พันธมิตรมะกันในเอเชีย เริ่มหวั่นไหว...หากทรัมป์กลับมา

ประเทศในเอเชียที่เป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ เริ่มจะหวั่นไหวแล้ว..แม้ว่าการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังต้องรอไปอีก 8 เดือน

เหตุแห่งความหวั่นไหวในย่านนี้คือความกลัวว่าโดนัลด์ ทรัมป์ จะกลับมายึดทำเนียบขาวจากโจ ไบเดน ได้สำเร็จ

ทรัมป์มองว่า “พันธมิตร” นั้นเป็นภาระมากกว่าที่จะเป็นประโยชน์ต่อสหรัฐฯ

เพราะทรัมป์มองทุกอย่างจากแง่มุมของผลประโยชน์ระยะสั้น

ใครค้าขายได้ดุลกับสหรัฐฯ ทรัมป์ถือว่าไม่เป็นมิตร

ใครยังรับความช่วยเหลือเป็นดอลลาร์จากวอชิงตัน ทรัมป์ถือว่าเป็นผู้เอาเปรียบอเมริกา

ดังนั้น หากทรัมป์กลับมาจริง นิยามของ “ความร่วมมือทางความมั่นคง” กับประเทศในเอเชียจะเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ

นักการทูตยูโรปเริ่มจะคาดเดาว่า หากโจ ไบเดน แพ้ให้ทรัมป์ รัฐบาลสหรัฐฯ อาจจะถอนออกจาก NATO

ถึงขั้นที่เริ่มมีการพูดคุยกันในยุโรปว่าจะต้องมองอนาคตที่ไม่มีสหรัฐฯ อยู่ในสมการการป้องกันตัวเองแล้ว

ใครที่ได้อ่าน “บันทึกความทรงจำ” ของมาร์ก เอสเปอร์ ซึ่งเคยเป็นรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมภายใต้รัฐบาลยุคก่อน ทรัมป์จับจ้องที่จะถอนทหารสหรัฐฯ ออกจากเกาหลีใต้ตอนที่นั่งเก้าอี้ประธานาธิบดี

แต่คนใกล้ชิดจำนวนหนึ่งคัดค้านอย่างสุดฤทธิ์

ด้วยการขอให้การตัดสินใจเช่นนั้นเป็นเรื่อง "ลำดับความสำคัญสำหรับระยะที่สอง"

ทำให้เกิดคำถามใหญ่ว่า ถ้าทรัมป์กลับทำเนียบขาว และจีนตัดสินใจเข้ายึดเกาะไต้หวัน สหรัฐฯ จะมีจุดยืนอย่างไร

Nikkei Asia รายงานว่า เมื่อเร็วๆ นี้มีการปิดประตูแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างไม่เป็นทางการของนักการเมือง เจ้าหน้าที่ของรัฐ นักการทูต และนักข่าวประมาณ 40 คนจากสหราชอาณาจักรและญี่ปุ่นที่โอดาวาระ ใกล้โตเกียว

เป็นการนัดหมายเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นว่าด้วยฉากทัศน์ของเอเชียในกรณีที่ทรัมป์กลับมาเป็นผู้นำสหรัฐฯ อีกครั้ง

หัวข้อถกแถลงร้อนแรงที่สุดคือเรื่องทรัมป์กับไบเดน

ตัวแทนจากทั้งญี่ปุ่นและสหราชอาณาจักรเห็นพ้องกันว่า ผู้ทั้งสองประเทศต้องเตรียม “แผนสำรอง” ในกรณีที่เกิดความเปลี่ยนแปลงในนโยบายของสหรัฐฯ หลังการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายนนี้

มาตรการที่เสนอในระหว่างการแลกเปลี่ยนประกอบด้วยสามประเด็น

ประการแรก สร้างความสัมพันธ์ขึ้นมาใหม่ทันที ไม่เพียงแต่กับพรรคเดโมแครต แต่ยังรวมถึงพรรครีพับลิกันที่ทรัมป์กำกับควบคุมอยู่ด้วย

ประการที่สอง ติดต่อกับพันธมิตรอื่นๆ ของสหรัฐฯ และประเทศที่มีแนวคิดเดียวกัน เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางการทูตและความมั่นคงระหว่างประเทศที่เป็น “มหาอำนาจกลาง” หรือ Middle Powers

ในเวลาเดียวกัน ผู้เข้าร่วมจำนวนมากเรียกร้องให้เพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันโดยรวมด้วย

เพราะกลัวว่าถ้าอเมริกาถอนความร่วมมือทางทหารออกจากเอเชีย จำเป็นต้องมีการสร้างพันธมิตรในรูปแบบใหม่มาทดแทนทันที

แนวโน้มที่เห็นได้ชัดอย่างหนึ่งคือ การเคลื่อนไหวของประเทศอำนาจขนาดกลางเพื่อยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคงร่วมกันในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก

มีสัญญาณว่าพันธมิตรของสหรัฐฯ และประเทศที่เป็นมิตรกำลังเคลื่อนตัวไปในทิศทางนี้อย่างรวดเร็ว

ตัวอย่างเช่น ในเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นและออสเตรเลียได้ลงนามในข้อตกลงป้องกันประเทศทวิภาคีที่อำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายบุคลากรทางทหารและอุปกรณ์ระหว่างสองประเทศ

เพื่อให้กองทัพของแต่ละประเทศดำเนินการฝึกอบรมร่วมกันได้ง่ายขึ้น การซ้อมรบ ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และปฏิบัติการบรรเทาภัยพิบัติบนดินแดนของกันและกัน

ญี่ปุ่นและออสเตรเลียยังได้เริ่มมองหาทางที่จะส่งเสริมความร่วมมือระหว่างอุตสาหกรรมด้านกลาโหม

ในเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา Mitsubishi Electric ลงนามในสัญญากับกระทรวงกลาโหมของออสเตรเลียเพื่อพัฒนาอุปกรณ์ป้องกันร่วมกัน

โครงการนี้มุ่งเน้นไปที่การสร้างต้นแบบของระบบแจ้งเตือนและเฝ้าระวังโดยใช้เทคโนโลยีเลเซอร์สำหรับติดตั้งในเครื่องบินรบและยานพาหนะ

 นี่ถือเป็นครั้งแรกที่บริษัทญี่ปุ่นได้ทำสัญญาโดยตรงกับรัฐบาลต่างประเทศในด้านการป้องกันประเทศ

อีกประเทศหนึ่งที่ต้องเดือดร้อนคือฟิลิปปินส์

เพราะกำลังเผชิญกับแรงกดดันทางทหารจากจีนในทะเลจีนใต้

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ฟิลิปปินส์จะขยายความร่วมมือด้านความมั่นคงนอกเหนือจากสหรัฐฯ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา

ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ของฟิลิปปินส์ พบกับนายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย แอนโธนี อัลบานีส เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ปีนี้

และลงนามบันทึกความเข้าใจเพื่อกระชับความร่วมมือในด้านความมั่นคงทางทะเลและการป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว

กองทัพของฟิลิปปินส์และออสเตรเลียได้ดำเนินการลาดตระเวนทางทะเลร่วมกันครั้งแรกในน่านน้ำ รวมทั้งทะเลจีนใต้

นอกจากนี้ ในปีนี้ ฟิลิปปินส์วางแผนที่จะติดตั้งขีปนาวุธต่อต้านเรือภาคพื้นดินเป็นครั้งแรกด้วยความร่วมมือกับอินเดีย

เป็นการเพิ่มความระมัดระวังต่อการขยายตัวทางทะเลของจีนมากขึ้น

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ทหารของอินเดียเดินทางเยือนฟิลิปปินส์เพื่อสร้างความคุ้นเคยให้บุคลากรเกี่ยวกับการปฏิบัติการและการบำรุงรักษาระบบขีปนาวุธ

เจ้าหน้าที่ความมั่นคงของฟิลิปปินส์เผยว่า มะนิลาจะขยายความร่วมมือด้านกลาโหมไม่เพียงแต่กับสหรัฐฯ แต่ยังรวมถึงประเทศที่เป็นมิตรอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย อินเดีย และประเทศสำคัญๆ ในยุโรปด้วย

เพราะวางฉากทัศน์เผื่อกรณีทรัมป์กลับมา

เอเชียไม่เหมือนยุโรปที่อย่างน้อยมีเกราะกำบังของ NATO

แต่สำหรับเอเชียแล้ว ความร่วมมือของสหรัฐฯ กับแถบนี้ไม่มีกรอบการทำงานด้านความปลอดภัยพหุภาคี

มีแต่พันธมิตรทวิภาคีระหว่างสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ และฟิลิปปินส์เท่านั้น

แต่หากทรัมป์กลับมา รากฐานของพันธมิตรที่สำคัญเหล่านี้อาจถูกสั่นคลอนถึงแก่นเลยก็ได้

ถามว่าจีนกับรัสเซียดีใจไหมถ้าทรัมป์กลับมาเป็นใหญ่ที่สหรัฐฯ

คำตอบคือยังไม่มีใครรู้ว่าหากทรัมป์กลับมาจริง จะปรับเปลี่ยนนโยบายสหรัฐฯ ต่อสองประเทศนี้อย่างไร

ประธานาธิบดีปูตินของรัสเซียตอบคำถามนักข่าวว่า เขาคิดว่าผู้นำสหรัฐฯ ที่มีพฤติกรรมที่ “คาดเดาได้” ดีกว่าที่จะได้คนที่คาดอะไรไม่ได้

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าปูติน หรือสี จิ้งผิง ของจีนจะสบายใจได้หากโจ ไบเดน แพ้ทรัมป์

เพราะไม่มีใครทำนายได้ว่าทรัมป์สมัย 2 จะยุ่งวุ่นวายกว่าสมัยแรกหรือไม่ อย่างไร!.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’

ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon  โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!

ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568

นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน