เลือกตั้งอินโดฯ 14 กุมภาฯนี้สำคัญอย่างไร?

อีกสองวันจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีของอินโดนีเซีย...เป็นเรื่องที่ทั้งโลกสนใจเพราะความสำคัญของประเทศนี้

คนอินโดฯเลือกผู้นำและตัวแทนประชาชนเข้าสภาวันที่ 14 กุมภาพันธ์ถือเป็นการกำหนดทิศทางของประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับสี่ของโลกในอีก 5 ปีข้างหน้า

ผู้ชนะจะเข้ามารับตำแหน่งต่อจากประธานาธิบดี โจโค "โจโควี" วิโดโด 

เพราะโจโควีไม่สามารถลงสมัครสมัยที่ 3 และจะก้าวลงจากตำแหน่งในเดือนตุลาคมนี้หลังนั่งเก้าอี้สูงสุดมา10 ปี 

คนอินโดฯกว่า 204.8 ล้านคนมีสิทธิ์หย่อนบัตรในการลงคะแนนเสียงโดยตรงของประธานาธิบดีที่ใหญ่ที่สุดในโลก 

นับเป็นการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยเต็มรูปแบบครั้งที่ 5 นับตั้งแต่เริ่มปฏิรูปการเมือง พลิกจากเผด็จการทหารมาเป็นระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนมีสิทธิ์มีเสียงเต็มที่เริ่มตั้งแต่ปี 1998

เพื่อการติดตามข่าวคราวเรื่องนี้ให้ทันสถานการณ์ เราควรจะรู้ว่าใครคือตัวเต็งที่จะมาแทนโจโควี

ตัวเต็งหลักน่าจะเป็นรัฐมนตรีกลาโหม ปราโบโว ซูเบียนโต วัย 72 ปี 

เขาคนนี้คืออดีตนายพลที่ควบคุมกำกับหน่วยบัญชาการพิเศษของกองทัพ 

ที่สำคัญไม่น้อยกว่าตำแหน่งทางการคือความเป็นอดีตลูกเขยของประธานาธิบดีซูฮาร์โต อินโดนีเซียผู้ล่วงลับ 

เขาเคยลงแข่งมาแล้ว 2 ครั้งแต่ไม่ประสบความสำเร็จ

จนครั้งนี้พยายามเปลี่ยนภาพลักษณ์ตัวเองเป็น “คุณปู่ที่น่ากอด”

นั่นคือการละทิ้งบุคลิกนักรบที่แข็งกร้าวอย่างที่เคยพบเคยเห็น

หลังจากพ่ายแพ้ให้กับโจโควีในการเลือกตั้งปี 2014 และ 2019

คู่แข็งที่สำคัญคือกันจาร์ ปราโบโว วัย 55 ปี อดีตผู้ว่าการจังหวัดชวากลาง 

และนักการเมืองอาวุโสของพรรคประชาธิปไตยอินโดนีเซียแห่งการต่อสู้ (PDI-P) ซึ่งมีโจโกวีสังกัดอยู่ 

กันจาร์มีอะไรคล้ายกับปราโบโวเพราะมีความโน้มเอียงที่จะยอมรับนโยบายส่วนใหญ่ของโจโควีถ้าได้รับเลือก 

แต่ผู้สนับสนุนโจโควีจำนวนไม่น้อยพลิกกลับมาเชียร์ปราโบโว หลังจากที่เขาประกาศให้จิบราน ราคาบูมิง ลูกชายของโจโควีเป็นเพื่อนร่วมทีมงานเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

ผู้สมัครอีกคนคือ อานีส บาสเวดาน วัย 54 ปีอดีตผู้ว่าการกรุงจาการ์ตา 

เขาเป็นอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยและนักรัฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียง อานีสเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการในรัฐบาลโจโควีตอนต้น ๆ

แต่หลังจากถูกปรับออกในการปรับคณะรัฐมนตรี เขาก็กระโดดเข้าร่วมกับฝ่ายค้าน 

อานีสวางตัวเองเป็น “ทางเลือก” แทนปราโบโวและกันจาร์

และพยายามเอาตัวออกห่างจากแนวนโยบายของโจโควี

การสำรวจความคิดเห็นที่เผยแพร่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วโดยผู้สำรวจความคิดเห็นในท้องถิ่น LSI Denny JA ชี้ว่าปราโบโวกำลังนำในสัดส่วน 50.7% 

ในขณะที่อานีสและกันจาร์ตามหลังด้วยคะแนนคนละ 20% สูสีกัน

ถามว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญแค่ไหนสำหรับอินโดนีเซียก็ต้องบอกว่าใครได้เป็นผู้นำต่อจากโจโควีจะเป็นผู้กำหนดทิศทางและยุทธศาสตร์การเติบโตของเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อินโดนีเซียมีปริมาณสำรองนิกเกิลที่ใหญ่ที่สุดในโลก 

เป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังเป็นที่ต้องการทั่วโลก

โจโควีมีนโยบายแปรรูปนิกเกิลในประเทศแทนที่จะส่งออกแร่นิกเกิล เพราะความต้องการโลหะที่ไม่ใช่เหล็กเพิ่มมากขึ้น 

แม้ว่าปราโบโวและกันจาร์จะถูกมองว่ามีแนวโน้มที่จะเดินหน้าสืบสานนโยบายนี้ต่อ แต่อานีสก็มีแนวโน้มจะ “ทบทวน” นโยบายนี้หากชนะเลือกตั้ง

อีกประเด็นที่สำคัญคือผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากโจโควีจะทำอย่างไรกับโครงการย้ายเมืองหลวงของอินโดนีเซียซึ่งเป็นผลงานสำคัญของโจโควี

อานีเอสวิพากษ์ว่าอินโดนีเซียมี "ความต้องการเร่งด่วน" เรื่องอื่นมากกว่าการ “จัดหาบ้านใหม่” สำหรับประธานาธิบดี 

อินโดนีเซียตั้งเป้าที่จะก้าวไปสู่สถานะที่มีรายได้สูงและกลายเป็นหนึ่งในห้าประเทศเศรษฐกิจชั้นนำของโลกภายในวันครบรอบ 100 ปีแห่งการประกาศเอกราชในปี 2045 หรืออีก 21 ปีข้างหน้า

การจะบรรลุเป้าหมายนั้น เศรษฐกิจของอินโดนีเซียจะต้องเติบโต 6% ถึง 7% ต่อปีเทียบกับอัตราปัจจุบัน ประมาณ 5% 

ดังนั้นนโยบายของประธานาธิบดีคนต่อไปใช้เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปข้างหน้าจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

มีคำถามด้วยว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอินโดนีเซียคาดหวังอะไรจากประธานาธิบดีคนต่อไป?

โพลที่จัดทำเมื่อเดือนกันยายนโดย IndikatorPolitik Indonesia พบว่า 31% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าการควบคุมราคาสิ่งของจำเป็นขั้นพื้นฐานเป็นปัญหาเร่งด่วนที่สุดสำหรับประธานาธิบดีคนต่อไป

ส่วนการสร้างงานและลดการว่างงานเป็นปัญหาที่ถูกอ้างถึงมากเป็นอันดับสอง 

ส่วนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เป็นคนรุ่นใหม่มีความกังวลเป็นพิเศษเกี่ยวกับความมั่นคงของงาน

ข้อมูลของรัฐบาลระบุว่าอัตราการว่างงานของประเทศลดลงเหลือ 5.3% ในเดือนสิงหาคมปีที่แล้วจากจุดสูงสุดล่าสุดในปี 2020 

แต่การว่างงานในกลุ่มคนงานอายุน้อยค่อนข้างสูง 

อยู่ที่ 17% สำหรับผู้ที่มีอายุ 20 ถึง 24 ปีในปี 2022

อีกประเด็นที่ต้องวิเคราะห์คือผลการเลือกตั้งของอินโดฯจะส่งผลกระทบต่อประชาคมระหว่างประเทศอย่างไร?

นักวิเคราะห์ด้านยุทธศาสตร์และการต่างประเทศเชื่อว่าผลการเลือกตั้งจะเป็น "เกี่ยวกับอนาคตของประชาธิปไตยและวัฒนธรรมทางการเมืองในอินโดนีเซีย" 

รวมถึงประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพในการแสดงออกอีกด้วย

ที่สำคัญไม่น้อยกว่ากันคือการเลือกตั้งครั้งนี้จะกำหนดบทบาทความเป็นผู้นำของอินโดนีเซียในเวทีระหว่างประเทศด้วย 

สงครามระหว่างอิสราเอลกับฮามาสถือเป็นประเด็นระหว่างประเทศที่สำคัญที่สุดของประเทศนี้

ชาวอินโดนีเซียจำนวนมากต่อต้านสิ่งที่พวกเขามองว่าเป็นการรุกรานของอิสราเอล 

ผู้สมัครทั้งสามคนมีจุดยืนสนับสนุนชาวปาเลสไตน์ 

ปราโบโวประกาศชัดเจนว่าจะส่งเสริมเอกราชของชาวปาเลสไตน์ รวมถึงการเปิดสถานทูตในดินแดนปาเลสไตน์หากได้รับเลือก

หากมองในแง่ภูมิรัฐศาสตร์ก็ยังมีประเด็นด้านความสัมพันธ์ของอินโดฯหลังการเลือกตั้งต่อความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกาและจีนอย่างไร 

สำหรับประเทศไทย ผลการเลือกตั้งอินโดฯจะมีผลต่อบทบาทของอินโดฯในอาเซียนและความสัมพันธ์ทวีภาคีกับเราด้วยอย่างปฏิเสธไม่ได้

คนไทยจึงต้องเกาะติดผลการเลือกตั้ง “อิเหนา” ครั้งนี้อย่างใกล้ชิดทุกย่างก้าวกันเลยทีเดียว

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’

ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon  โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!

ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568

นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน