"ขึ้นค่าแรง"เอกชนห่วงธุรกิจป่วน

 “การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาททั่วประเทศ” ยังเป็นประเด็นที่น่าจับตามอง เพราะฝั่งรัฐบาลยังคงยืนยันที่จะเดินหน้าตามนโยบาย โดย พิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.แรงงาน ยืนยันชัดเจนว่า ในวันที่ 1 ต.ค.2567 จะมีการปรับขึ้นค่าแรงขึ้นต่ำ 400 บาทแน่นอน แม้ว่าที่ประชุมคณะกรรมการค่าจ้าง (ไตรภาคี) ครั้งล่าสุดจะยังมีความเห็นไม่ตรงกัน และยังไม่ได้ข้อสรุปเรื่องการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาททั่วประเทศ โดยได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมการค่าจ้างระดับจังหวัดกลับไปทบทวนสูตรการคำนวณค่าจ้างขั้นต่ำใหม่

นอกจากนี้ยังต้องหารือกับกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการคลัง หลังจากได้ข้อมูลที่คณะอนุกรรมการระดับจังหวัดส่งเข้ามาที่คณะกรรมการชุดใหญ่ ว่าจะต้องมีแนวทางช่วยเหลือเรื่องอะไรเพิ่มเติมหรือไม่

ซึ่งเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่จะต้องเข้าไปช่วยเหลือผู้ประกอบการด้วยมาตรการทางภาษี รวมไปถึงขอให้กระทรวงพาณิชย์ช่วยคุมราคาสินค้า

ขณะที่ในมุมของ “ภาคเอกชน” ยังคงมีการคัดค้านเกี่ยวกับการเดินหน้านโยบายดังกล่าวอยู่ โดยบางส่วนมองว่าการปรับขึ้นค่าแรงดังกล่าวไม่ใช่การปรับตามกลไกที่ควรจะเป็น แต่เป็นการกระชากค่าจ้างสูงขึ้นไป ซึ่งจะเป็นการซ้ำเติมผู้ประกอบการและเศรษฐกิจ โดย หอการค้าทั่วประเทศ และสมาคมการค้าที่ใช้แรงงานเข้มข้น 52 สมาคม” ได้ออกมาตั้งโต๊ะแสดงจุดยืนคัดค้านเรื่องการปรับขึ้นค่าแรงดังกล่าว เพราะหวั่นคนจะตกงานเพิ่มขึ้น ราคาสินค้าจะปรับตัวสูงขึ้น

พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการ คนที่ 1 หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ระบุว่า การที่รัฐบาลประกาศจะขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาททั่วประเทศนั้น ไม่เหมือนที่คุยกันไว้ในคณะกรรมการค่าจ้าง หากรัฐบาลยืนยันที่จะปรับขึ้นค่าแรงโดยไม่คำนึงถึงหลักเกณฑ์ที่เหมาะสม ภาคเอกชนซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบจำเป็นจะต้องรักษาสิทธิ์ตามกฎหมาย พร้อมทั้งมีการสะท้อนเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวว่า การปรับขึ้นค่าแรงดังกล่าวจะกระทบในหลายส่วน อาจจะทำให้มีคนตกงานเพิ่มขึ้นจนกลายเป็นปัญหาที่รัฐบาลต้องเข้ามาแก้ไข จะส่งผลกระทบกับการลงทุน และอาจลามไปถึงกระทบค่าครองชีพประชาชนจากราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้นด้วย

ส่วนในมุมของ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) มองว่า การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำดังกล่าวสูงกว่าความเป็นจริง และจะเป็นปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจและการลงทุนในประเทศ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันที่ยังมีปัญหาจากปัจจัยหลายประการที่มีความผันผวน เช่น ค่าเงินบาท ราคาพลังงาน และส่งครามการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจในไทยอยู่แล้ว โดย กกร.เห็นด้วยกับการยกระดับรายได้ของแรงงานไทย แต่การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำประจำปี ควรเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด และการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ควรใช้กลไกจากไตรภาคีเป็นผู้พิจารณาให้สอดคล้องกับปัจจัยทางเศรษฐกิจในแต่ละพื้นที่ รวมถึงควรมีการรับฟังความคิดเห็นและศึกษาถึงความพร้อมของแต่ละพื้นที่จังหวัดและประเภทธุรกิจ ตลอดจนภาครัฐควรเข้ามาดูแลค่าครองชีพในการดำรงชีพของแรงงาน เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ภาคแรงงานและประชาชน

