จะเอาอะไรกับหุ่นเชิด

นายกฯ เศรษฐา ได้ไปต่อ...อีกนิด

วานนี้ (๒๓ พฤษภาคม) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติ ๒ ขยัก

ขยักแรกรับคำร้อง ๔๐ สว. ไว้พิจารณา ๖ ต่อ ๓ เสียง

ไม่รับคำร้องมี ๓ คน คือ

๑.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์

๒.อุดม รัฐอมฤต

๓.สุเมธ รอยกุลเจริญ

ขยักที่สอง ๕ ต่อ ๔ ไม่สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่

๕ ตุลาการที่เห็นว่าไม่จำเป็นต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ประกอบด้วย

๑.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์

๒.อุดม รัฐอมฤต

๓.สุเมธ รอยกุลเจริญ

๔.นภดล เทพพิทักษ์

๕.บรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์

ขณะเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องพิจารณากรณี "พิชิต ชื่นบาน" เพราะความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงไปแล้ว จากการที่เจ้าตัวลาออก

จึงเหลือประเด็นพิจารณาเพียงประเด็นเดียวคือ...

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี (ผู้ถูกร้องที่ ๑) ได้นำความกราบบังคมทูลฯ เพื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายพิชิต ชื่นบาน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (ผู้ถูกร้องที่ ๒) เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทั้งๆ ที่รู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าผู้ถูกร้องที่ ๒ ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากผู้ถูกร้องที่ ๒ เคยถูกศาลฎีกามีคำสั่งจำคุกเป็นเวลา ๖ เดือน ในความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล เป็นบุคคลที่กระทำการอันไม่ซื่อสัตย์สุจริต และมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามรัธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ (๔) และ (๕) เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้งสองสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๗๐ วรรคหนึ่ง (๔) ประกอบมาตรา ๑๖๐ (๔) และ (๕) หรือไม่

สรุปสั้นๆ นายกฯ เศรษฐา รู้อยู่แล้วว่า "พิชิต" มีปัญหาเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ เรื่องจริยธรรมอันดี เพราะเคยมีคำสั่งศาลกรณีละเมิดอำนาจศาล

อีกทั้งสภาทนายความให้ลบชื่อ "พิชิต" ออกจากทะเบียนทนายความ เพราะกระทําผิดข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ.๒๕๒๙

ประพฤติตนอันเป็นการฝ่าฝืนต่อศีลธรรมอันดี หรือเป็นการเสื่อมเสียต่อศักดิ์ศรีและเกียรติคุณของทนายความ

ไม่ว่าคำสั่งศาล หรือมติของสภาทนายความ นายกฯ เศรษฐาสามารถหามาประกอบการแต่งตั้ง "พิชิต" เป็นรัฐมนตรีได้ไม่ยาก เนื่องจากเป็นข้อมูลที่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะ

แต่ก็ยังตั้ง "พิชิต" เป็นรัฐมนตรี

มีส่วนคล้ายกรณี "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ถูกสั่งจำคุก ๕ ปีอยู่ไม่น้อย

คดีดังกล่าว ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาคดีปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว

"ยิ่งลักษณ์" รับรู้การทุจริตในการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ แต่ไม่ดำเนินการยับยั้ง

อีกทั้งมีเสียงเตือนมากมายให้ระวังทั้งจากคนในรัฐบาล ฝ่ายค้าน นักวิชาการ แต่เพิกเฉย และปล่อยให้ดำเนินการต่อ

นายกฯ เศรษฐาจะอ้างว่า ไม่เคยรับรู้คำสั่งศาล และมติสภาทนายความ คงฟังไม่ขึ้น

เพราะมีความพยายามแต่งตั้ง "พิชิต" เป็นรัฐมนตรีมาแล้ว ตั้งแต่เมื่อครั้งจัดตั้งรัฐบาลใหม่ๆ แต่ยังไม่กล้าดำเนินการเพราะเกรงจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ

ถึงได้ส่งเรื่องไปถามคณะกรรมการกฤษฎีกา

แต่ก็ถามในประเด็นที่ไม่ใช่ปัญหา

แม้คดีนี้ศาลรัฐธรรมนูญไม่สั่งให้นายกฯ เศรษฐาหยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่ไม่ได้หมายความว่า จะรอด!

กรณีศาลรัฐธรรมนูญสั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หยุดปฏิบัติหน้าที่นั้นเป็นเรื่องเข้าใจได้

ประเด็นเรื่องเงื่อนเวลาการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หากปรากฏในภายหลังว่า พล.อ.ประยุทธ์ ดำรงตำแหน่งมาครบ ๘ ปีแล้ว โดยที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ อาจมีปัญหาความชอบด้วยกฎหมายในการปฏิบัติหน้าที่นายกฯ ตามมาในภายหลังได้

แต่กรณีนายกฯ เศรษฐา แม้หลังจากนี้ หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่ง ก็ไม่กระทบกับบรรดาคำสั่งและข้อสั่งการต่างๆ ที่สั่งการในนามของนายกรัฐมนตรี ก่อนที่จะมีคำวินิจฉัยของศาล

ขณะเดียวกันบรรดาคำยืนยัน ยืนกรานจากคนที่มีบทบาทสูงในรัฐบาลว่า การตั้ง "พิชิต" ถูกต้องแล้ว จะเป็นเครื่องยืนยันในศาลถึงการกระทำของนายกฯ เศรษฐา บนพื้นฐานการรับรู้ คำสั่งศาลคดีถุงขนม และมติของสภาทนายความ

ฉะนั้นยิ่งยืนยันก็ยิ่งดิ้นไม่หลุด!

เช่น "นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช" เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่บอกว่า

"...ง่ายๆ เรื่องตรงไปตรงมา เราทำถูกต้องทุกอย่าง เท่านั้นเอง เพียงแต่ต้องนำหลักฐานและคนที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง..."

"...ขอยืนยันว่าเราทำถูกต้องทั้งหมด และในกระบวนการไม่น่าจะมีปัญหาอะไร..."

รวมทั้ง "ภูมิธรรม เวชยชัย" รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ที่ให้สัมภาษณ์ว่า

"...ไม่มีอะไรน่ากังวล ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ และนายกฯ ได้พิจารณาเรื่องต่างๆ ตามกรอบหน้าที่ และเป็นไปตามที่หน่วยงานต่างๆ ให้ข้อมูล..."

น่าแปลกใจ ทั้งหมดนี้เป็นการยืนยันว่าทำถูกต้อง แต่ย้อนแย้งกับการลาออกของ "พิชิต" ที่เกรงว่าจะลากเอานายกฯ เศรษฐา พ้นตำแหน่งไปด้วย

ถ้าถูกต้องจริง ทำไม "พิชิต" ถึงไม่อยู่ต่อ

และการลาออกของ "พิชิต" ก็มิได้เป็นการตัดสินใจด้วยตัวเอง

เพราะไม่มีสิทธิที่จะตัดสินใจ

คนที่อยู่เบื้องหลังต่างหาก คือคนที่ตัดสินใจเรื่องราวทั้งหมด

ตั้งแต่การตั้ง "พิชิต" เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ไปจนถึงการบอกให้ "พิชิต" ออก

เช่นเดียวกัน...วันนี้ นายกฯ เศรษฐา ยังคงปฏิบัติหน้าที่้ต่อไป แต่แทบไม่ต่างจากหยุดปฏิบัติหน้าที่สักเท่าไหร่

เพราะไม่ใช่นายกฯ ตัวจริง

และไม่ว่าใครมาเป็นนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ ก็จะตกในสถานการณ์เดียวกัน

ไม่ว่าจะเป็น...

แพทองธาร ชินวัตร

ชัยเกษม นิติสิริ

หรือข้ามพรรคไปเป็น "อนุทิน ชาญวีรกูล" ซึ่งมีความเป็นไปได้น้อยมาก

ก็จะตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับนายกฯ เศรษฐา

คือเป็นหุ่นเชิด!.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แผน 'ล้าง' ก้าวไกล?

ข่าวล่า มาไว ตามแทบไม่ทัน ก็เรื่องที่ว่าพรรคเพื่อไทยตั้งธงแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตัด สส.ปาร์ตี้ลิสต์ ออกจากสารบบ เพื่อขวางก้าวไกลไม่ให้ชนะเลือกตั้งแลนด์สไลด์ในการเลือกตั้งครั้งถัดไป

ครบ ๙๒ ปีชิงอำนาจ

๒๔ มิถุนายน บรรจบมาอีกครั้ง ครบรอบวันเปลี่ยนแปลงการปกครองทีไร ต้องนึกถึง หนังสือ "เบื้องแรกประชาธิปตัย"

คดี ๑๑๒ ควรจบแบบไหน

เป็นความคิดที่ดี "โบว์-ณัฏฐา มหัทธนา" นักกิจกรรม นักเคลื่อนไหว พิธีกรรายการข่าว มีข้อเสนอที่น่าสนใจ โพสต์ข้อความผ่านสื่อโซเชียล

ยุคไม่รู้ใครปราบโกง

เรามาถึงจุดนี้กันได้อย่างไร? ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อครับ ประเทศไทยมีหน่วยงานปราบโกงเยอะจนสับสนวุ่นวาย ไม่รู้ว่าใครต้องปราบโกงอะไร หรือปราบใคร

นักกู้ผ้าขาวม้าพันคอ

เริ่มไปแล้วครับ... วานนี้ (๑๙ มิถุนายน) สภาผู้แทนราษฎร ถกร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ วงเงิน ๓.๗๕ ล้านล้านบาท เป็นวันแรก

'ทักษิณ' บุคคลต้องห้าม

ว่าไปตามกระบวนการ "นักโทษชายทักษิณ" ได้ประกันตัว ตีราคา ๕ แสนบาท กลับไปนอนบ้านจันทร์ส่องหล้า