บันทึกหน้า4

ไม่มีเซอร์ไพรส์ใดๆ ทั้งสิ้น ใน การประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมนั่งหัวโต๊ะ ทั้งที่ก่อนการประชุมมีการตีปี๊บมาแต่ไกลว่าอาจมีมาตรการคุมเข้มอะไรออกมา เพราะเมื่อต้นสัปดาห์กระทรวงสาธารณสุขก็ประกาศยกระดับโควิด-19 ขึ้นเป็นระดับที่ 4 เรียกว่าเกือบจะสูงสุด ...๐

 ในขณะที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อล่าสุดก็ ทะลุ 2 หมื่นรายต่อวันเป็นที่เรียบร้อย และเชื่อว่าจะทะลุต่อเนื่องไปอีก เพราะเริ่มมีหลายจังหวัดแล้วที่มีผู้ติดเชื้อเกิน 1 พันราย นอกเหนือจากกรุงเทพมหานครที่เป็นขาประจำ โดย ล่าสุดก็มี “ชลบุรี” ที่นักการเมืองขาใหญ่ในจังหวัดกำลังกินเกาเหลากันอยู่ โดยเชื่อว่าในวันต่อๆ ไปก็คงทยอยมีจังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อเกินพันรายตามมาอีกแน่ๆ ...๐

ที่ไม่มีเซอร์ไพรส์ก็ไม่น่าแปลกใจแต่ประการใด เพราะเรื่องสำคัญและเป็นที่จับตาของชาวบ้านตาดำๆ มากที่สุดคือ “นโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตมีสิทธิทุกที่ หรือ Universal Coverage for Emergency Patients  (UCEP) ในส่วนของโควิดนั้น “บิ๊กตู่” รวมทั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้หัก “อนุทิน ชาญวีรกูล” รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุขที่ได้ออกประกาศเรื่องดังกล่าวไปแล้วในการประชุม ครม.เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา จึงทำให้เรื่องใหญ่แทบไม่มีอะไร ...๐

ที่น่าสนใจคือ “นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต” ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ออกมาชี้แจงระบุว่า การตีตกเรื่องดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับงบประมาณแต่ประการใด!!! ซึ่งที่ สธ.เสนอให้ปรับ “โควิด” จากโรคร้ายแรงฉุกเฉินนั้นก็เพื่อในอนาคตข้างหน้าจะทำให้โควิด-19 เป็น “โรคประจำถิ่น” นั่นเอง ฟังดูดี แต่เมื่อฟัง “นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน” โฆษก ศบค.แถลงภายหลังการประชุม ศบค.ชุดใหญ่ ซึ่งมีการรายงานตัวเลขการใช้จ่ายงบประมาณเกี่ยวกับการดูแลรักษาผู้ป่วยโควิด-19 เป็นครั้งแรกแล้ว ก็บอกได้คำเดียวว่า จับโป๊ะ สธ.ไปเต็มๆ ...๐

 โดย “นพ.ทวีศิลป์” เปิดตัวเลขว่าในปีงบประมาณ 2563 กรมบัญชีกลางใช้งบไป 232.19 ล้านบาท สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ใช้ไป 306.87 ล้านบาท และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ใช้ไป 3,302.09 ล้านบาท รวม 3,841.15 ล้านบาท ในปี 2564 กรมบัญชีกลางใช้ไป 36,652.97 ล้านบาท, สปส.ใช้ไป 42,917.39 ล้านบาท และ สปสช.ใช้ไป 51,177.58 ล้านบาท รวม 97,747.94 ล้านบาท ขณะที่ปี 2565 ในส่วนของ สปสช.มีการวางงบไว้ 32,488 ล้านบาท และอยู่ระหว่างการของบเพิ่มเติม ซึ่งเมื่อรวมคร่าวๆ แล้วก็ใช้ไปกว่า 134,077 ล้านบาทแล้ว ...๐

เรียกว่าใช้ไปไม่น้อยทีเดียว นี่ยังไม่นับรวมวงเงินที่ใช้จ่ายไปใน การจัดซื้อจัดหาเวชภัณฑ์ต่างๆ ทั้ง “ยาฟาวิพิราเวียร์” และ “วัคซีน” ต่างๆ รวมทั้งการใช้ในการเยียวยา รักษาระดับการจ้างงานรวมทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านมาตรการต่างๆ ก็เชื่อว่าเงินกู้จากพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ.2563 ที่ประกาศลงราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 19 เม.ย.2563 วงเงิน 1 ล้านล้านบาท และครั้งที่สองเมื่อวันที่ 25 พ.ค.2564 วงเงิน 5 แสนล้านบาท น่าจะร่อยหรอหรือแทบไม่มีเหลือแล้วนั่นเอง จึงทำให้ “สธ.” ต้องผ่าทางตันเหมือนที่ต่างประเทศเขาทำกัน ...๐

ที่ประชุม ศบค.ยังได้เปิดตัวเลขค่าเฉลี่ยการจ่ายค่ารักษาโควิด-19 แบ่งตามอาการในระดับสีต่างๆ เป็นครั้งแรกด้วย ซึ่งค่าใช้จ่ายในโรงพยายาลรัฐและเอกชนต้องบอกว่าต่างกันเกือบ 2-3 เท่าทีเดียว จึงไม่น่าแปลกใจที่ในการแถลงข่าวของ “ธนกร วังบุญคงชนะ” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีบอกตอนหนึ่งว่า “พล.อ.ประยุทธ์” ได้สั่งการให้ติดตามเบิกจ่ายค่าบริการโควิด-19 ให้ถูกต้องเหมาะสม ไม่ซ้ำซ้อน และขอให้ในการตรวจสอบนั้นถึงต้นทุนของแต่ละโรงพยาบาลที่อาจมีต้นทุนที่ไม่เท่ากันด้วย แสดงว่า “บิ๊กตู่” อาจมีข้อมูลวงในลึกๆ ว่าอาจมีอะไรในกอไผ่ก็เป็นได้ ...๐

ทิ้งท้ายด้วยการเมือง ว่าด้วยการประกันตัว “พริษฐ์ ชิวารักษ์” และ “อานนท์ นำภา” กันบ้าง เพราะเห็นบรรดา ส.ส.ก้าวไกลต่างเฮโลโหนกันนักหนาว่า 3 ชั่วโมงได้เงินนับสิบล้านบาท แหม! บรรดาปลาซิวปลาสร้อยเลยฝากถามบ้าง “เพนกวิน-อานนท์” เขาประกาศเองมิใช่เหรอว่าไม่ต้องการประกันแล้วไปทำอย่างนี้ละเมิดสิทธิอันชอบธรรมของเขาหรือไม่ ที่สำคัญแล้วคนอื่นๆ ที่อยู่ในคุกทำไมไม่เห็นกระตือรือร้นเหมือนกรณีนี้เลย และที่เจ็บกระดองใจมากกว่านั้นคือ เขาถามว่าบรรดาทั่นผู้ทรงเกียรติที่มาโหนเรื่องนี้บริจาคกันกี่มากน้อยจ๊ะตัวเอง ...๐

ท.ศักดิ์

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บันทึกหน้า 4

แม้รัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล จะก้าวขึ้นสู่อำนาจด้วยเสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้นในสภา แต่เส้นทางการบริหารประเทศจากนี้ไป ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ หากเต็มไปด้วย “โจทย์ใหญ่” และ “ปมเสี่ยง” ที่อาจกลายเป็นแรงสะเทือนทางการเมืองได้ทุกเมื่อ

บันทึกหน้า 4

บันทึกท่ามกลางอากาศร้อน แต่ยังร้อนไม่เท่ากับบรรยากาศด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในบ้านเรา เพราะ "หน้าตา ครม.ชุดใหม่" ทำท่าว่ามิได้ไฉไลไปกว่าเก่า เพราะยังคงยึดโยงอยู่กับวัฒนธรรม "แบ่งโควตา" เก้าอี้สนองก๊วนแก๊งบ้านเล็กบ้านใหญ่เหมือนเดิม .

บันทึกหน้า 4

ท่วมท้น! 293 เสียง "อนุทิน ชาญวีรกูล" ฉลุยนายกฯ สมัย 2 ถึงจะโดนฝ่ายค้านรุมอภิปรายกังขาปมจริยธรรมในเรื่องคดีฮั้ว สว. ก็ตาม "

บันทึกหน้า 4

ต้องบอกว่าการเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ได้ถึงทางแยกที่สำคัญประการหนึ่ง เมื่อศาล รัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 รับคำร้องที่ “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” ขอให้พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ในการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่งหรือบาร์โค้ดและรหัสคิวอาร์ ที่จะทำให้การออกเสียงลงคะแนนไม่ได้เป็นไปโดยลับตามรัฐธรรมนูญ

บันทึกหน้า 4

สงครามสหรัฐ-อิสราเอลบุกอิหร่าน ส่งผลกระทบไปทั่วโลก โดยเฉพาะการขนส่งน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้ ประเทศไทยก็โดนกันทั่วหน้า ประชาชนแตกตื่นแห่ไปเติมน้ำมัน แต่ปั๊มไม่มีน้ำมันพร้อมขึ้นป้าย "อยู่ระหว่างการขนส่ง" และในวันที่ 18 ส.ค.

บันทึกหน้า 4

ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กำลังส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานทั่วโลก หนึ่งในประเด็นที่เริ่มถูกจับตาในประเทศไทยคือ ความเสี่ยงเรื่องการขาดแคลนน้ำมัน ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงเริ่มออกมาตรการประหยัดพลังงานในภาครัฐ เช่น การให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจทำงานที่บ้าน หรือ Work from Home (WFH) ลดการเดินทาง รวมถึงชะลอการดูงานต่างประเทศ