ประชาชน รับใช้บ้านเมือง ที่จะเป็นประโยชน์ต่อไปในอนาคต”
ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ถูกตั้งคำถามมากเกี่ยวกับการผลิตคนรุ่นใหม่ออกมาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย การปลูกฝังรากเหง้าที่ขาดตอนหรือผิดเพี้ยนมีส่วนอย่างมากที่ทำให้คนรุ่นใหม่บางส่วนมองประเทศตัวเองราวกับศัตรู มองประวัติศาสตร์ชาติเป็นเรื่องการกดขี่ เราจึงมีคนรุ่นใหม่ที่ชังชาติ บางคนพูดแต่เรื่องอยากย้ายประเทศ ในภาพรวมจึงไม่เป็นผลดีต่อการช่วยพัฒนาชาติ ...๐
กิจกรรมเดียวกันนี้ "ศ.(พิเศษ) วิชา มหาคุณ" เสวนาหัวข้อ “คอร์รัปชัน” นั่งยันนอนยันกันอีกครั้ง คอร์รัปชัน ปัญหานี้หนักมาก มีอยู่ทั่วทุกวงการ เป็นปัญหาร้ายแรงครอบคลุมทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ การเมือง สังคม
“การเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ จะเห็นได้ว่าเรื่องของความยากจนมีปัญหามากที่สุดคือเรื่องของขีดความสามารถในการลงทุนของรัฐ เพราะหากมีการทุจริตหรือคอร์รัปชันก็จะเป็นการบั่นทอนความเจริญของเศรษฐกิจ ไม่สามารถไปช่วยเหลือคนยากจนที่ด้อยโอกาสได้ โครงการต่างๆ ที่เป็นโครงการสังคมที่ดีเราจะพบว่ามีการทุจริตมาก โครงการช่วยเหลือสังคม โครงการช่วยเหลือคนด้อยโอกาสไม่น่าจะมีการทุจริต เพราะคนที่อยู่ในสังคมเป็นคนต่ำต้อย เป็นคนรากหญ้า เป็นคนที่น่าสงสารที่สุด แต่ตรงกันข้ามกับเป็นแหล่งเสือหิว เสือโหย เขาเลยเห็นว่าสามารถที่จะจัดการได้ดีที่สุด เพราะคนที่ด้อยโอกาสไม่มีแรงเพียงพอที่จะต่อต้านการทุจริต เมื่อมาเอาของไปก็ได้แต่นั่งมองตาปริบๆไม่ได้ต่อสู้หรือต่อต้านอะไร โครงการเหล่านี้บอกได้เลยว่าตกหล่นเป็นเงินทอนไปเยอะแยะ เหลือแทบจะไม่คุ้มกับการลงทุนสร้างประโยชน์ให้กับประชาชน”
ฟัง "ศ.(พิเศษ) วิชา" สรุปได้ว่า แจกเงินดิจิทัลวอลเล็ตหัวละหมื่นบาท ไม่ใช่นโยบายแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ แต่เป็นนโยบายการเมือง โครงการสังคม จึงหนีไม่พ้นการคอร์รัปชันมโหฬารตามมาอย่างแน่นอน.
นายชื่น ประชา
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
บันทึกหน้า 4
“ตรุษจีนปีม้า” 17 กุมภาพันธ์นี้ ก็หวังว่าประเทศไทยคงได้เฉลิมฉลองอย่างสนุก เพราะ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ ควงคู่ศรีภรรยา “ธนนนท์ นิรามิษ” ไปร่วมเฉลิมฉลองงานตรุษจีนเมื่อวันพุธที่ 11 ก.พ.2569
บันทึกหน้า 4
ผลการเลือกตั้ง สส.เมื่อวันที่ 8 ก.พ. พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ชนะอันดับหนึ่งแบบถล่มทลาย ได้ 193 เสียง พรรคประชาชน (ปชน.) 118 พรรคเพื่อไทย (พท.) 74 พรรคกล้าธรรม (กธ.) 58 พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) 22 เซียนการเมือง
บันทึกหน้า 4
เรียกได้ว่า หักปากกาเซียน กันทั้งประเทศ สำหรับผลการเลือกตั้งครั้งนี้ ที่พรรคน้ำเงิน พรรคภูมิใจไทย ผงาดขึ้นมาแบบเหนือความคาดหมาย กวาดคะแนนนำเป็นอันดับหนึ่งอย่างขาดลอย ด้วยผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการถึง 194 เสียง ทิ้งห่างพรรคประชาชนที่ตามมาเป็นอันดับสอง 116 เสียง และพรรคเพื่อไทยที่ได้เพียง 76 เสียง
บันทึกหน้า 4
บันทึกไว้ให้ช่วยกันจดจำว่า การเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 ก.พ.2569 เป็นการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นตามกระบวนการยุบสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งถือเป็นการเลือกตั้งตามครรลองประชาธิปไตยปกติ ไม่ใช่การเลือกตั้งที่เกิดขึ้นหลังการยึดอำนาจหรือรัฐประหารหรือมีการฉีกรัฐธรรมนูญ
บันทึกหน้า 4
ใกล้ปิดฉาก "เลือกตั้ง 2569" เริ่มต้นชะตาบ้านเมืองรอบใหม่ วันอาทิตย์นี้ตัดสินสีไหนจะเข้าวิน ระหว่างน้ำเงินภายใต้การนำของ "นายกฯ หนู" อนุทิน ชาญวีรกูล" กับส้ม ของ "หัวหน้าเท้ง" ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
บันทึกหน้า 4
นับถอยหลังเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่และการออกเสียงประชามติที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แล้ว และดูเหมือน หนังหน้าไฟอย่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ยังคงเป็นเป้าหลักของการวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งก็ไม่แปลกใจแต่ประการใด เพราะผลการทดลองงานในการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 ก.พ. แม้จะคึกคักอย่างยิ่ง แต่ก็มากด้วยปัญหาสารพัดสารพัน


