บันทึกหน้า 4

ความเคลื่อนไหวตลาดการเมืองเรื่องการย้ายพรรค-หาพรรคสังกัด ในช่วงนับถอยหลังเตรียมเข้าสู่การเลือกตั้ง เป็นไปอย่างคึกคักมากขึ้นเรื่อยๆ ในส่วนของ พรรคประชาธิปัตย์ ที่อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ปชป. คิกออฟแคมเปญ เชิญชวนประชาชนสมัครเป็นสมาชิกพรรค ปชป. และผู้สมัคร สส.ทั่วประเทศ ที่คิกออฟไปเมื่อ 6 พ.ย.ที่ผ่านมา ภายใต้ชื่อแคมเปญ “สส.ที่ดี คุณก็เป็นเองได้” ถือว่าเป็นความพยายามของพรรค ปชป.ยุคอภิสิทธิ์ที่ต้องการสร้างพรรคขึ้นมาใหม่ เปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้าถึงได้ ที่คงต้องใช้เวลาสักระยะในการฟื้นฟูพรรค หลังปัญหาเรื่อง “เลือดไหลออก” จากพรรค ปชป.ยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง

ล่าสุดก็คือ กลุ่มเพื่อนเฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตหัวหน้าพรรค ปชป. ที่ลาออกจากพรรค ปชป.ไปเพื่อเตรียมมูฟไปอยู่กับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่พรรคกล้าธรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับการเมืองไทยไม่บ่อยครั้งนัก ที่อดีตหัวหน้าพรรค-อดีตเลขาธิการพรรคจะออกจากพรรค ปชป. ไปในเวลาเดียวกัน และออกไปอยู่พรรคการเมืองใหม่พร้อมๆ กัน เพราะไม่ใช่แค่เฉลิมชัยที่ออกไปอยู่กล้าธรรม แต่ เดชอิศม์ ขาวทอง สส.สงขลา และอดีตเลขาธิการพรรค ปชป. อดีต รมช.มหาดไทย ก็เกาะกลุ่มกันไปด้วยกันทั้งทีม..

โดยพบความเคลื่อนไหวของกลุ่มเฉลิมชัยหลังมีข่าวออกจากพรรค ปชป.ไป ก็พบว่าเมื่อวันที่ 5 พ.ย.ที่ผ่านมา นายเฉลิมชัยเดินทางลงพื้นที่ จ.ปัตตานี และมีโอกาสได้พบกับนายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รมช.เกษตรและสหกรณ์และ สส.นราธิวาส พรรคกล้าธรรม ถือเป็นการส่งสัญญาณถึงการเตรียมร่วมงานทางการเมืองในอนาคตกับกลุ่มเพื่อนเฉลิมชัยกว่า 11 คน สำหรับกลุ่มเพื่อนเฉลิมชัยทั้ง 11 คนประกอบด้วย ประมวล พงศ์ถาวราเดช สส.ประจวบคีรีขันธ์, จักพันธ์ ปิยพรไพบูลย์ สส.ประจวบคีรีขันธ์, เดชอิศม์ ขาวทอง สส.สงขลา, สุภาพร กำเนิดผล สส.สงขลา, ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง สส.สงขลา, ชาตรี หล้าพรหม สส.สกลนคร, วุฒิพงษ์ นามบุตร สส.อุบลราชธานี, สุพัชรี ธรรมเพชร สส.พัทลุง, ยุทธการ รัตนมาศ สส.นครศรีธรรมราช, พลตำรวจตรีสุรินทร์ ปาลาเร่ สส.สงขลา และยูนัยดี วาบา สส.ปัตตานี...

มีความเห็นเชิงวิชาการที่น่ารับฟัง และชวนให้ขบคิดกัน นั่นก็คือ จากกรณี ครม.เศรษฐกิจเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ไฟเขียวซื้อหนี้ NPL จากแบงก์ 4.76 ล้านบัญชี เรื่องนี้ รศ.ดร.ชิดตะวัน ชนะกุล อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า นโยบายซื้อหนี้รายย่อยมองผิวเผินอาจเป็นไปเพื่อแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน แต่ความจริงแล้วจะนำมาซึ่งหายนะทางเศรษฐกิจ พร้อมกับลงรายละเอียดว่า ประการแรก การปรับโครงสร้างหนี้โดยสถาบันการเงินของรัฐ เช่น ลดเงินต้น ยกเว้นดอกเบี้ยทั้งหมด การปิดบัญชีและตัดเป็นหนี้สูญ ฯลฯ ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลประกอบการของสถาบันการเงินของรัฐแต่ละแห่ง ทำให้ในที่สุดประชาชนทุกคนทั้งที่เข้าร่วมและไม่ได้เข้าร่วมโครงการต้องร่วมกันรับผิดชอบผ่านการจ่ายภาษี นอกจากนี้ยังส่งผลให้หนี้สาธารณะของประเทศเพิ่มสูงขึ้นด้วย ประการต่อมา โครงการนี้ประมาณ 60% เป็นการช่วยลดหนี้เสียให้ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเอกชน เพื่อให้มีผลประกอบการที่แข็งแกร่งกว่าเดิม อย่างไรก็ดี ผู้บริหารประเทศต้องตระหนักว่า การกู้เป็นสัญญาระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ เมื่อเจ้าหนี้ให้สินเชื่อโดยหวังกำไรจากดอกเบี้ย ก็ต้องพร้อมรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องเข้าแทรกแซง เมื่อพิจารณาปัจจัยสำคัญที่ทำให้หนี้ครัวเรือนเพิ่มมากขึ้น มาจากการที่สถาบันการเงินส่งเสริมให้ลูกค้าใช้ผลิตภัณฑ์ตนเอง โดยไม่ต้องมีหลักประกัน สอดคล้องกับผลการสำรวจโดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยที่เพิ่งเปิดเผยเมื่อปลายเดือนกันยายน พบว่า หนี้ส่วนใหญ่ถึง 46.8% เป็นหนี้บัตรเครดิต บทสัมภาษณ์เผยแพร่โดยธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่า คนไทยในปัจจุบันมีพฤติกรรมเป็นหนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย ประชาชนบางส่วนมีหนี้เสียจากการใช้จ่ายเกินตัวในเรื่องอุปกรณ์แต่งรถ การท่องเที่ยว ฯลฯ และระบุว่า “การที่รัฐบาลมีนโยบายซื้อหนี้จากธนาคารพานิชย์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนี้ไม่มีหลักประกัน ทำให้ประชาชนย่อมคาดหมายว่า พรรคการเมืองจะชูนโยบายซื้อหนี้ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ทั้งหมดนี้ส่งผลให้คนที่มิได้เป็นหนี้ หรือเป็นหนี้ในจำนวนที่ไม่มาก จะหันมาก่อหนี้เพื่อให้ได้สิทธิประโยชน์จากความช่วยเหลือตามนโยบายของรัฐเต็มจำนวน ในขณะที่สถาบันการเงินก็จะยิ่งปล่อยให้ลูกค้ารายใหม่เข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ทั้งหมดนี้จะซ้ำเติมปัญหาหนี้ครัวเรือน ตลอดจนปัญหาทรัพยากรมนุษย์ที่ไม่มีคุณภาพและไร้ความรับผิดชอบของประเทศให้ทวีความรุนแรงมากขึ้น จนท้ายที่สุดอาจจบลงด้วยวิกฤตเศรษฐกิจ” ..ก็เป็นเสียงสะท้อนเชิงวิชาการที่ฝ่ายรัฐบาลอาจต้องนำไปขบคิดกัน.

 

ทิศประจิม

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บันทึกหน้า 4

"หนังหน้าไฟ" ได้ไปต่อ! หลัง 7 เสือ กกต. ลงมติพิจารณาการปฏิบัติงานประจำปีงบประมาณ 2568 ของ "แสวง บุญมี" เลขาธิการ กกต. ปรากฏว่าเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 โหวตผ่านการประเมิน อยู่ต่อจนครบสัญญาในวันที่ 31 มี.ค.2570

บันทึกหน้า 4

ต้องยอมรับว่า “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นหนึ่งในนายกฯ ที่ถูกสังคมและฝ่ายตรงข้ามจับผิดมากที่สุดในประวัติศาสตร์ก็ว่าได้ ไม่ว่าจะขยับตัวหรือเอ่ยอ้างเรื่องใด ก็มักมีคนจองกฐินเป็นทิวแถว ซึ่ง ล่าสุดก็คงไม่พ้นเรื่อง “ยิงโจรในบ้านก็ผิด” ซึ่งเจ้าตัวพูดถึงเรื่องการควบคุมอาวุธปืน โดยหลังจากเผยแพร่ออกไปทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายแค้น รวมถึงคนอยากมีแสงก็รุมเข้ามายิ่งกว่าแร้งเห็นศพอย่างไรอย่างนั้น ...๐

บันทึกหน้า 4

ช่วงนี้สังคมไทยมี คดีอุกฉกรรจ์ สะเทือนขวัญอย่างต่อเนื่อง เป็นข่าวฉาวไปทั่วโลก ล่าสุด นายฉลอง เรี่ยวแรง อดีต สส.นนทบุรี ยิง พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายก อบจ.นนทบุรี เสียชีวิต ในสำนักงาน อบจ.นนทบุรี หลังก่อเหตุนายฉลอง

บันทึกหน้า 4

ไทยโพสต์ อิสรภาพแห่งความคิด วิกฤตการณ์ทุจริตสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่นถือเป็นบททดสอบสำคัญของกระทรวงมหาดไทยภายใต้การกำกับดูแลของ วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งได้ออกมาประกาศความคืบหน้าในการดำเนินการทางอาญาต่อกลุ่มผู้ทุจริต

บันทึกหน้า 4

เป็นอีกหนึ่งสัปดาห์ที่ต้องเริ่มต้นด้วยการแสดงความเสียใจและอาลัยจากใจต่อครอบครัวผู้สูญเสียในเหตุโศกนาฏกรรมที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ...เหตุกราดยิงที่โรงเรียนเทพศิรินทร์จบลง แต่คำถามของสังคมยังวนเวียนหลอกหลอน “เราจะทำอย่างไร...ไม่ให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก?!?”

บันทึกหน้า 4

ไร้นักการเมืองโกง! ยังเป็นประเด็นคาใจที่ฝ่ายค้านตั้งคำถามทุกวัน ตัดตอนจบแค่บิ๊กข้าราชการ "รังสิมันต์ โรม" รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรรมและสิทธิมนุษยชน