เจ้าแห่ง 'บาร์โค้ด'

ยังไปไม่ถึงไหนครับ...

เพราะ "การเลือกตั้งโดยลับ" ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ที่ไม่อาจปล่อยผ่านได้ เทียบเท่าวาระแห่งชาติของประเทศไทยในขณะนี้

ว่ากันตรงๆ คนที่อยากให้เลือกตั้งใหม่ ก็กระหน่ำโจมตี กกต. ประเด็น "บาร์โค้ด" ว่าทำให้การลงคะแนนไม่ลับ

การหยิบยกคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๙ คดีหันก้นผู้ใช้สิทธิออกนอกคูหา ทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ  มาเทียบว่า การมีบาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้งก็ต้องโมฆะด้วยเช่นกัน

มันจะไปกันใหญ่ครับ

คนละบริบทคนละพฤติกรรม จะเอามาเป็นบรรทัดฐานไม่ได้

เมื่อการลงคะแนนโดยลับคือหลักการพื้นฐานสำคัญของระบอบประชาธิปไตย การลงคะแนนจึงไม่อาจให้ผู้อื่นล่วงรู้ได้

เมื่อปี ๒๕๔๙ การจัดคูหาเลือกตั้งให้ผู้ใช้สิทธิหันก้นออกนอกคูหาเลือกตั้ง ก็เท่ากับที่กั้นบังตาเพื่อมิให้ผู้อื่นรู้ได้ว่ามีผู้สิทธิเลือกตั้งคนนั้นๆ เลือกใครไม่มีความหมาย

คนที่อยู่นอกคูหาเลือกตั้ง สามารถส่องเข้าไปดูได้ว่า เป็นการกาบัตรเลือกหมายเลขอะไร

เท่ากับเปิดโอกาสให้การลงคะแนนไม่เป็นไปโดยลับ

คนที่จะส่องก็มีอยู่ไม่กี่พวกหรอกครับ ที่เห็นชัดๆ ก็คือหัวคะแนน

แล้วการเลือกตั้ง ๘ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีใครสามารถส่องดูว่า ใครลงคะแนนให้ใครได้หรือไม่

ถ้ามีช่วยบอกหน่อย

ถึงตอนนี้ก็แสดงว่าการลงคะแนนวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ยังลับอยู่ เพราะยังไม่มีใครล่วงรู้ได้ว่าใครเลือกให้ใคร

ถ้าอยากจะรู้ต้องทำอย่างไร

ไปส่องบาร์โค้ดตอนเจ้าหน้าที่นับคะแนนใหม่ สามารถรู้ได้อย่างนั้นหรือ

ยากครับ เพราะยังไม่จับคู่กับต้นขั้ว

หัวคะแนนสามารถไปจับคู่ได้หรือไม่

ก็ลองดูสิครับ

นักวิชาการ นักกฎหมายที่ กระเตงส้มสุดเหวี่ยง อยากลองไปจับคู่ก็ได้นะครับ แต่ช่วยบอกขั้นตอนทางกฎหมายหน่อยว่าต้องทำอย่างไร

อย่าเอาแต่ท่องคาถาว่า บาร์โค้ด ทำให้รู้ว่าใครลงคะแนนให้ใคร

ก็ฝากไว้ครับ เห็นวิจารณ์กันเยอะ ช่วยปฏิบัติให้เห็นเป็นบุญตาทีว่า มันสามารถย้อนกลับไปดูได้จริงว่าบัตรเลือกตั้งใบนั้นเป็นของใคร ลงคะแนนให้ใคร

เราได้อ่านความเห็นของ "วิษณุ เครืองาม" ไปแล้ว วันนี้่มาดูความเห็นของปรมาจารย์กฎหมายอีกคน

บางท่อนบางตอนในโพสต์ของ "บวรศักดิ์ อุวรรณโณ" ข้อมูลทะลักครับ

 "...ตัวอย่างเช่นในการเลือกตั้งเมื่อปี ๒๕๐๐ พรรคเสรีมนังคศิลาชนะเลือกตั้ง โดยวิธีการเอาบัตรเลือกตั้งที่กาเองไปใส่ลงในหีบเลือกตั้ง ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า 'ไพ่ไฟ' หรือขนคน ให้ย้ายคนให้ย้ายทะเบียนบ้านเข้ามาในเขตเลือกตั้งที่ตัวเองอาจแพ้ เพื่อลงคะแนนให้ตนเอง

ซึ่งเรียกว่า 'พลร่ม'

การเลือกตั้งที่เพิ่งผ่านมาสิบกว่าปี ก็มีข่าวว่าในจังหวัดหนึ่งใกล้กรุงเทพฯ มีการเอาบัตรเลือกตั้งไปใส่หีบในหน่วยเลือกตั้งที่คนเลือกตั้งน้อย 

เมื่อใส่ลงไปในหีบแล้ว 'ไพ่ไฟ' ของผู้โกงเลือกตั้ง กับบัตรดีที่ผู้เลือกตั้งใส่ไว้ในหีบตอนลงคะแนน ก็ปะปนกัน ไม่รู้ว่าอันไหนเป็นบัตรดีบัตรปลอม นี่จึงเป็นที่มาที่ กกต.ตัดสินใจใส่ QR Code บาร์โค้ดลงในบัตรเลือกตั้ง เพื่อแยกบัตรปลอมของผู้โกงเลือกตั้งออกจากบัตรดีของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

ถามว่า กกต.ไทยคิดแผลงๆ ใส่ QR Code หรือบาร์โค้ดลงไปบนบัตรเลือกตั้งที่เดียวในโลกใช่หรือไม่

คำตอบก็คือไม่ใช่ 

ประเทศที่เริ่มต้นการเลือกตั้งโดยลับประเทศแรกๆของโลก สามประเทศ คือออสเตรเลีย อังกฤษ และสหรัฐอเมริกาหลายรัฐ ต่างก็ใช้ QR Code หรือบาร์โค้ดทั้งสามประเทศ 

เวลานี้ก็ยังใช้อยู่

ที่น่าอัศจรรย์ก็คือ อังกฤษเป็นต้นแบบประชาธิปไตยระบบรัฐสภา สหรัฐอเมริกาเป็นต้นแบบประชาธิปไตย ระบบประธานาธิบดี     

ยังมีประเทศอื่นอีกหลายประเทศ เช่น สิงคโปร์ เนเธอร์แลนด์ บราซิล เอสโตเนีย แคนาดา บ้างก็ใช้กับการเลือกตั้งระดับชาติ บ้างก็ใช้ระดับการเลือกตั้งท้องถิ่น

แต่ก็ยังมีข้อถกเถียง จึงทำให้หลายประเทศยกเลิกการใช้ แต่ไม่มีประเทศไหนเคยวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะเพราะมีบาร์โค้ดหรือ QR Code

เหตุที่ทำให้การเลือกตั้งถูกเพิกถอน (ไม่ใช่เป็นโมฆะตามที่พูดกันอยู่) ทั้งประเทศได้ตามรัฐธรรมนูญไทยมีเหตุเดียวคือ การเลือกตั้งไม่ “เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม” ก็คือต้องโกงกันทั้งประเทศนั่นแหละ จึงจะสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่

นอกจากนั้น ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญสองครั้ง  คำวินิจฉัยแรกคือคำวินิจฉัยที่ ๙/๒๕๔๙ ซึ่งศาลเห็นว่าการกำหนดวันเลือกตั้ง การจัดคูหาเลือกตั้งที่ให้คนอื่นอาจเห็นการลงคะแนนได้ ไม่เป็นการลงคะแนนโดยลับ และผลการเลือกตั้งไม่เที่ยงธรรม จึงให้เพิกถอนการเลือกตั้ง สส.และจัดเลือกตั้งใหม่

และคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๕/๒๕๕๗ ซึ่งศาลวินิจฉัยว่า การที่ไม่สามารถจัดการเลือกตั้ง ๒๘ เขตเลือกตั้ง เพราะมีการชุมนุมขัดขวางการรับสมัครรับเลือกตั้ง ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร จึงไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

ก่อนจะจัดเลือกตั้ง คสช.ก็ยึดอำนาจในวันที่ ๒๒ พฤษภา ๒๕๕๗

วันนี้เอาไว้แค่นี้ก่อน 

พรุ่งนี้จะมาพูดเรื่องการเลือกตั้ง "โดยลับ" กับปัญหา QR Code และบาร์โค้ด

ผมเชื่อว่าผู้มีปัญญาและมีจิตใจเป็นกลาง จะอ่านโพสต์นี้และใช้ปัญญาตรึกตรองเอาว่ามีเหตุผล มีความเห็นที่มีฐานเป็นความรู้ หรือเป็นความเห็นลอยๆ

ส่วนทัวร์ใส่เสื้อสีทั้งหลาย เมื่อยึดมั่นถือมั่นในสีที่ตัวชอบ ก็เชิญขนกันมาได้ครับ

ยินดีเปิดที่จอดรถทัวร์ให้..."

ครับ...บาร์โค้ด จะนำไปสู่การเลือกตั้งที่ไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมได้อย่างไร หากใครสามารถโยง ให้เห็นโดยอ้างอิงข้อกฎหมายได้ชัดเจน ก็จะเป็นประโยชน์ต่อระบอบประชาธิปไตยอย่างมาก

ขอแค่อย่า "คาดเอา" "คิดเอา" ว่าต้องเป็นอย่างนั้น ต้องเป็นแบบนี้

ส่วนเลือกตั้งโดยลับกับปัญหาบาร์โค้ด รอดูว่า "บวรศักดิ์ อุวรรณโณ" จะว่าอย่างไร

แต่ที่แน่ๆ มาตรฐานโลก ยังไม่มีประเทศไหนสั่งให้เลือกตั้งใหม่ เพราะบาร์โค้ด.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เลือกตั้งโดยลับ...ก็ถูกแล้ว

เอ้า...ส้มเตรียมเปิดไวน์ฉลอง... ฟังกูรูกฎหมาย “วิษณุ เครืองาม” แล้ว มีความหวังว่าจะได้เลือกตั้งใหม่ โอกาสส้มแลนด์สไลด์จะไปไหนเสีย

ตั้งรัฐบาลแบบเดิมไม่ได้แล้ว

เอาแล้วสิครับ... ไม่เฉพาะพรรคส้มที่ลุ้นให้มีการเลือกตั้งใหม่ "ธรรมนัส พรหมเผ่า" ก็แอบลุ้นอยู่เหมือนกัน ยังไม่พอใจที่พรรคกล้าธรรมได้ สส.เข้าสภา ๕๘ เสียงอย่างนั้นหรือ

โซ่ตรวนพรรคส้ม

ตั้งรัฐบาลครั้งนี้ไม่มีอะไรให้ลุ้นสักเท่าไหร่... เพราะอำนาจต่อรองอยู่ในมือพรรคการเมืองใหญ่เพียงพรรคเดียว

ปอกเปลือกส้มปีศาจ

ร้อนตับแลบ... เพราะแอร์มันเสีย หมายถึงที่ชั้น ๔ อาคารอนาคตใหม่ มีชื่อเฉพาะอย่างกับหนังสืบสวนสอบสวน Spectre C ครับ

เริ่ม! น้ำเงินผสมแดง

ก็...ตามนั้นแหละครับ ตามที่เขียนไปวานนี้ว่า การตั้งรัฐบาลสิ่งที่คนเป็นนายกรัฐมนตรีคำนึงเป็นลำดับต้นๆ คือ เสถียรภาพของรัฐบาล ซึ่งก็คือเสียงสนับสนุน ภูมิใจไทย+เพื่อไทย = ๒๖๗ เกินครึ่งไปแล้ว