
“มีรู…มีหนู ”เป็นอัตลักษณ์สำคัญของ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย
“อนุทิน”เคยบอกว่า เป็นคำพูดเล่นๆ ระหว่างเพื่อนกับผมตั้งแต่เด็ก ผมเป็นคนที่มีบุคลิกค่อนข้างหาทางออกให้ตัวเองให้กับเพื่อนฝูงอยู่เสมอ
เพื่อนๆ จึงแซวตามชื่อเล่นว่า “มีรู มีหนู” หมายถึงหากมีช่องอะไรก็แล้วแต่ ผมสามารถเล็ดลอดออกมาและแก้ไขอุปสรรคได้
แต่ล่าสุด มีฉายาใหม่ คือ “หนูหวานเจี๊ยบ”
หลังเกิดปมร้อน เรื่องนโยบายกัญชา หลัง“ เศรษฐา ทวีสิน” นายกฯ และ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” รมว.สาธารณสุข ส่อนำกลับสู่บัญชียาเสพติด
ทั้งที่ เรื่องกัญชา ทางการแพทย์ สุขภาพและเศรษฐกิจ ถูกบรรจุในนโยบายรัฐบาล ที่นายกฯ แถลงต่อรัฐสภา แล้วก็ตาม
ฉะนั้นกระทรวงสาธารณสุข ทุกกระทรวง และทุกหน่วยงานซึ่งเป็นกลไกของรัฐบาล ต้องมีส่วนร่วมดำเนินการตามนโยบายรัฐบาล ให้บรรลุเป้าหมาย โดยให้สภาฯ ผ่านพ.ร.บ.กัญชามา เป็นเครื่องมือทำให้นโยบายรัฐบาลประสบผลสำเร็จ และป้องกัน ควบคุม ลงโทษผู้กระทำความผิด
อีกด้านก็มีความพยายามโยงว่าจะเรื่องนี้ จะสร้างความขัดแย้งระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยหรือไม่
แต่ “อนุทิน” ก็สยบเรื่องนี้ว่าเป็นเรื่องของการทำงานที่ข้อมูลไม่ตรงกัน ไม่ใช่เรื่องการเมือง พร้อม ยืนยันผ่านบทสัมภาษณ์พิเศษ รายการ “ชั่วโมงข่าวเสาร์อาทิตย์” ทางไทยพีบีเอส ตอนหนึ่งว่า ไม่ได้มีความขัดแย้งต่อกัน นับแต่ที่ทั้ง 2 พรรค จับมือร่วมจัดตั้งรัฐบาล และให้ความเห็นชอบนายเศรษฐาเป็นนายกรัฐมนตรี
“มีคนอยากให้ผมและเพื่อไทยไม่รักกัน เป็นไปไม่ได้ ความขัดแย้ง จบตั้งแต่จับมือตั้งรัฐบาล และยกมือโหวตให้ท่านเศรษฐา ใครจะไปยกมือให้คนที่เราไม่ชอบ คนที่เราเกลียด ให้มาเป็นเจ้านายเราล่ะ มีคนถามทำไมเอาใจนายกฯ ก็เพราะถ้าท่านเศรษฐาอยู่ไม่ได้ อนุทินก็อยู่ไม่ได้ ท่านพ้นนายกฯ ผมก็พ้นจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเหมือนกัน คุณลักษณะของผมก็ “หนูหวานเจี๊ยบ“
ไม่ปะทะ ไม่ขัดแย้ง แถมยังสร้างโอกาส และหาทางออกจากปัญหาได้เสมอ นี่คือคาแรคเตอร์ตามธรรมชาติของ “อนุทิน“
ช่างสงสัย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ซื้ออาหารทานเอง'
'ซื้ออาหารทานเอง' กลายเป็นการสร้างเสียงฮือฮาในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ หมอวรงค์ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้สร้างแรงกระเพื่อมใหญ่ในวันแรกที่มีการประชุมสภา วันที่ 15 มี.ค.ที่ผ่านมา เรียกได้ว่าการกลับเข้าสภาในรอบ 12 ปี เริ่มต้นก็จัดหนัก เพราะสิ่งที่ หมอวรงค์ ได้พูดคือเรื่องของอาหารกลางวัน สส.และผู้ช่วย สส. ที่เกี่ยวข้องกับตัว สส.