ในที่สุด “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)" โดย “นิวัติไชย เกษมมงคล” เลขาธิการและโฆษก ป.ป.ช. ก็ได้ฤกษ์แถลงเรื่องนโยบายการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet ของรัฐบาลเสียที หลังจากมีเอกสารหลุดมาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนที่แล้วไปรอบหนึ่ง ซึ่งแม้ “นิวัติไชย” จะบอกล่วงหน้าแล้วว่ามีการปรับถ้อยคำให้ซอฟต์ลง แต่ก็ต้องบอกว่าเนื้อใหญ่ใจความยังคงมีสาระหลักอยู่เช่นเดิม โดยเฉพาะเรื่องการทุจริตและคอร์รัปชัน และการเอื้อเจ้าสัวรายใหญ่ ...๐
งานนี้ ใครต่อใครก็ต่างเล็งไปที่เจ้าสัวที่เป็นเจ้าของร้านค้าปลีกขนาดใหญ่และร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศอย่างหลีกไม่พ้น แต่ก็อย่างที่รู้กันในทั่วไปโดยเป็น “ไวรัล” ที่ส่งต่อกันมากที่สุดอันหนึ่งก็คือ “มีขายทุกอย่าง แต่ดันไม่มีสแกนจ่าย” นั่นแล งานนี้หาก “เจ้าสัว” จะขอแบ่งเค้ก 5 แสนล้านบาทขึ้นมาบ้าง ก็ต้องรีบออกแบบหรือเอาระบบสแกนจ่ายที่มีอยู่เริ่มออนไลน์ได้แล้ว เพราะ หากมาเริ่มทำเวลาไล่เลี่ยกับที่ “เงินหมื่น” แจกขึ้นมา ชมรมคนช่างคิดก็คิดเป็นอื่นไปไม่ได้นะเธอ ...๐
แล้วก็เป็นไปตามคาดอีกเช่นกันที่ นายกรัฐมนตรีปากดีหลังหวยออก อย่าง “เศรษฐา ทวีสิน” ที่ออกอาการทันทีหลังรู้เนื้อหาของ ป.ป.ช. โดยปากหวานว่าน้อมรับข้อเสนอแนะ แต่ก็ ทำข้องใจเหมือนคนไม่รู้ภาษาบอกว่า เกณฑ์เปราะบางอยู่ตรงไหน อ้าว! แล้วทำไมมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตั้งแต่ยุคลุงตู่มาจนถึงยุคนี้ไม่ยกเลิก นี่ยังไม่รวมเรื่องลดค่าไฟฟ้าที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติไปก่อนหน้านี้ และรัฐบาลมักหยิบยกมาเสมอๆ ก็ระบุชัดๆ ว่าคนกลุ่มเปราะบางได้รับการดูแลพิเศษ แต่พอ ป.ป.ช.เขาบอกให้เจาะจงกลุ่มเปราะบางขึ้นมากลับทำไม่รู้ความหมาย ...๐
เข้าใจได้ว่า “เศรษฐา” มักจะต้องมีหลังพิงก่อนที่จะโม้แหลกอยู่เสมอ ดูง่ายๆ จากเรื่องเงินเฟ้อลดลง 4 เดือนติดกัน ขนาดผู้ที่แถลงเองยังบอกไม่ถึงขั้นภาวะเศรษฐกิจฝืด แต่พอ “ภูมิธรรม เวชยชัย” รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ออกมาพูด พร้อมโยงไปมั่วในวิกฤตต้มยำกุ้ง “นายกฯ นิด” ก็รีบบอกว่ารองภูมิธรรมกล่าวถูกต้อง ต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ พิโธ่! นี่นายกฯ ควบเก้าอี้รัฐมนตรีคลังจริงหรือนี่ หรือแค่เป็นนายกฯ ประเภทออกงานตัดริบบิ้นและสร้างภาพเท่านั้นจ๊ะ เพราะถามเรื่องดิจิทัลวอลเล็ตที่ตัวเองนั่งหัวโต๊ะสารพัดบอร์ดก็บอกต้องถาม “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” เป็นแบบนี้ยกเก้าอี้ขุนคลังไปให้เลยก็จบๆ กัน เพราะตอนนี้ก็เซ็นแบงก์แล้วมิใช่เหรอ ...๐
พูดถึงเรื่องเงินเฟ้อแล้วไม่พูดถึงเรื่องการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) นัดแรกแห่งปีมังกรทองไม่ได้ เพราะ ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า “ธนาคารแห่งประเทศไทย” ในยุค “เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ” ผู้ว่าการ ธปท. แม้จะโอบอุ้มสถาบันการเงินยิ่งกว่าไข่ในหิน แต่อย่างน้อยต้องนับถือในความอิสระที่ไม่รับแรงกดดันทางการเมือง ที่โหมซัดมาตั้งแต่ตัวนายกฯ รองนายกฯ รัฐมนตรี และบรรดาที่ปรึกษาสารพัดที่หวังกดดันให้ กนง.หั่นดอกเบี้ยลง โดยผลประชุมล่าสุด กนง.ก็มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.50% ซึ่ง “เศรษฐา” ก็บอกทันควันเช่นกันว่า “ไม่เห็นด้วย แต่ไม่มีสิทธิไปก้าวก่ายอยู่แล้ว ทาง กนง. มีความเป็นอิสระในการดำเนินนโยบายทางการเงิน” แล้วก็ไม่ลืมโหนสหายอ้วน โดยบอกอีกว่า “อย่างที่ผมเรียนและนายภูมิธรรมได้เรียนไปวานนี้ว่า เราอยากเห็นนโยบายการเงินการคลังไปด้วยกัน และตอนนี้ก็เงินเฟ้อติดลบ 4 เดือนแล้ว” นี่ถ้า “ภูมิธรรม” ต้องไปภารกิจต่างประเทศแบบ 2-3 สัปดาห์ขึ้นมา ก็ไม่รู้ “เศรษฐา” จะอ้างอิงใครอีกล่ะนี่ ...๐
ในเมื่อ “ดอกเบี้ยมาตรฐาน” ในการประชุมครั้งนี้ไม่ลดลง ก็คงต้องไปลุ้นในการประชุม กนง.ครั้งที่ 2 ในวันพุธที่ 10 เม.ย.2567 แทนแล้วกัน ส่วนที่ประชาชนอยากถามรัฐบาล โดยเฉพาะ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” รมว.คมนาคม คือเรื่องราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้า 20 บาทนั้น ทำไมหยุดนิ่งอยู่ที่ “สายสีม่วง-สายสีแดง” เท่านั้น ทั้งที่ตอนหาเสียงบอกว่าทุกเส้นทางมิใช่เหรอ อย่างน้อยๆ ก็ควรต้องมีสายเพิ่มบ้าง ไม่ใช่หยุดนิ่งแล้วไปเฮโลโปรโมต “แลนด์บริดจ์” กลบเกลื่อนรถไฟฟ้ากัน ที่สำคัญคนหาเช้ากินค่ำเขาสงสัยกันว่ารถไฟฟ้ายังปรับราคามาเหลือ 20 บาทต่อสายได้ ทำไมรถประจำทางแอร์ที่วิ่งกันอยู่ ค่าโดยสารสูงสุดยังอยู่ที่ 25 บาท ทั้งที่มันควรจะต่ำกว่าค่ารถไฟฟ้ามิใช่เหรอ เพราะคนใช้ก็เป็นคนที่หาเช้ากินค่ำเบี้ยน้อยหอยน้อยกว่าพนักงานที่ใช้บริการรถไฟฟ้าเสียอีกนะจ๊ะ งานนี้ก็หวังว่า “เศรษฐา-สุริยะ” จะ ทำเรื่องที่ทำได้และมีอำนาจสั่งให้ลดได้ดีกว่าไปรออะไรที่ไม่มีอำนาจสั่งการจะดีกว่านะตัวเอง ...๐
ท.ศักดิ์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
บันทึกหน้า 4
แม้รัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล จะก้าวขึ้นสู่อำนาจด้วยเสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้นในสภา แต่เส้นทางการบริหารประเทศจากนี้ไป ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ หากเต็มไปด้วย “โจทย์ใหญ่” และ “ปมเสี่ยง” ที่อาจกลายเป็นแรงสะเทือนทางการเมืองได้ทุกเมื่อ
บันทึกหน้า 4
บันทึกท่ามกลางอากาศร้อน แต่ยังร้อนไม่เท่ากับบรรยากาศด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในบ้านเรา เพราะ "หน้าตา ครม.ชุดใหม่" ทำท่าว่ามิได้ไฉไลไปกว่าเก่า เพราะยังคงยึดโยงอยู่กับวัฒนธรรม "แบ่งโควตา" เก้าอี้สนองก๊วนแก๊งบ้านเล็กบ้านใหญ่เหมือนเดิม .
บันทึกหน้า 4
ท่วมท้น! 293 เสียง "อนุทิน ชาญวีรกูล" ฉลุยนายกฯ สมัย 2 ถึงจะโดนฝ่ายค้านรุมอภิปรายกังขาปมจริยธรรมในเรื่องคดีฮั้ว สว. ก็ตาม "
บันทึกหน้า 4
ต้องบอกว่าการเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ได้ถึงทางแยกที่สำคัญประการหนึ่ง เมื่อศาล รัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 รับคำร้องที่ “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” ขอให้พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ในการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่งหรือบาร์โค้ดและรหัสคิวอาร์ ที่จะทำให้การออกเสียงลงคะแนนไม่ได้เป็นไปโดยลับตามรัฐธรรมนูญ
บันทึกหน้า 4
สงครามสหรัฐ-อิสราเอลบุกอิหร่าน ส่งผลกระทบไปทั่วโลก โดยเฉพาะการขนส่งน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้ ประเทศไทยก็โดนกันทั่วหน้า ประชาชนแตกตื่นแห่ไปเติมน้ำมัน แต่ปั๊มไม่มีน้ำมันพร้อมขึ้นป้าย "อยู่ระหว่างการขนส่ง" และในวันที่ 18 ส.ค.
บันทึกหน้า 4
ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กำลังส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานทั่วโลก หนึ่งในประเด็นที่เริ่มถูกจับตาในประเทศไทยคือ ความเสี่ยงเรื่องการขาดแคลนน้ำมัน ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงเริ่มออกมาตรการประหยัดพลังงานในภาครัฐ เช่น การให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจทำงานที่บ้าน หรือ Work from Home (WFH) ลดการเดินทาง รวมถึงชะลอการดูงานต่างประเทศ