ขณะที่ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ออกบทวิเคราะห์ โดยระบุว่า หากมีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 400 บาทต่อวันทั่วประเทศ และมีผลบังคับใช้จริงในเดือน ต.ค.2567 คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนของผู้ประกอบการ โดยภาคธุรกิจจะมีต้นทุนแรงงานเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจากเดิมราว 6% (คำนวณจากข้อมูลปลายปี 2566 ที่มีจำนวนลูกจ้างที่ได้รับค่าจ้างต่ำกว่า 10,000 บาท/เดือน คิดเป็นสัดส่วนราว 37% ของลูกจ้างทั้งหมด) หากแยกตามธุรกิจ พบว่า ธุรกิจที่ใช้แรงงานเข้มข้น (Labor-intensive) เช่น ภาคเกษตร การบริการด้านอื่นๆ งานในครัวเรือนส่วนบุคคล ที่พักแรมและบริการอาหาร และก่อสร้าง จะมีต้นทุนแรงงานเพิ่มขึ้นจากเดิมราว 8-14% ซึ่งสูงกว่าภาคธุรกิจเฉลี่ย

นอกจากนี้กิจการที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัดน่าจะได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำมากกว่าหัวเมืองหลักและหัวเมืองรอง ขณะเดียวกันเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2567 อาจสูงขึ้น 0.1% ซึ่งแรงกดดันเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นคงจะเป็นปัจจัยกดดันการบริโภคภายในประเทศท่ามกลางค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูงอยู่แต่เดิม ส่วนผลบวกต่อการใช้จ่ายของผู้บริโภคจากแรงงานที่ได้รับค่าจ้างเพิ่มขึ้นอาจมีไม่มากนัก ท่ามกลางค่าครองชีพและหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง.

 

ครองขวัญ รอดหมวน

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

จับตา'ส่งออกไทย’อ่วมพิษสงคราม

ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง นับเป็นปัจจัยเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก เนื่องจากภูมิภาคดังกล่าวเป็นแหล่งผลิตพลังงานหลักและเป็นจุดเชื่อมโยงของเส้นทางการค้าระหว่างประเทศ ความขัดแย้งทางการเมืองและความไม่มั่นคงด้านความปลอดภัยส่งผลให้เกิดความผันผวนของราคาน้ำมันดิบ อัตราแลกเปลี่ยน และต้นทุนโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางของการค้าโลก และการเคลื่อนย้ายสินค้าในระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

สงกรานต์ส่อแววหงอย

เมื่อเริ่มเข้าสู่เดือนเมษายนของทุกปี บรรยากาศแห่งความสุขและการรอคอยก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง กับเทศกาล “สงกรานต์” หรือ วันปีใหม่ไทย ถือเป็นช่วงเวลาของวันพักผ่อนหยุดยาวที่หลายคนเฝ้ารอ

‘ตลาดที่อยู่อาศัย’ยังไม่พ้นจุดต่ำสุด

ในปี 2569 ภาพรวมเศรษฐกิจยังคงเผชิญกับแรงกดดันจากปัจจัยเสี่ยงทั้งในและต่างประเทศ โดยเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงจากความไม่แน่นอนของภาวะการเงินโลก ต้นทุนทางการเงินที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงความผันผวนของเศรษฐกิจในหลายประเทศ ขณะเดียวกันเศรษฐกิจภายในประเทศยังฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่งผลให้การใช้จ่ายของภาคครัวเรือนและการลงทุนของภาคเอกชนยังคงอยู่ในกรอบที่ระมัดระวังมากขึ้น

ตั้งWar Roomรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

จากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาค “ตะวันออกกลาง” เริ่มส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะด้านพลังงานและการคมนาคมระหว่างประเทศ ล่าสุดรัฐบาลไทยได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ประเมิน3ฉากทัศน์สงครามอิหร่าน

สถานการณ์ความตึงเครียดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ได้กลายเป็นปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์สำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของภูมิภาคและระบบเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งดังกล่าวไม่เพียงจำกัดอยู่ในมิติทาง

ยกระดับแท็กซี่ไทย

จากบริบทของปัญหาอาชญากรรม และพฤติกรรมไม่เหมาะสมที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการรถแท็กซี่สาธารณะ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและความปลอดภัยของผู้โดยสารในช่วงที่ผ่านมา ปัญหาที่พบ อาทิ การปฏิเสธผู้โดยสาร