กองเชียร์ไม่เยอะ

กระแสข่าวเตรียมปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) เล่นเอารัฐมนตรีว้าวุ่นแล้ว ไม่พอยังลามไปถึงการยกเครื่อง   การทำงานของทีมโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีด้วย

ก่อนหน้านี้นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ได้ให้นโยบายการทำงานกับนายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกฯ  และรองโฆษกประจำสำนักนายกฯ ว่าสามารถชี้แจงข้อมูลของแต่ละกระทรวง หรือตอบโต้ในประเด็นที่มีความคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงได้ 

โดยไม่ต้องยึดติดว่าต้องเป็นรัฐมนตรีจากพรรคที่ตัวเองสังกัดเท่านั้น เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความคล่องตัวในการทำงานมากขึ้น  แต่ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ 

จึงมีรายงานว่า ผู้ใหญ่ในรัฐบาลกำลังมองหาผู้ที่มีความเหมาะสมให้เข้ามาทำหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกฯ คนใหม่ แทนนายชัย     และปรากฎว่ามีชื่อของนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม และอดีต สส.พรรคเพื่อไทย จะมาทำหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกฯ คนใหม่ ค่อนข้างสูง เนื่องจากมีคุณสมบัติที่ความเหมาะสม 

ล่าสุด  “หมอชัย” ขอเคลียร์   ถึงกรณีกระแสข่าวถูกย้ายไปเป็นรัฐมนตรีว่า ผมไม่เห็นกระแสข่าว ไม่มี เพราะผมกองเชียร์ไม่เยอะ

ส่วนกระแสข่าวว่านายจิรายุ  จะมาเป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแทนนั้น  เขา บอกว่า ไม่รู้ ไม่ทราบจริงๆ เป็นเพียงแต่ในข่าว แต่เข้าใจว่าพอมีข่าว กองเชียร์ท่านเยอะก็อยากให้ท่านมา และนายกฯ ยังไม่ได้มีการส่งสัญญาณอะไร ไม่มีแม้กระทั่งภาษากายหรือภาษาท่าทาง

เมื่อถามว่ามีการนำเรื่องไปผนวกกับการโพสต์เฟซบุ๊กในทำนองตัดพ้อ นายชัย กล่าวว่า สิ่งนั้นห้ามไม่ได้อยู่แล้ว สุดแท้แต่คนจะคิด โดยเฉพาะในทวิตเตอร์ เขาคงอยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่คนที่อยากให้ผมทำหน้าที่ต่อ ก็เยอะแยะแต่ไม่ได้อยู่ในโลกโซเชียลฯ ยืนยันว่าไม่ท้อใจ และยังสนุก

 “ไม่กล้าประเมินผลงานตัวเอง ขอให้ประชาชนและสื่อมวลชนเป็นผู้ประเมิน ผมพูดได้แต่เพียงว่ายังทำงานแล้วสนุก ประเมินตัวเองไม่ได้”  โฆษกรัฐบาลขอสยบข่าวเขย่าเก้าอี้ตัวเอง

จริงๆแล้วช่วงเลือกตั้งหากพรรคไทยชนะแลนด์สไลด์ “หมอชัย” คงสมหวังเป็นรัฐมนตรีไปแล้ว  ไม่ต้องมาพักใจในตำแหน่งนี้  (อิอิ)

 

ช่างสงสัย  

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ซื้ออาหารทานเอง'

'ซื้ออาหารทานเอง' กลายเป็นการสร้างเสียงฮือฮาในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ หมอวรงค์ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้สร้างแรงกระเพื่อมใหญ่ในวันแรกที่มีการประชุมสภา วันที่ 15 มี.ค.ที่ผ่านมา เรียกได้ว่าการกลับเข้าสภาในรอบ 12 ปี เริ่มต้นก็จัดหนัก เพราะสิ่งที่ หมอวรงค์ ได้พูดคือเรื่องของอาหารกลางวัน สส.และผู้ช่วย สส. ที่เกี่ยวข้องกับตัว สส.โดยตรง ทำให้หลายคนตอบสนองเรื่องการนำอาหารกลางวันมารับประทานเอง หรือบางส่วนก็ลงไปซื้ออาหารที่โรงอาหารรัฐสภาร่วมกับข้าราชการ หรือบุคลากรที่ทำงานภายในรัฐสภา แต่ที่มีการพูดถึงวงกว้างคือ มีการนำอาหารกลางวันเป็นปิ่นโตเถาใหญ่พกมาจากบ้าน ทำให้โซเชียลแสดงความเห็นในด้านต่างๆ ล่าสุดวันที่ 30 มี.ค. ประธานรัฐสภาเรียกประชุมตัวแทนพรรคการเมืองเพื่อหารือเรื่องดังกล่าว ด้าน หมอวรงค์ ที่ถือได้ว่าเป็นตัวตั้งตัวตีของเรื่องนี้ ก็ได้เข้าร่วมประชุมด้วยเช่นกัน จากนั้นเมื่อประชุมไปได้ประมาณ 1 ชั่วโมง หมอวรงค์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กว่า “การหารือระหว่างประธานสภาฯ และตัวแทนพรรคการเมือง สรุปให้ สส.ซื้ออาหารทานเอง เริ่มต้นได้หลังสงกรานต์” ถือได้ว่าเป็นแรงกระเพื่อมลูกหนึ่งที่ได้มีการขับเคลื่อนในสมัยประชุมนี้ คงต้องรอดูว่าทั้ง หมอวรงค์ หรือ สส.ท่านอื่น จะมีอะไรที่เซอร์ไพรส์อีกบ้าง.

จาริสตาร์ 32

ช่วงที่สถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางยังไม่สิ้นสุด ซึ่งส่งผลกระทบไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่กำลังเผชิญปัญหาพลังงานและน้ำมัน ที่ “นายกฯ หนู-อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ได้ออกมากล่าวขอโทษประชาชนเป็นครั้งแรกในงาน “Meet the Press” ภายใต้หัวข้อ “1 เดือนวิกฤตโลก : แผนรับมือไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม”

ฝ่ายค้านครั้งแรก

ดรามา “ข้าวฟรี สส.” ที่เคยร้อนแรง วันนี้เริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ทำให้คนเสียภาษียิ้มมุมปากได้บ้าง หลัง “หมอวรงค์” สส.พรรคไทยภักดี ออกมาจุดประเด็นซ้ำในช่วงโหวตประธานสภาผู้แทนราษฎร จนเรื่องนี้กลับมาอยู่ในกระแสสังคมอีกครั้ง

ผู้จุดประเด็น

ดรามา “ข้าวฟรี สส.” ที่เคยร้อนแรง วันนี้เริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ทำให้คนเสียภาษียิ้มมุมปากได้บ้าง หลัง “หมอวรงค์” สส.พรรคไทยภักดี ออกมาจุดประเด็นซ้ำในช่วงโหวตประธานสภาผู้แทนราษฎร จนเรื่องนี้กลับมาอยู่ในกระแสสังคมอีกครั้ง

‘ตื่นเต้นนิดๆ’

จบลงไปแล้วสำหรับฤดูกาลเลือกตั้งไทย แต่เรื่องราวที่น่าจดจำยังมีอีกมาก โดยเฉพาะวีรกรรมต่างๆ จากคนในสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ล่าสุดบุคคลระดับบิ๊ก กกต. ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต. ฝ่ายสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย ซึ่งปกติเรามักจะเห็นภาพท่านในมาดนักสืบสวนสุดเนี้ยบ ยอมเปิดใจย้อนรอยเหตุการณ์ระทึกขวัญที่ทำเอาคน กกต.หลายคนนั่งไม่ติดเก้าอี้

‘บ่นแทนประชาชน’

อย่างที่ทราบกันดีว่าตอนนี้เกิดสงครามที่ตะวันออกกลาง จึงทำให้เกิดผลกระทบแทบจะทั่วทั้งโลก ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น เพราะนอกจากจะกระทบกับความเป็นอยู่ของประชาชนแล้ว ยังกระทบถึงคุณภาพชีวิตที่สินค้าขึ้นราคา รวมถึงปัญหาใหญ่คือน้ำมันที่ส่งผลกระทบกับประชาชนทุกคน