หลายประเทศแจกเงินให้ประชาชนเพื่อช่วยกลุ่มคนเปราะบาง...แต่ไม่ได้กู้มาแจก และไม่ต้องทำดิจิทัลวอลเล็ตให้ยุ่งยาก
และประเทศอื่นที่แจกเงินช่วยเหลือประชาชนก็ขึ้นภาษี VAT พร้อมกับการปฏิรูปโครงสร้างภาษีเพื่อสร้างความน่าลงทุนในประเทศไปพร้อมๆ กัน
สิงคโปร์และมาเลเซียส่งเงินสดไปยังครัวเรือนโดยตรงเพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพในขณะที่ข้าวของแพงขึ้น
แต่ก็มีคำถามตามมาว่า มาตรการ helicopter money อย่างนี้มีประสิทธิภาพแท้จริงอย่างไร
และเป็นภาระด้านนโยบายการคลังที่มีปัญหาอยู่แล้วเพียงใดหรือไม่
รัฐบาลสิงคโปร์เสนองบประมาณปี 2024 ของสิงคโปร์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งรวมบัตรกำนัลช็อปปิ้งมูลค่า 600 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 16,000 บาท) สำหรับแต่ละครัวเรือน
โดยแบ่งแจกเป็นสองรอบในเดือนมิถุนายนและมกราคมหน้า
ปีนี้แจกมากกว่าปีก่อนที่เป็นบัตรกำนัลมูลค่า SG$500 (ประมาณ 13,000 บาท)
รองนายกฯ และรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง Lawrence Wong เน้นย้ำถึงความกังวลของรัฐบาลเกี่ยวกับค่าครองชีพของชาวบ้านที่สูงขึ้นในการเสนอร่างกฎหมายงบประมาณ “ในงบประมาณปีใหม่นี้ ผมจะให้การสนับสนุนครัวเรือนต่างๆ ให้มากขึ้น” เขากล่าว
รัฐบาลสิงคโปร์ย้ำว่าการแจกเงินเป็นเรื่องประชาสงเคราะห์
ไม่ได้ย้ำว่าเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจให้จีดีพีโตขึ้น
ที่มาของนโยบายนี้คือเสียงเรียกร้องของประชาชนว่าค่าครองชีพสูงขึ้นอย่างมาก
การสำรวจของทางการชี้ว่าราคาของศูนย์อาหารยอดนิยมในสิงคโปร์ เพิ่มขึ้น 15% ระหว่างปี 2019 ถึง 2023
ตามข้อมูลของกรมสถิติของสิงคโปร์ ผลสำรวจชิ้นหนึ่งเผยราคาข้าวมันไก่จานหนึ่งพุ่งขึ้นประมาณ 20% ในเวลาสองปี
ขณะเดียวกัน มาเลเซียก็กำลังเพิ่มความช่วยเหลือทางการเงินสำหรับครัวเรือนที่มีรายได้น้อยเป็น 10 พันล้านริงกิต 75,600 ล้านบาท) ในปีนี้
เพิ่มจาก 8 พันล้านริงกิตในปี 2566
ฟิลิปปินส์จะมอบเงิน 5,000 เปโซ (ประมาณ 3,200 บาท) ให้กับครัวเรือนที่มีรายได้ 23,000 เปโซต่อเดือนหรือน้อยกว่านั้น
ในอินโดนีเซีย รัฐบาลของประธานาธิบดีโจโก "โจโกวี" วิโดโด เมื่อเดือนมกราคมได้ประกาศแจกเงินสดเดือนละ 200,000 รูเปียห์ (468 บาท) สำหรับครัวเรือนที่มีรายได้น้อย
เป็นคำประกาศก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ไม่นานนัก
แต่รัฐบาลสิงคโปร์และมาเลเซียไม่ได้แค่แจกเงินกลุ่มคนเปราะบาง แต่ขณะเดียวกันก็ขึ้นภาษีเพื่อเพิ่มรายได้เข้ารัฐด้วย
สิงคโปร์จะขึ้นภาษีสินค้าและบริการเป็น 9% จาก 8% ในเดือนมกราคม
มาเลเซียเตรียมขึ้นภาษีบริการเป็น 8% จาก 6% ในปีนี้
สิงคโปร์ยังจะปรับตัวให้สอดคล้องกับกรอบการทำงานระหว่างประเทศในการปฏิรูปกฎเกณฑ์ที่มุ่งแก้ไขปัญหาการเก็บภาษีที่ไม่สอดคล้องกันในประเทศต่างๆ ด้วย
การปฏิรูปที่ว่านี้ออกแบบมาเพื่อให้แน่ใจว่าจะเป็นแรงจูงใจให้กับบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ให้มาลงทุนและเปิดศูนย์ปฏิบัติการที่เกาะแห่งนี้
ในเวลาเดียวกัน สิงคโปร์ก็กำลังออกมาตรการบรรเทาทุกข์สำหรับบริษัทต่างๆ โดยมีส่วนลดภาษีเงินได้นิติบุคคล 50% ซึ่งจำกัดไว้ที่ 40,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ สำหรับปีการประเมินปี 2024
นอกจากนี้ ยังได้ประกาศโครงการ "เครดิตการลงทุนที่สามารถขอคืนได้" ซึ่งจะมอบเครดิตให้กับบริษัทต่างๆ ที่สามารถนำไปใช้ชดเชยภาษีเงินได้นิติบุคคลบางส่วนได้
บริษัทต่างๆ สามารถใช้สิทธิผ่อนปรนด้านภาษีนี้ได้ถ้าเข้ามาทำโครงการในสิงคโปร์ เช่น การลงทุนในโรงงานผลิตใหม่ การจัดตั้งกิจกรรมสำนักงานใหญ่ และดำเนินการวิจัยและพัฒนาบนเกาะแห่งนี้
