ความท้าทายสำคัญประการหนึ่งสำหรับรัฐบาลในปีนี้คือจำนวน “คนจน” ที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนจากวิกฤตโควิด-19 และยุทธศาสตร์ชาติที่ไม่สามารถบริหารปัญหานี้อย่างเป็นระบบ
รายงานของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้วิเคราะห์สถานการณ์ความยากจน และความเหลื่อมล้ำในปี 2563 ระบุว่า
สัดส่วนคนจนเพิ่มขึ้นจาก 6.24% ในปี 2562 เป็น 6.84% ในปี 2563 หรือมีคนจนเพิ่มขึ้น 5 แสนคน จาก 4.3 ล้านคน เป็น 4.8 ล้านคน
เป็นผลจากการระบาดโควิด-19 ที่กระทบต่อเศรษฐกิจ การจ้างงานอย่างรุนแรง
เศรษฐกิจไทยในปี 2563 หดตัวลง 6.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่ขยายตัว 2.3%
ส่งผลกระทบต่อการจ้างงานในวงกว้าง โดยในปี 2563 มีผู้ว่างงาน 6.51 แสนคน
คิดเป็นอัตราการว่างงาน 1.69% เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่มีผู้ว่างงานจำนวน 3.73 แสนคน หรือคิดเป็นอัตราการว่างงาน 0.98%
รายงานนี้ตั้งข้อสังเกตว่า แม้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 จะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง แต่จำนวนคนจนที่คำนวณจากคนที่มีค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตต่ำกว่าเส้นความยากจน (ต่ำกว่า 2,762 บาทต่อคนต่อเดือน) กลับมีจำนวนเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย
แต่นั่นเป็นเพราะมาตรการที่เอาเงินภาษีประชาชนมาแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
ส่วนหนึ่งเป็นผลจากมาตรการช่วยเหลือเยียวยาที่รัฐบาลได้ดำเนินการตลอดช่วงระยะเวลาของผลกระทบ เช่น โครงการเราไม่ทิ้งกัน
ถ้าอ่านรายงานนี้ลงไปถึงรายละเอียดจะพบด้วยว่า ขณะที่ภาพรวมครัวเรือนทั้งประเทศมีความเปราะบางเพิ่มขึ้น เพราะมีความสามารถหารายได้ลดลง
ซึ่งสะท้อนจากชั่วโมงการทำงานที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี
และกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ลดลงมาอยู่ที่ระดับต่ำกว่าช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่หนี้สินครัวเรือนสูงขึ้นมาก และเงินออมในกลุ่มผู้มีรายได้น้อยมีแนวโน้มลดต่ำลง
ทำให้พบว่า ในปี 2563 มีครัวเรือนยากจนเพิ่มขึ้นจาก 1.31 ล้านครัวเรือน อยู่ที่ 1.4 ล้านครัวเรือน
เมื่อพิจารณาความยากจนตามระดับความรุนแรง พบว่า ที่เพิ่มขึ้นมากคือ “คนยากจนมาก” เพิ่มขึ้นถึง 3.3 แสนคนจากปีก่อน หรือเพิ่มขึ้น 25.8%
ขณะที่ “คนจนน้อย” เพิ่มขึ้น 0.9 แสนคน หรือเพิ่มขึ้น 2.95%
รายงานของสภาพัฒน์ชี้ให้เห็นว่า คนจนที่มีความรุนแรงของปัญหาความยากจนเพิ่มขึ้นสอดคล้องกับตัวชี้วัดช่องว่างความยากจน
นอกจากนี้ยังพบว่าคนจนส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ ภาคเหนือ ภาคกลาง และกรุงเทพมหานคร (กทม.) ตามลำดับ
โดยกระจุกตัวอยู่ในภาคใต้ 11.60% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 11.50% และภาคเหนือ 6.83%
โดยสาเหตุส่วนหนึ่งเป็นปัญหาด้านโครงสร้างการผลิตที่ส่วนใหญ่คนภาคตะวันออกเฉียงเหนือประกอบอาชีพเกษตรและเป็นแรงงานนอกระบบ ทำให้มีรายได้ไม่แน่นอน
ส่วนภาคใต้มีปัญหาความรุนแรงขึ้นจากพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้
และถ้าเรียงลำดับ 10 จังหวัดจนสูงสุดจะพบว่า “ปัตตานี” จนเพิ่ม 1.5 เท่า
จังหวัดที่มีสัดส่วนคนจนสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ ปัตตานี แม่ฮ่องสอน นราธิวาส กาฬสินธุ์ ระนอง นครราชสีมา นครพนม ตาก ยะลา ศรีสะเกษ
โดยจังหวัดปัตตานีมีสัดส่วนคนจนติดในอันดับสูงสุด 10 อันดับแรก ร่วม 17 ปี ตั้งแต่ปี 2547-2563
ปี 2563 มีสัดส่วนคนจนเพิ่มขึ้น 1.5 เท่า
ขณะที่อีก 6 จังหวัดมีปัญหา “ความยากจนเรื้อรัง”
ได้แก่ แม่ฮ่องสอน นราธิวาส กาฬสินธุ์ ตาก นครพนม และศรีสะเกษ โดยมีสัดส่วนคนจนอยู่ในลำดับสูงสุด 10 อันดับแรกเกือบทุกปี ระหว่างปี 2543-2563
ขณะเดียวกันก็พบว่าค่าใช้จ่ายต่อครัวเรือนเพิ่มขึ้นด้วย
เมื่อพิจารณาค่าใช้จ่ายของครัวเรือนยากจนในปี 2563 พบว่าเฉลี่ยอยู่ที่ 9,183 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน มีค่าใช้จ่ายในการชำระหนี้สินเฉลี่ย 1,275 บาทต่อเดือน รวมเป็นค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น 10,458 บาทต่อเดือน เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่มีรายจ่ายรวม 9,679 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน
แบ่งเป็นค่าใช้จ่ายอุปโภคบริโภค 8,382 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน และเพื่อการชำระหนี้ 1,297 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน
โดยเป็นหนี้สินกู้ยืมเพื่อทำการเกษตร 42% กู้ยืมเพื่ออุปโภคบริโภคในครัวเรือน 40%
รายงานนี้ยอมรับว่ามีความเหลื่อมล้ำ "การศึกษา-หลักประกันสุขภาพ"
สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำด้านรายจ่ายมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เป็นผลจากโควิด-19 ทำให้รายจ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคสูงขึ้น
ด้านโอกาสทางการศึกษามีทิศทางดีขึ้นในเกือบทุกระดับชั้น มีเพียงระดับอนุบาลมีอัตราการเข้าเรียนลดลง 76.4% เป็นผลกระทบจากโควิด-19
อย่างไรก็ตาม การเข้าศึกษาต่อในระดับสูงยังคงเป็นประเด็นน่าติดตาม
มีแนวโน้มทำให้นักศึกษาในกลุ่มครัวเรือนที่ยากจนมีโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาระดับสูงได้น้อยลง
และโอกาสในการหลุดนอกระบบการศึกษาที่เพิ่มขึ้นจากปัญหาเศรษฐกิจ
เช่นเดียวกับความเหลื่อมล้ำในการเรียนรู้เกิดจากโควิด-19 ทำให้การเรียนการสอนในห้องเรียนไม่สามารถทำได้ ต้องผ่านแพลตฟอร์มการเรียนรู้อื่น
ครัวเรือนที่ยากจนต้องแบกภาระมากกว่ากลุ่มครัวเรือนที่ร่ำรวย นอกจากนี้ยังมีความเหลื่อมล้ำด้านคุณภาพการศึกษาระหว่างกลุ่มโรงเรียน ขนาดของโรงเรียน ที่ตั้งและภูมิภาค
รายงานนี้บอกว่า ด้านการเข้าถึงหลักประกันสุขภาพมีความครอบคลุมประชากรเกือบทั้งประเทศ
แต่ยังมีความเหลื่อมล้ำด้านคุณภาพบริการระหว่างพื้นที่ จากการกระจุกตัวของบุคลากรทางการแพทย์ ครุภัณฑ์การแพทย์ พบว่า กรุงเทพฯ เขตปริมณฑล และจังหวัดใหญ่ในภูมิภาคมีความพร้อมมากกว่าในเขตภูมิภาคและจังหวัดที่ห่างไกล
ทั้งหมดนี้จะนำไปสู่กับปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ของชาติในการแก้ปัญหา “ความยากจนซ้ำซาก” ได้อย่างไร หลังโควิด-19 ซาลงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันทุกขั้นตอนจริงๆ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยุค‘ประโยชน์นิยม’ ชัยวุฒิซัดข้ามขั้วแบ่งเค้ก ยศชนันโอดกาสิโนหลอน
“อนุทิน" โต้เดือด "หยุ่น-วีระ" ลั่นชัดเจน "สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ" คนของ "ภูมิใจไทย"
สื่ออาวุโสลืมหน้าที่ ‘หยุ่น-วีระ’ มาตรฐานที่หายไปในดงส้ม
การวิจารณ์นักการเมืองไม่ใช่เรื่องผิด และการตั้งคำถามกับพรรคการเมืองก็เป็นหน้าที่ปกติของสื่อมวลชน
แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’
ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!
มีแม้วไม่มีเรา! วัดใจจุดยืน 'พรรคส้ม' หลังทักษิณขีดเส้นแบ่งข้างทุกเวทีแล้ว
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่า "พรรคส้มกล้าไหม? มีแม้วไม่มีเรา!
ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน


