
สัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ออกมาตรการกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจปี 2565 (มาตรการของขวัญปีใหม่ 2565) ซึ่งประกอบด้วย 1.มาตรการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ประชาชน ได้แก่ มาตรการช้อปดีมีคืน ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ 0.12%, มาตรการลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสำหรับที่อยู่อาศัย คาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ 0.5-0.6%
2.มาตรการลดภาระผู้ประกอบการและ/หรือประชาชน ได้แก่ มาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียมการอนุญาตขายสุรา ยาสูบ และไพ่ ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560, มาตรการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินไอพ่น เหลือ 0.20 บาทต่อลิตร
และมาตรการทางภาษีอากรและค่าธรรมเนียมเพื่อสนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้ และ 3.มาตรการทางการเงินของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ผ่านโครงการสินเชื่อ การยกเว้นค่าธรรมเนียมต่างๆ ซึ่งคิดเป็นวงเงินสินเชื่อรวมกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท การลดอัตราดอกเบี้ยรวม 4.7 พันล้านบาท และการคืนเงิน-รางวัลพิเศษ รวม 1.33 พันล้านบาท เป็นต้น
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังประเมินว่า ทั้ง 3 มาตรการ ได้แก่ มาตรการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ประชาชน มาตรการลดภาระผู้ประกอบการ และมาตรการทางการเงินนั้น จะมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ประมาณ 0.7% โดยจะเข้ามาช่วยขยับเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2565
ขณะเดียวกัน ยังคงคาดการณ์ว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2564 จะขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 1% ส่วนในปี 2565 นั้น คาดว่าเศรษฐกิจจะยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่องจากแรงเหวี่ยงของการใช้จ่ายที่ยังมีอยู่ ทำให้ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปีหน้าจะขยายตัวได้ที่ระดับ 4% ซึ่งเป็นอัตราที่น่าพึงพอใจ
โดยทิศทางการบริหารเศรษฐกิจของกระทรวงการคลังเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2565 นั้น จะให้ความสำคัญกับการรักษาแรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจจากการใช้จ่ายภาคครัวเรือนและการท่องเที่ยวภายในประเทศ ผ่านมาตรการสนับสนุนต่างๆ ของภาครัฐ โดยจะมีการประเมินและปรับปรุงรูปแบบมาตรการที่เหมาะสมให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป
นอกจากนี้ จะขับเคลื่อนการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ โดยเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ การขับเคลื่อนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของรัฐ ทั้งในด้านการลงทุนพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ และโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งให้เป็นไปตามแผนงาน ซึ่งภาครัฐจะมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจในปี 2565 กว่า 1.18 ล้านล้านบาท ผ่านโครงการรถไฟฟ้าสายต่างๆ การส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ EEC และเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (SEZ) 10 จังหวัด เป็นต้น
ขณะเดียวกัน จะส่งเสริมเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัปให้เข้าถึงแหล่งทุน รวมถึงขับเคลื่อนเศรษฐกิจตาม BCG Model (Bio-Circular-Green Economic Model) โดยคลังจะสนับสนุนโครงการต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่สังคมพลังงานสะอาด เช่น มาตรการส่งเสริมให้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) การออก Sustainability Bond เพื่อนำเม็ดเงินที่ระดมทุนได้ไปใช้สำหรับโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมหรือโครงการเพื่อพัฒนาสังคม เป็นต้น การสนับสนุนการส่งออกและนำเข้าสินค้า การส่งเสริม Digital Government ในการให้บริการภาครัฐผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์
ขณะที่ “วิจัยกรุงศรี” มองว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมนั้น จะช่วยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงท้ายปีนี้ถึงต้นปีหน้า เพราะเศรษฐกิจยังได้แรงส่งจากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายและการตรึงดอกเบี้ยนโยบายในระดับต่ำอย่างน้อยจนถึงสิ้นปีหน้า
อย่างไรก็ดี “วิจัยกรุงศรี” คาดการณ์เศรษฐกิจในปีหน้ามีแนวโน้มเติบโตที่ 3.7% จากที่ขยายตัว 1.2% ในปีนี้ แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญมาจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ ได้แก่ ความคืบหน้าของการกระจายวัคซีนที่ช่วยหนุนให้ไทยและหลายๆ ประเทศสามารถเปิดประเทศได้กว้างขวางขึ้น การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก รวมถึงมาตรการจากภาครัฐที่จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ ขณะที่ภาคท่องเที่ยวมีทิศทางปรับดีขึ้น แต่ก็ยังมีปัจจัยเสี่ยงและประเด็นท้าทายที่อาจกดดันการฟื้นตัว อาทิ ความไม่แน่นอนของการระบาดของโควิด-19 จากการกลายพันธุ์และผลต่อประสิทธิภาพของวัคซีน และความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ ซึ่งอาจกระทบต่อความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจ เป็นต้น.
ครองขวัญ รอดหมวน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
สร้างเกราะป้องกันไซเบอร์ระดับสากล
ไม่กี่ปีที่ผ่านมา โลกเพิ่งเรียนรู้บทเรียนสำคัญข้อหนึ่งพร้อมกัน ว่าประเทศอาจไม่ได้พังจากระเบิด แต่พังจาก “ข้อมูล” ก็ได้ ตั้งแต่การแฮ็กหน่วยงานรัฐในยุโรปตะวันออกช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน การเจาะระบบโครงสร้างพื้นฐานในสหรัฐ
ลุยบูสต์ตลาดนทท.จีนเต็มสูบ
จากวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ที่สงขลา ทำให้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้าฟื้นฟูและกระตุ้นการท่องเที่ยวในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา หลังภาคการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งใหญ่ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2568
ฝากการบ้านรัฐบาล
โฉมหน้าของรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีมีผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุน พร้อมกันนี้อยากเห็นการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เกิดขึ้นโดยเร็ว เพื่อให้การบริหารประเทศและการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง
เปิดเทรนด์และนิยาม‘การท่องเที่ยว’ปี69
การเดินทางเป็นเรื่องเฉพาะตัวมาโดยตลอด ทว่าในปี 2569 การเดินทางจะเปลี่ยนไปจากแผนการเดินทางเดียวที่เข้ากับผู้ร่วมทริปทุกคนให้เป็นแผนการเดินทางที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะตัวมากยิ่งขึ้น
ถึงเวลาพลิกฟื้น‘เอสเอ็มอี’
ท่ามกลางสัญญาณเศรษฐกิจที่เปราะบาง เศรษฐกิจไทยในปี 2569 ถูกประเมินว่าจะเติบโตเพียง 1.8% สะท้อนการชะลอตัวที่ชัดเจนและต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่ม ASEAN-6 โดยเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษที่อัตราการเติบโตอาจต่ำกว่า 2%
ญี่ปุ่นไม่ถอยชูไทยฐานหลักในอาเซียน
ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังผันผวน ทั้งจากสงครามการค้า นโยบายประเทศมหาอำนาจ และความไม่แน่นอนรอบด้าน การตัดสินใจลงทุนของนักลงทุนต่างชาติถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่า “ประเทศไหนยังน่าเชื่อถือ”