นอกจากเรื่องปฏิรูปด้านภาษีแล้ว สิงคโปร์ที่ได้กลายเป็นศูนย์กลางทางการเงินในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้วก็จะลงทุน 1 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ในช่วง 5 ปีข้างหน้า เพื่อเสริมสร้างความสามารถและการพัฒนาอุตสาหกรรมในด้าน AI เป็นการเฉพาะ
“การลงทุนส่วนหนึ่งจะถูกใช้เพื่อให้แน่ใจว่าสิงคโปร์สามารถเข้าถึงชิปขั้นสูงซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาและการใช้งาน AI” รัฐมนตรีหว่องกล่าว และเน้นว่า
"เรายังจะทำงานร่วมกับบริษัทชั้นนำในสิงคโปร์และทั่วโลกเพื่อจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้าน AI ของพวกเขาที่นี่"
ความเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในขณะที่เศรษฐกิจของสิงคโปร์ต้องต่อสู้กับการเติบโตทั่วโลกที่ซบเซา
อาทิตย์ที่ผ่านมา รัฐบาลสิงคโปร์ปรับตัวเลขอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของสิงคโปร์ในปี 2566 เป็น 1.1% ในปีนี้
ลดลงจากประมาณการเบื้องต้นที่ 1.2%
และต่ำกว่าอัตรา 3.8% ที่บันทึกไว้ในปี 2565
การส่งออกที่ไม่ใช่น้ำมันในประเทศของสิงคโปร์ลดลง 1.5% ในเดือนธันวาคม โดยได้รับแรงหนุนจากการขนส่งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ตกต่ำและความอ่อนแอในภาคส่วนเภสัชกรรม
โดยรวมแล้ว การส่งออกไปยังตลาด 10 อันดับแรกของเมืองลดลง โดยไต้หวัน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น มีส่วนทำให้ลดลง
แต่สิงคโปร์ยังคงยึดการคาดการณ์ว่าการเติบโตในปี 2567 น่าจะอยู่ระหว่าง 1% ถึง 3% โดยคาดว่าจะฟื้นตัวในเซมิคอนดักเตอร์และการส่งออกอื่นๆ
“การเติบโตของ GDP ของจีนคาดว่าจะยังคงไม่สดใสในช่วงครึ่งแรกของปี เนื่องจากการบริโภคภายในประเทศที่ซบเซาและการเติบโตของการส่งออก ควบคู่ไปกับสภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่อ่อนแอ” กระทรวงการค้าของสิงคโปร์รายงานในสัปดาห์ที่ผ่านมา
"การเติบโตมีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งสอดคล้องกับความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและอุปสงค์ทั่วโลกที่ดีขึ้น"
สรุปว่าสิงคโปร์และมาเลเซียแจกเงินให้ประชาชนในกลุ่มเปราะบางโดยไม่ใช้เงินกู้
และมีความกล้าหาญพอที่จะขึ้นภาษีเพื่อชดเชยรายได้ที่เพิ่มขึ้น
ขณะที่แผนของรัฐบาลไทยคือการแจกเพื่อกระตุ้นการบริโภค และเน้นว่าไม่ใช่การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง
อีกทั้งยังไม่มีแผนใดๆ ที่จะขึ้นภาษีวีเอทีหรือธุรกิจมีกำไรสูง
และยังมองไม่เห็นมาตรการอื่นๆ ที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจนอกจากนโยบายแจกเงินหมื่นผ่านดิจิทัลวอลเล็ตที่เป็น “เรือธง” ที่กำลังเกยตื้นอยู่ขณะนี้.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยุค‘ประโยชน์นิยม’ ชัยวุฒิซัดข้ามขั้วแบ่งเค้ก ยศชนันโอดกาสิโนหลอน
“อนุทิน" โต้เดือด "หยุ่น-วีระ" ลั่นชัดเจน "สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ" คนของ "ภูมิใจไทย"
สื่ออาวุโสลืมหน้าที่ ‘หยุ่น-วีระ’ มาตรฐานที่หายไปในดงส้ม
การวิจารณ์นักการเมืองไม่ใช่เรื่องผิด และการตั้งคำถามกับพรรคการเมืองก็เป็นหน้าที่ปกติของสื่อมวลชน
แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’
ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!
มีแม้วไม่มีเรา! วัดใจจุดยืน 'พรรคส้ม' หลังทักษิณขีดเส้นแบ่งข้างทุกเวทีแล้ว
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่า "พรรคส้มกล้าไหม? มีแม้วไม่มีเรา!
ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน


