ผมอ่านเจอคำประกาศนี้ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ว่าปีนี้ “งบประมาณไม่เพียงพอ” ในการรับสมัครเยาวชนเข้าร่วมโครงการรุ่นที่ 25 สำหรับ “โครงการพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” แล้วก็ตกใจไม่น้อย
วันต่อมาก็มี “คำชี้แจง” ว่าเพราะสถานการณ์โควิดและงบประมาณจึงพิจารณา “ทบทวน” แนวทางในการดำเนินการให้เหมาะสมในการรับสมัครสำหรับทุนปี 2566
แม้จะมีคำชี้แจง แต่ก็ยังอดเป็นห่วงไม่ได้ว่าการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างเด็กไทยให้มีโอกาสแข่งขันในระดับโลกน้อยกว่าการซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ได้อย่างไร
ทั้งๆ ที่งบของโครงการ JSTP นี้เป็นเพียงเศษเสี้ยวของงบกลาโหม
ผมจึงชวนศิษย์เก่าโครงการนี้มาสนทนาด้วย (ติดตามชมใน Suthichai Live ทาง FB Live และ YouTube Live คืนนี้ 19.30 น.)
เด็กไทยที่เคยผ่านโครงการนี้ต่างยืนยันตรงกันว่า JSTP ช่วยให้พวกเขาและเธอได้ทดลองทำในสิ่งที่ฝันจะทำในทุกรูปแบบ
เป็นโครงการที่หวังว่าวันหนึ่งประเทศไทยจะไปถึง “รางวัลโนเบล” ได้
แม้จะไปไม่ถึง แต่ก็เป็นเป้าหมายที่เยาวชนไทยควรจะต้องพยายามไขว่ขว้าให้ได้
อีกทั้งโครงการนี้ก็ได้สร้างโอกาสให้เยาวชนไทยก้าวเข้าสู่สถาบันการศึกษาระดับสูงกันมากมาย
เป็นการสร้างชุมชนคนรุ่นใหม่ที่มีคุณค่าไปตลอดชีวิตสำหรับทั้ง 24 รุ่นที่ผ่านมา
ศิษย์เก่ากลุ่มนี้ได้ปรึกษาหารือกันแล้ว มีมติว่าจะเดินหน้าร่วมกันพยายามกอบกู้ให้โครงการนี้ยังเดินหน้าต่อไปเพื่อประโยชน์ของเยาวชนรุ่นต่อๆ ไป
เพราะหากปราศจากการสนับสนุนของรัฐและเอกชนแล้ว การสร้าง “มันสมอง” ของคนรุ่นต่อไปก็จะสิ้นหวังทันที
ผมเห็นข้อความนี้จากคุณอาจวรงค์ ป๋องแป๋ง จันทมาศ ทางเฟซบุ๊กเกือบจะทันทีว่า
“ด่วน! โครงการ JSTP ไม่เปิดรับ เนื่องจากงบประมาณปี 2565 ไม่เพียงพอ...โครงการนี้ได้สร้างนักวิจัยและอาจารย์รุ่นใหม่ๆ มาแล้วหลายต่อหลายคน นับว่าเป็นหนึ่งในโครงการด้านการศึกษาที่มีประโยชน์มาก...”
ต่อมาเห็นความเห็นของคุณเรืองโรจน์ “กระทิง” พูนผล ว่า
“เจอข่าวนี้พร้อมกันรวมกับหลายๆ ข่าวในช่วงเวลานี้มันทำให้รู้สึกเศร้าใจและหมดหวังในอนาคตของประเทศนี้ลงไปอีกเยอะเลย...
“วิสัยทัศน์ในการมองอนาคตให้ขาด + วางยุทธศาสตร์ที่ทั้งอ่านภาพอนาคตที่คมและขาด แต่ยืดหยุ่นเพียงพอในการปฏิบัติตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป + ความสามารถและความกล้าหาญในการจัดสรรทรัพยากรและขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่องในทิศทางเดียวกัน และความกล้าหาญในการตัดสินใจ และที่สำคัญที่สุดคือการสร้างทรัพยากรบุคคล รวมทั้ง upskill คนทั้งประเทศเพื่อตอบโจทย์โลกธุรกิจในอนาคตที่จะเร็วและแรงกว่าปัจจุบันเยอะมากๆ
“บอกตรงๆ ว่ามองไม่เห็นสิ่งเหล่านี้แบบเป็นรูปธรรมเลยในช่วงเวลาเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา
“และยังมองไม่เห็นเลยว่าอีก 5-10 ปีข้างหน้าในอนาคตที่ประเทศไทยเราต้อง play catch-up game แล้วเราจะสู้ได้ยังไงในระดับ macro
“ขนาดวิ่งอย่างสุดแรงแข่งกับเพื่อนบ้านในหลายๆด้านต่อให้เริ่มตั้งแต่ปีนี้ก็ยังอาจจะไม่ทันในหลายๆด้านเลย...”
คุณกระทิงยืนยันว่าโดยส่วนตัวแล้วสุดท้ายก็จะยังสู้สุดใจต่อไปเพื่อผลักดันในหลายๆ ด้านที่ตัวเองเชื่อมั่น และจะทำมากขึ้นและทำเต็มที่ แต่สุดท้ายการขยับในระดับ macro
“ถ้าไม่มีการขยับแบบ move heaven & earth จากภาครัฐยังไงมันก็แทบจะเป็น mission impossible อยู่ดี...”
อีกท่านหนึ่งที่แสดงความกังวลคือ คุณหมอมานพ พิทักษ์ ภากร แห่งศิริราช เขียนในทวิตเตอร์ว่า
“อ่านข่าว สวทช.ต้องยกเลิกทุนพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์ของเด็ก เพราะไม่มีงบ แต่ ครม.กลับอนุมัติซื้อเครื่องบินรบหมื่นกว่าล้านแล้วก็เศร้า...”
ว่าแล้วท่านก็เอาสถิติและชาร์ตของต่างชาติมาตอกย้ำว่า
Failure of empire typically begins with decline in education
แปลว่าความล้มเหลวของจักรวรรดิ (แต่โบราณ) นั้นมักจะเริ่มด้วยการถดถอยของการศึกษา
หมอมานพเล่าว่า งบวิจัยปีงบประมาณนี้ก็อยู่ในสถานการณ์เดียวกัน
คือโดนตัดงบไปเยอะมาก
คุณหมอบอกว่าดูด้านนี้มา 3 ปี งบลดลงไป 35%
แล้วจะสร้างความรู้ พัฒนานวัตกรรมได้ยังไง
“ขนาดแล็บผมเอง มีปัญหาเรื่องทุนวิจัยน้อยกว่าท่านอื่นยังรู้สึกได้ กลุ่มวิจัยอื่นน่าจะหนัก โดยเฉพาะนักวิจัยรุ่นใหม่ๆ”
ต่อจากนั้นผมก็ได้อ่านความเห็นของอาจารย์อีกท่านหนึ่งเป็นประสบการณ์ของนักวิชาการที่บอกว่า
ทุกวันนี้นโยบายและวิธีปฏิบัติของประเทศยังสวนทางกัน
ท่านถามว่าทำไมประเทศไทยจึงไม่ให้ความสำคัญในการพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยที่มีศักยภาพให้เก่งขึ้น
เพราะการสร้างทรัพยากรมนุษย์ของประเทศและสังคมไทย เป็นเรื่องสำคัญที่ควรจะทำก่อนจะพัฒนาในด้านอื่นๆ
ภาวะเศรษฐกิจในช่วงการระบาดของโควิดเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่ควรจะไปประหยัดและตัดงบประมาณด้านอื่นๆ มาใช้ในโครงการนี้มากกว่าการตัดลดงบประมาณของโครงการนี้
“ประเทศไทยกำลังขาดคนเก่งที่มีทักษะระดับสูงในเกือบทุกด้าน ทำให้ไม่สามารถจะพัฒนาประเทศได้เร็วขึ้นและมากขึ้น จึงติดกับดักรายได้ปานกลางมานานนับสิบปี เพราะในอดีตเราไม่ได้สนใจสร้างคนเก่งอย่างจริงจังและเพียงพอ”
อาจารย์บอกว่าตอนนี้ประเทศไทยจึงมีนโยบายจะดึงคนเก่งจากทั่วโลกมาช่วยพัฒนาประเทศ ซึ่งจะต้องเสียค่าใช้จ่ายและต้นทุนที่สูงกว่ากันมาก
เช่นเดียวกับการเสียเงินซื้อความรู้และเทคโนโลยีที่แพงจากต่างประเทศแทนที่จะพัฒนาขึ้นเอง พร้อมกับการสร้างงานให้คนไทยทำ
การไม่ให้ความสำคัญในการพัฒนาเด็กเยาวชนและคนไทยให้เก่งขึ้นและตัดลดงบประมาณลง จนต้องหยุดโครงการพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสำหรับเด็กและเยาวชน รุ่นที่ 25 นี้ แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยยังมีนโยบายและวิธีปฏิบัติที่สวนทางกัน
“และยังไม่ได้ให้ความสำคัญในการพัฒนาเด็ก เยาวชน และคนไทยให้เก่งขึ้น เพื่อทำงานให้ประเทศชาติและสังคมไทยอย่างจริงจัง ซึ่งจะสร้างผลกระทบและความเสียหายในการพัฒนาประเทศและสังคมไทยต่อไปในอนาคต”
ความเห็นจากผู้คนวงการต่างๆ อย่างนี้เป็นการตอกย้ำว่า ถ้านายกรัฐมนตรีไม่ลงมาแก้ปัญหานี้อย่างจริงจังก็คงจะเป็นจุดเริ่มต้นของความล้มเหลวของชาติจริงๆ!.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยุค‘ประโยชน์นิยม’ ชัยวุฒิซัดข้ามขั้วแบ่งเค้ก ยศชนันโอดกาสิโนหลอน
“อนุทิน" โต้เดือด "หยุ่น-วีระ" ลั่นชัดเจน "สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ" คนของ "ภูมิใจไทย"
สื่ออาวุโสลืมหน้าที่ ‘หยุ่น-วีระ’ มาตรฐานที่หายไปในดงส้ม
การวิจารณ์นักการเมืองไม่ใช่เรื่องผิด และการตั้งคำถามกับพรรคการเมืองก็เป็นหน้าที่ปกติของสื่อมวลชน
แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’
ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!
มีแม้วไม่มีเรา! วัดใจจุดยืน 'พรรคส้ม' หลังทักษิณขีดเส้นแบ่งข้างทุกเวทีแล้ว
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่า "พรรคส้มกล้าไหม? มีแม้วไม่มีเรา!
ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน


