
บรรยากาศการเมืองไทยเวลานี้ ถ้าใครยังคิดว่าเป็นช่วงพักหายใจ บอกเลยคิดผิด เพราะสนามจริงของการเลือกตั้งปี 2569 เปิดเกมกันแล้วแบบไม่ต้องรอเสียงนกหวีด ใครมีของก็เริ่มโชว์ ใครยังตั้งหลักไม่ทันก็เริ่มเห็นทรงชัดขึ้นทุกวัน พรรคใหญ่ พรรคเล็ก ต่างขยับกันคึก แต่พรรคที่ถูกสปอตไลต์ส่องแรงสุด นาทีนี้หนีไม่พ้น “เพื่อไทย”
จากพรรคที่เคยเป็นขวัญใจมหาชน เคยกวาดคะแนนเป็นกระบุง วันนี้เพื่อไทยกลับอยู่ในโหมดตั้งรับเต็มตัว กระแสไม่แรงเหมือนเดิม ความเชื่อมั่นลด ศรัทธาเริ่มไม่เหมือนเก่า และเสียงบ่นจากฐานเดิมก็ดังขึ้นเรื่อยๆ การเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ ครบ 3 คน ภายใต้สโลแกน “ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทำได้” จึงดูเหมือนการประกาศว่า พรรคยังไม่ยอมแพ้ ยังขอลองตั้งหลักอีกสักตั้ง
โดยเฉพาะการดัน ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ หรือ ดร.เชน ขึ้นเป็นแคนดิเดตเบอร์หนึ่ง หากเพื่อไทยได้จัดตั้งรัฐบาล เดินหมากนี้ถือว่าแปลกไปจากสูตรเดิมพอสมควร เพราะไม่ใช่นักการเมืองสนามแข็ง ไม่ใช่ขาประจำเวทีหาเสียง แต่เป็นนักวิชาการสายเทคโนโลยี ภาพลักษณ์สะอาด เรียบร้อย ดูเป็นมืออาชีพ พูดเรื่องอนาคตประเทศ เรื่องวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี AI ฟังแล้วดูทันโลก ดูโก้ ดูอินเตอร์
แต่การเมืองไทยไม่ใช่ห้องสัมมนา และการเลือกตั้งก็ไม่ใช่เวที TED Talk เสียงสะท้อนหลังเปิดตัวจึงออกมาในทำนองเดียวกันว่า “ยังไม่ติด และไม่ปัง” คนทั่วไปยังไม่รู้จัก ยังไม่ผูกพัน ยังไม่รู้จะฝากความหวังไว้ตรงไหน นอกจากกลุ่มแฟนคลับเดิมหรือ “นายและนางแบก” ขณะที่คู่แข่งหลายพรรคมีนักการเมืองที่ลุยพื้นที่มานาน มีเครือข่ายแน่น มีฐานเสียงจับต้องได้
ที่เลี่ยงไม่ได้คือเงาของ “ตระกูลชินวัตร” ที่ยังทอดยาวคลุมเพื่อไทยอยู่ แม้ ดร.เชนจะย้ำว่ามีความคิดเป็นของตัวเอง และมองสายสัมพันธ์ในครอบครัวเป็นจุดแข็ง แต่ในสายตาคนจำนวนไม่น้อย ยังมองว่าเป็นโครงสร้างเดิม เปลี่ยนหน้า แต่ยังไม่เห็นการเปลี่ยนวิธีคิดหรือวิธีทำการเมืองอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในวันที่ชื่อของ ทักษิณ ชินวัตร ยังเป็นทั้งพลังหนุนและแรงถ่วงในเวลาเดียวกัน
ยิ่งไปกว่านั้น เพื่อไทยยังต้องแบกผลงานรัฐบาลตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ที่ถูกวิจารณ์หนักว่ายังไม่เห็นผลเป็นรูปธรรม นโยบายเงินหมื่นสะดุด ชาวบ้านยังมองพรรคเพื่อไทยติดหนี้อยู่ ค่าแรงขั้นต่ำไม่เป็นตามสัญญา ราคาสินค้าเกษตรไม่กระเตื้อง ปัญหาปากท้องยังไม่โดนใจ กาสิโนก็ไปไม่ถึงฝั่ง แรงเสียดทานในรัฐบาลก็ทำให้นโยบายหลายเรื่องเดินไม่สุด เสียง สส.ในพื้นที่ โดยเฉพาะภาคอีสาน เริ่มบ่นกันอื้อว่า ลงพื้นที่แล้วอธิบายยาก หาเสียงเหนื่อยกว่าเดิม
อย่างกรณี ไชยา พรหมา อดีต สส.และรัฐมนตรีของเพื่อไทย ที่ย้ายไปพรรคกล้าธรรม สะท้อนตรงๆ ว่า “เวลากลับไปหนองบัวลำภู ชาวบ้านยังถามเรื่องที่รับปากไว้ตอนเป็นรัฐบาล ทั้งดิจิทัลวอลเล็ต เงินช่วยเหลือเกษตรกร ซึ่งผ่านมา 2 ปียังตอบคำถามไม่ได้ ภาพแบบนี้ยิ่งตอกย้ำว่าพรรคกำลังเจองานหนัก”
ยังไม่รวมปัจจัยซ้ำเติมปมคลิปเสียงของ แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯ และหัวหน้าพรรค ที่คู่แข่งพร้อมหยิบมาใช้เป็นอาวุธช่วงหาเสียง ทุกประเด็นกลายเป็นภาระที่ผู้สมัคร สส.ต้องแบกร่วมกัน ไม่ว่าจะพูดนโยบายอะไรก็มักถูกย้อนถามเรื่องเดิมซ้ำๆ
มองจากสายตานักวิเคราะห์อย่าง ดร.สติธร ธนานิธิโชติ เกมเลือกตั้งรอบหน้า แม้จะดูเหมือนหลายพรรคหลายสี แต่ตัวจริงที่ขับเคี่ยวกันมีแค่สอง คือ ภูมิใจไทยกับพรรคประชาชน ส่วนเพื่อไทยถอยไปอยู่บท “ตัวแปร” มากกว่าตัวนำเกม ภูมิใจไทยเดินเกมบ้านใหญ่ เครือข่ายแน่น บวกกระแสรักชาติ ขณะที่พรรคประชาชนอาศัยพลังกระแสและจุดยืนชัดเจน กลายเป็นมวยคู่เอกของสนามนี้
ตัวเลข สส.ก็สะท้อนภาพเดียวกัน ภูมิใจไทยมีลุ้นขยับไป 140–150 ที่นั่ง พรรคประชาชนก็ใกล้เคียง ส่วนเพื่อไทยถ้าประคองตัวได้ดี อาจยังมี สส.เขตพอสมควร แต่ภาพพรรคกระแสถล่มทลายแบบเดิมคงยากจะหวนกลับ
ศึกปี 2569 จึงไม่ใช่แค่การแย่งที่นั่ง แต่คือการชิงบทนำ ใครจะเป็นคนกำหนดเกม ใครจะเป็นตัวแปร ทุกอย่างสุดท้ายต้องไปวัดกันที่ความเชื่อถือของประชาชนในคูหาเลือกตั้ง ว่าใครยัง “ขายฝัน” ได้ และใครต้องกลับไปตั้งหลัก หรือกลับบ้านเก่า.
คางดำ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
บันทึกหน้า 4
บันทึกช่วยจำ วันนี้ 30 มี.ค. อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะนำรายชื่อ ครม.ชุดใหม่ขึ้นทูลเกล้าฯถวายเพื่อโปรดพิจารณาตามกระบวนการ ต่อจากนั้น เป็นวาระของการแถลงนโยบาย 7-9 เม.ย.
บันทึกหน้า 4
เดือดกว่าในสภา! ลักหลับตอน 4 ทุ่ม แถมเลือกเวลาช่วงปิดประชุมสภาหลังถกญัตติด่วนวิกฤตน้ำมันพอดิบพอดี บอกว่าเลิกอั้น แต่ใครจะคิดว่าจะขึ้นพรวด 6 บาท เล่นเอาชาวบ้านสะดุ้งตื่น
บันทึกหน้า 4
ดูเหมือน การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 3 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1) เมื่อวันพุธที่ 25 มีนาคม พ.ศ.2569 ช่างคึกคักเสียจริง ซึ่งสาเหตุหลักก็คงมาจากเป็นสภาใหม่ถอดด้ามที่มีการประชุมครั้งแรก แต่ก่อนการประชุมนั้น “โสภณ ซารัมย์” ประธานสภาฯ พร้อมด้วยตัวแทนพรรคการเมืองก็ได้หารือถึงการกำหนดวัน-เวลาในการประชุมของทั่นผู้แทนยุคนี้ ...๐
บันทึกหน้า 4
โผ ครม.อนุทิน 2 สะเด็ดน้ำแล้วจำนวน 35 เก้าอี้ เหลือไว้ 1 เก้าอี้ ยังคงเผื่อไว้ให้ใครสักคน สำหรับ ดร.ปื๊ด-นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย ชัดเจนแล้วว่าไม่ได้ไปต่อ
บันทึกหน้า 4
แม้รัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล จะก้าวขึ้นสู่อำนาจด้วยเสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้นในสภา แต่เส้นทางการบริหารประเทศจากนี้ไป ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ หากเต็มไปด้วย “โจทย์ใหญ่” และ “ปมเสี่ยง” ที่อาจกลายเป็นแรงสะเทือนทางการเมืองได้ทุกเมื่อ
บันทึกหน้า 4
บันทึกท่ามกลางอากาศร้อน แต่ยังร้อนไม่เท่ากับบรรยากาศด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในบ้านเรา เพราะ "หน้าตา ครม.ชุดใหม่" ทำท่าว่ามิได้ไฉไลไปกว่าเก่า เพราะยังคงยึดโยงอยู่กับวัฒนธรรม "แบ่งโควตา" เก้าอี้สนองก๊วนแก๊งบ้านเล็กบ้านใหญ่เหมือนเดิม .

