ถึงเวลาพลิกฟื้น‘เอสเอ็มอี’

ท่ามกลางสัญญาณเศรษฐกิจที่เปราะบาง เศรษฐกิจไทยในปี 2569 ถูกประเมินว่าจะเติบโตเพียง 1.8% สะท้อนการชะลอตัวที่ชัดเจนและต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่ม ASEAN-6 โดยเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษที่อัตราการเติบโตอาจต่ำกว่า 2% หากไม่รวมช่วงวิกฤต ปัจจัยกดดันสำคัญมาจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่กระทบการส่งออก รวมถึงการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ยังไม่เต็มศักยภาพ ภาพรวมดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้สามารถรับมือกับบริบทโลกใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ชี้ว่า หนึ่งในจุดเปราะบางเชิงโครงสร้างที่สำคัญของเศรษฐกิจไทย คือภาคธุรกิจเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นเสาหลักของระบบเศรษฐกิจ แต่กำลังเผชิญภาวะ “ติดหล่ม” จากความสามารถในการแข่งขันที่ถดถอยต่อเนื่อง ทั้งด้านความสามารถในการทำกำไร สถานะทางการเงิน และการยกระดับธุรกิจ ท่ามกลางปัญหาหนี้สะสม ต้นทุนทางการเงินสูง และอัตรากำไรขั้นต้นที่ต่ำ ส่งผลให้การเติบโตของเอสเอ็มอีไม่เพียงชะลอตัว แต่ยังยากต่อการฟื้นตัวด้วยแนวทางเดิม

โดย พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และ Chief Economist ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า Krungthai COMPASS ประเมินเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวที่ 1.8% ชะลอจากปีก่อนหน้า โดยจะเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปีที่จีดีพีโตต่ำกว่า 2.0% หากไม่รวมช่วงวิกฤต โดยภาคการส่งออกของไทยมีแนวโน้มหดตัวลงจากความเสี่ยง Geopolitics ขณะที่การท่องเที่ยวฟื้นตัวช้าจากการสูญเสียตลาดกลุ่มนักท่องเที่ยวเอเชีย

 ทั้งนี้ ในภาวะที่เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลง และมีความท้าทายจากทั้งความเปราะบางเชิงโครงสร้างที่มีอยู่เดิม การขาดความสามารถในการแข่งขันในโลกใหม่ และความท้าทายภาครัฐนั้น ปัจจุบันภาครัฐและภาคเอกชนภายใต้ โครงการ Reinvent Thailand ที่สร้างพลวัตใหม่เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย โดยหนึ่งในทางรอดที่สำคัญคือ การสนับสนุนธุรกิจเอสเอ็มอีใน 6 อุตสาหกรรมเป้าหมายตั้งต้น (Priority Sectors) ได้แก่ เกษตรและแปรรูปอาหาร ยานยนต์ การแพทย์และสุขภาพ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การท่องเที่ยว ค้าปลีกและค้าส่ง ซึ่งมีโอกาสในการยกระดับศักยภาพ พร้อมต่อยอดสู่อุตสาหกรรมใหม่ New S-Curve และกระจายผลบวกต่อเศรษฐกิจไทยได้อย่างทั่วถึง

นอกจากนี้ Krungthai COMPASS สำรวจเอสเอ็มอี โดยใช้ข้อมูลย้อนหลัง 15 ปี จำนวน 160,232 รายใน 6 อุตสาหกรรมเป้าหมายตั้งต้น ภายใต้ โครงการ Reinvent Thailand พบว่าเอสเอ็มอีเผชิญกับภาวะติดหล่ม สะท้อนจากความสามารถในการทำกำไร (Return on Assets) ที่ถดถอยลงในช่วงปี 2553-2567 และเลื่อนสถานะทางธุรกิจ (move up the ladder) ได้ยาก บ่งบอกถึง “ความสามารถในการแข่งขันถูกกัดกร่อน” โดยพบว่าเบื้องหลังการถดถอยของเอสเอ็มอีไม่ได้เป็นเพราะขาดความพยายาม แต่เพราะธุรกิจติดอยู่ใน “วงจรหนี้” ซึ่งแม้ผู้ประกอบการจะพยายามแข่งขันด้านราคาและบริหารจัดการต้นทุนแล้ว แต่รายได้ยังไม่พอรายจ่าย ทำให้ขาดสภาพคล่องและก่อหนี้สะสมจนอัตราส่วนหนี้ต่อทุนสูงกว่ากลุ่มที่ผลประกอบการดีถึง 3-5 เท่า และยังพบว่าจุดอ่อนสำคัญของธุรกิจเอสเอ็มอีคือปัญหา Gross Margin ต่ำกว่ากลุ่มที่ผลประกอบการดีประมาณ 4-10% สะท้อนการขายปริมาณมาก แต่กำไรต่ำ ไม่เพียงพอที่จะทำให้ธุรกิจมีกำไรที่ยั่งยืน

 อย่างไรก็ดี มาตรการช่วยเหลือสภาพคล่องและปรับโครงสร้างหนี้เพื่อฟื้นฟูสุขภาพทางการเงินจึง “จำเป็น” แต่ “ไม่เพียงพอ” เอสเอ็มอีต้อง ผ่าตัดใหญ่ ด้วยการปรับโมเดลธุรกิจมุ่งสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มหรือเจาะตลาดเฉพาะทาง ผ่านการลงทุนเพื่อยกระดับศักยภาพ เพิ่มรายได้และกำไรให้กับธุรกิจอย่างยั่งยืน พร้อมปรับตัวสอดรับบริบทโลกใหม่ โดยในปัจจุบันเอสเอ็มอีสามารถใช้ประโยชน์จากมาตรการต่างๆ ภายใต้ Reinvent Thailand อาทิโครงการ SMEs Credit Boost รวมถึง โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ที่มุ่งสนับสนุนการลงทุน

นอกจากนี้ยังต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคส่วนอื่นๆ และผนวกกับการใช้ประโยชน์จากพลังของเทคโนโลยีและข้อมูลอย่างเต็มขั้นในการเพิ่มโอกาสเอสเอ็มอีเข้าถึงสภาพคล่องและเงินทุน ซึ่งการผ่าตัดใหญ่ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็น “ทางรอด” ที่จะช่วยให้ธุรกิจก้าวข้ามกับดักหนี้ กลับมาเติบโตและสร้างกำไรอย่างยั่งยืน เป็นกระดูกสันหลังที่แข็งแรงของระบบเศรษฐกิจไทยต่อไป.

 

ครองขวัญ รอดหมวน

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แผนแก้ปัญหาคนไม่ตรงกับงาน

ในสังคมไทย เสียงสะท้อนจากทั้งฝั่งผู้ประกอบการและเด็กจบใหม่มักไปในทางเดียวกันคือ "เรียนมาไม่ได้ใช้ ที่ต้องใช้ไม่ได้เรียน" ด้วยปัญหาในกระบวนการทำงาน อันดับแรกๆ คือหลักสูตรในระดับอุดมศึกษาของไทยจำนวนมากมักตามหลังเทคโนโลยีและเทรนด์ธุรกิจโลกอย่างน้อย 3-5 ปี การเรียนการสอนเน้นทฤษฎีในเชิงตำรา ทำให้เมื่อบัณฑิตก้าวเข้าสู่โลกการทำงานจริง องค์กรต้องเสียเวลาและงบประมาณมหาศาลในการ Re-train หรือนับหนึ่งใหม่

โจทย์ใหญ่PDP2026เมื่อผู้ใช้กลายเป็นผู้ผลิต

“ภาวะโลกร้อน” ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และยังมีส่วนสำคัญทำให้เกิดกระแสการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานไปทั่วโลก จากการใช้ฟอสซิลเป็นเชื้อเพลิงหลัก ไปสู่การใช้เชื้อเพลิงที่เกิดจากพลังงานหมุนเวียน ขณะนี้ทั่วโลกต่างก็ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว โดยเฉพาะประเทศไทย รัฐบาลมีนโยบายที่จะมุ่งเน้นการปรับทิศทางพลังงานของประเทศให้มีความมั่นคง ควบคู่กับความยั่งยืนและการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมพลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียนเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ตามรสสงขลา ท่องเที่ยวเชิงอาหาร

การท่องเที่ยวถือว่าเป็นหนึ่งในเครื่องจักรสำคัญที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลคลอดมาตรการต่างๆ ออกมาจูงใจนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเที่ยวเมืองไทย แต่ต้องยอมรับภายในช่วงต้นปี 2569 ที่ผ่านมานั้น อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยแม้ความเชื่อมั่นผู้ประกอบการจะปรับตัวดีขึ้นตามสัญญาณการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ยังต้องเผชิญกับบททดสอบหลายอย่าง ส่งผลให้ภาพรวมการท่องเที่ยวไทยยังคงเป็นภาวะฟื้นตัวแต่เปราะบาง

การตลาดแบบสุขภาพดี-ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หากสังเกตให้ดีจะพบว่า “การวิ่ง” ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมออกกำลังกายอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “สกุลเงิน” รูปแบบใหม่ที่หลายแบรนด์นำมาใช้สร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภค จะเห็นได้ว่าเริ่มเห็นแคมเปญแปลกตาเกิดขึ้นมากมายในตลาด วิ่งครบระยะแลกรับแว่นตา วิ่งสะสมกิโลเมตรแลกนวดสปา วิ่งแลกบริการความงาม วิ่งแลกอาหารสัตว์เลี้ยง หรือแม้แต่วิ่งแลกสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพ คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมธุรกิจที่อยู่กันคนละโลก ตั้งแต่ร้านอาหาร คลินิกความงาม โรงแรม ร้านแว่น ไปจนถึงธุรกิจสัตว์เลี้ยง กลับเลือกใช้ “การวิ่ง” เป็นเงื่อนไขเดียวกันในการมอบรางวัล

‘AI’ กำลังเปลี่ยนตลาดแรงงานโลก

ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์ของโลกการทำงานเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ จากเดิมที่ความกังวลมุ่งไปที่การเข้ามาแทนที่แรงงานของเทคโนโลยี วันนี้โจทย์สำคัญกลับขยับไปสู่คำถามว่า ‘คนทำงาน’ จะต้องปรับตัวอย่างไรเพื่อให้ยังคงมีบทบาทในตลาดแรงงานที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่องค์กรทั่วโลกต่างเร่งนำ AI มาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ ทำให้คุณสมบัติและทักษะที่นายจ้างมองหาจากบุคลากรก็เริ่มเปลี่ยนไปพร้อมกัน