โดยตรง ทำให้หลายคนตอบสนองเรื่องการนำอาหารกลางวันมารับประทานเอง หรือบางส่วนก็ลงไปซื้ออาหารที่โรงอาหารรัฐสภาร่วมกับข้าราชการ หรือบุคลากรที่ทำงานภายในรัฐสภา แต่ที่มีการพูดถึงวงกว้างคือ มีการนำอาหารกลางวันเป็นปิ่นโตเถาใหญ่พกมาจากบ้าน ทำให้โซเชียลแสดงความเห็นในด้านต่างๆ ล่าสุดวันที่ 30 มี.ค. ประธานรัฐสภาเรียกประชุมตัวแทนพรรคการเมืองเพื่อหารือเรื่องดังกล่าว ด้าน หมอวรงค์ ที่ถือได้ว่าเป็นตัวตั้งตัวตีของเรื่องนี้ ก็ได้เข้าร่วมประชุมด้วยเช่นกัน จากนั้นเมื่อประชุมไปได้ประมาณ 1 ชั่วโมง หมอวรงค์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กว่า “การหารือระหว่างประธานสภาฯ และตัวแทนพรรคการเมือง สรุปให้ สส.ซื้ออาหารทานเอง เริ่มต้นได้หลังสงกรานต์” ถือได้ว่าเป็นแรงกระเพื่อมลูกหนึ่งที่ได้มีการขับเคลื่อนในสมัยประชุมนี้ คงต้องรอดูว่าทั้ง หมอวรงค์ หรือ สส.ท่านอื่น จะมีอะไรที่เซอร์ไพรส์อีกบ้าง.
จาริสตาร์ 32
ช่วงที่สถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางยังไม่สิ้นสุด ซึ่งส่งผลกระทบไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่กำลังเผชิญปัญหาพลังงานและน้ำมัน ที่ “นายกฯ หนู-อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ได้ออกมากล่าวขอโทษประชาชนเป็นครั้งแรกในงาน “Meet the Press” ภายใต้หัวข้อ “1 เดือนวิกฤตโลก : แผนรับมือไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม”
ฝ่ายค้านครั้งแรก
ดรามา “ข้าวฟรี สส.” ที่เคยร้อนแรง วันนี้เริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ทำให้คนเสียภาษียิ้มมุมปากได้บ้าง หลัง “หมอวรงค์” สส.พรรคไทยภักดี ออกมาจุดประเด็นซ้ำในช่วงโหวตประธานสภาผู้แทนราษฎร จนเรื่องนี้กลับมาอยู่ในกระแสสังคมอีกครั้ง
ผู้จุดประเด็น
ดรามา “ข้าวฟรี สส.” ที่เคยร้อนแรง วันนี้เริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ทำให้คนเสียภาษียิ้มมุมปากได้บ้าง หลัง “หมอวรงค์” สส.พรรคไทยภักดี ออกมาจุดประเด็นซ้ำในช่วงโหวตประธานสภาผู้แทนราษฎร จนเรื่องนี้กลับมาอยู่ในกระแสสังคมอีกครั้ง
‘ตื่นเต้นนิดๆ’
จบลงไปแล้วสำหรับฤดูกาลเลือกตั้งไทย แต่เรื่องราวที่น่าจดจำยังมีอีกมาก โดยเฉพาะวีรกรรมต่างๆ จากคนในสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ล่าสุดบุคคลระดับบิ๊ก กกต. ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต. ฝ่ายสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย ซึ่งปกติเรามักจะเห็นภาพท่านในมาดนักสืบสวนสุดเนี้ยบ ยอมเปิดใจย้อนรอยเหตุการณ์ระทึกขวัญที่ทำเอาคน กกต.หลายคนนั่งไม่ติดเก้าอี้
‘บ่นแทนประชาชน’
อย่างที่ทราบกันดีว่าตอนนี้เกิดสงครามที่ตะวันออกกลาง จึงทำให้เกิดผลกระทบแทบจะทั่วทั้งโลก ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น เพราะนอกจากจะกระทบกับความเป็นอยู่ของประชาชนแล้ว ยังกระทบถึงคุณภาพชีวิตที่สินค้าขึ้นราคา รวมถึงปัญหาใหญ่คือน้ำมันที่ส่งผลกระทบกับประชาชนทุกคน

