น้ำมันแพงในปัจจุบันเป็นปัญหาที่ไม่มีใครรู้สึกตลกด้วย เพราะรัฐบาลมีการปรับอัตราน้ำมันที่หน้าหัวจ่ายแบบวันต่อวัน ทำประชาชนไม่ได้ทันตั้งตัว ซึ่งรัฐบาลภายใต้การนำโดยกระทรวงยุติธรรม ผ่านกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จึงต้องเร่งดำเนินสะสางคดีนี้ โดยเดิมพันด้วยผลประโยชน์นับพันล้านบาท เมื่อตัวเลขน้ำมัน 57 ล้านลิตร ที่หายไปกลางอ่าวไทย ไม่ได้เป็นเพียงความผิดพลาดทางบัญชี แต่คือร่องรอยของขบวนการ “กักตุนน้ำมันเพื่อโก่งราคา”
หัวใจสำคัญของรายงานที่ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ ต้องนำเสนอต่อ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ไม่ใช่แค่รายชื่อบริษัท แต่คือ “แผนที่การเดินทางของน้ำมัน” จากต้นทางโรงกลั่นใน อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี และจังหวัดระยอง จากการสืบสวนเชิงลึก พบพฤติการณ์ที่เรียกกันในวงการว่า “การผันน้ำมันหน้าคลัง” โดยอาศัยช่องว่างของระบบภาษีสรรพสามิต ข้อมูลล่าสุดระบุว่า น้ำมัน 217 ล้านลิตร ที่ออกจากโรงกลั่นภาคตะวันออก มีการสำแดงเอกสารเสียภาษีครบถ้วน แต่ในจำนวน 99 เที่ยวเรือ ที่มุ่งหน้าลงใต้ มี “เรือผี” หรือเรือบรรทุกน้ำมันที่ใช้เวลาล่องลอยอยู่ในอ่าวไทยนานเกินกว่าปกติหลายเท่าตัว
กลยุทธ์ที่ใช้คือ การนำเรือวนอยู่ที่ใดที่หนึ่งแบบผิดสังเกต หรือจอดไว้กลางทะเลเป็นระยะเวลานานผิดปกติ โดยคาดว่าเป็นการถ่ายโอนน้ำมันที่เสียภาษีแล้วส่วนหนึ่งไปยังเรืออีกลำ เพื่อนำไปขายเป็น “น้ำมันเถื่อน” ในราคาที่บวกกำไรภาษีคืนมาเต็มเม็ดเต็มหน่วย ก่อนจะนำน้ำมันที่เหลือไปส่งที่คลังปลายทางในจังหวัดในภาคใต้ เพื่อตบตาว่าเป็นการขนส่งล่าช้าจากเหตุสุดวิสัย เช่น เรือเสีย หรือคลื่นลมแรง เพื่อเป็นการจัดฉากสร้างส่วนต่างกำไรมหาศาลในช่วงที่ราคาน้ำมันผันผวน เนื่องจากสภาวะสงครามสหรัฐอเมริกาโจมตีอิหร่าน
หากในวันที่ 9 เม.ย. คณะกรรมการคดีพิเศษ (บอร์ด กคพ.) มีมติรับเรื่องนี้เป็นคดีพิเศษตามที่ พล.ต.ท.รุทธพลมั่นใจ ขั้นตอนทางกฎหมายจะเปลี่ยนจาก “การสืบสวน” เป็น “การสอบสวนเต็มรูปแบบ” ทันที ซึ่งจะมีผลกระทบต่อกลุ่มทุนและผู้เกี่ยวข้องดังนี้
1.การเปลี่ยนสถานะพนักงานสอบสวน ดีเอสไอจะใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 ซึ่งมีอำนาจเหนือกว่าพนักงานสอบสวนปกติ สามารถดึงอัยการมาร่วมเป็น “พนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ” ป้องกันการแทรกแซงทางการเมืองและเพิ่มน้ำหนักในการฟ้องร้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ
2.อำนาจทะลวงพิกัดสื่อสารและการเงิน หากเป็นคดีพิเศษ ดีเอสไอสามารถใช้อำนาจในการขออนุญาตศาลเพื่อ “ดักฟังและเข้าถึงข้อมูลการสื่อสาร” ของผู้ต้องสงสัยย้อนหลังได้ทั้งหมด รวมถึงการเข้าถึงข้อมูลธุรกรรมทางการเงินเชิงลึก (ซึ่งจะทำให้เห็นว่าเงินที่ได้จากการขายน้ำมัน 57 ล้านลิตรในตลาดมืด ถูกโอนกลับมา “ฟอก” ผ่านบริษัทนอมินีหรือบัญชีม้าของใครหรือไม่
3.มาตรการยึดทรัพย์เชิงรุก เมื่อฐานความผิดขยับสู่เรื่อง “อั้งยี่” และ “ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยสินค้าและบริการที่มีลักษณะเป็นขบวนการ” เนื่องจากมีการกระทำในลักษณะกองทัพมด ดีเอสไอจะประสานงานกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่ออายัดทรัพย์สินทันทีโดยไม่ต้องรอให้คดีถึงที่สุด ทั้งเรือบรรทุกน้ำมัน คลังน้ำมันในจังหวัดภาคใต้ รวมถึงที่ดินและเงินสดของบอร์ดบริหารบริษัทที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจุดนี้คือสิ่งที่ “นายทุนพลังงาน” หวาดกลัวที่สุด
4.ปฏิบัติการปูพรมตรวจค้น รมว.ยุติธรรมแย้มชัดเจนว่าการตรวจสอบไม่ได้หยุดแค่ภาคใต้ แต่จะมีการปูพรมตรวจคลังน้ำมันรายใหญ่ทั่วประเทศ ทั้งในอ่างทอง นครสวรรค์ และแม่สอด เพื่อดูว่ามี “โมเดลน้ำมันล่องหน” แบบเดียวกันนี้ซ่อนอยู่หรือไม่
ในมุมการเมือง การเร่งเครื่องคดีน้ำมันของดีเอสไอในสัปดาห์นี้ คือการเตรียม “สคริปต์ทองคำ” ให้กับ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในการแถลงนโยบายวันที่ 9-10 เม.ย. โดยคาดว่าอาจมีการเร่งสรุปข้อมูลดังกล่าวเพื่อนำไปใช้โต้ตอบฝ่ายค้านที่เตรียมถล่มเรื่องราคาน้ำมันแพง
นายกฯ อนุทินจะสามารถพลิกวิกฤตเป็นโอกาสด้วยการประกาศว่า “รัฐบาลไม่ได้แค่คุมราคา แต่กำลังไล่ล่าโจรที่ปล้นพลังงานของชาติ” โดยมีตัวเลข 57 ล้านลิตร และ 99 เที่ยวเรือ เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ ยิ่งหากมีการระบุชื่อ “ไอ้โม่ง” หรือนักการเมืองที่มีส่วนรู้เห็นในการกักตุนน้ำมันที่จังหวัดภาคใต้ จะเป็นการเปลี่ยนเป้าหมายจากรัฐบาล ไปยังขบวนการทุจริตในทันที
อย่างไรก็ตาม การที่บริษัท พี.ซี.สยามปิโตรเลียม จำกัด ออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าวปฏิเสธการกักตุนน้ำมัน 2 ล้านลิตร โดยอ้างว่าเป็นเรื่องของการเตรียมจำหน่ายตามปกติ ถือเป็นการ “ท้าทาย” ข้อมูลของภาครัฐอย่างรุนแรง หากดีเอสไอเข้าเป็นคดีพิเศษแล้วไม่สามารถหาหลักฐานที่ชัดเจนมาหักล้างคำชี้แจงนี้ได้ เรื่องนี้จะกลายเป็น “บูมเมอแรง” ทิ่มแทงรัฐบาลว่าใช้อำนาจกลั่นแกล้งเอกชนเพื่อสร้างภาพลักษณ์ทางการเมือง
นอกจากนี้ การที่รัฐบาลพยายามขยายผลท่อน้ำไปยังภาคเหนือและภาคกลาง อาจไปสะกิดโดนทุนพลังงานอื่นๆ ที่พยายามปิดบังเรื่องนี้มาอย่างยาวนาน หรืออาจกระตุก “ท่อส่งน้ำเลี้ยง” ของพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรค จนอาจนำไปสู่รอยร้าวในอนาคต การตัดสินใจของบอร์ดคดีพิเศษในวันที่ 9 เม.ย.นี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของข้อกฎหมาย แต่มันคือการ “วัดใจ” ว่ารัฐบาลอนุทินจะกล้าสู้กับมาเฟียพลังงานตัวจริง หรือจะแค่เด็ดปีกนกกระจอกเพื่อประคองตัวผ่านศึกซักฟอกนโยบายไปวันๆ
น้ำมัน 57 ล้านลิตรที่หายไปกลางอ่าวไทย กำลังจะกลายเป็น "เชื้อเพลิง" ชั้นดีที่จะตัดสินว่า รัฐบาลชุดนี้จะโดดเด่นด้วยการปราบปรามทุจริต หรือจะถูกเผาไหม้ด้วยวิกฤตศรัทธาที่ประชาชนมองว่านี่คือละครฉากใหญ่ที่เตรียมไว้ต้อนรับสงกรานต์เท่านั้น.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยกระดับ“ล้อมคอก”อาวุธปืน “บิ๊กต่าย”ประมืองานร้อน"ทิ้งทวน"
เพียงสัปดาห์เดียวเกิดเหตุสลดถึง 2 เคส ที่สังคมไทยต้องนำมาถอดบทเรียนอีกครั้ง ศุกร์ที่ 7 ส.ค. “เหตุกราดยิง” ภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี นักเรียนชาย ม.3 พกอาวุธปืนขนาด 9 มม.มาจากบ้าน พร้อมกระสุน 98 นัด ก่อเหตุที่ไม่มีใครคาดคิด เดินลั่นไกใส่ครู-นักเรียน ไม่ต่างกับในเกมหรือภาพยนตร์
ภท.ไวจัด!ชงกม.ปืน 100มาตราปชช.ปลอดภัยขึ้น‘หนู’เคลียร์ดรามา
“อนุทิน” สั่งจัดระเบียบปืน 10 ล้านกระบอก ย้ำห้ามพกปืนทุกคนเหตุใบอนุญาตหมดอายุแล้ว
'อนุทิน' โพสต์ภาพครอบครัว พร้อมถ้อยคำสั้นๆ กินใจ เนื่องในวันแม่แห่งชาติ
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย โพสต์ภาพถ่ายร่วมกับครอบครัวผ่านเฟซบุ๊กเนื่องในวันแม่ โดยมีนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล บิดา พร้อมด้วย นางทัศนีย์ ชาญวีรกูล มารดา และน้องชาย น้องสาว
ทูลเกล้าฯหมอสรณพ้นปธ.กสทช.
นายกฯ เผยทูลเกล้าฯ ให้ “นพ.สรณ” พ้นประธาน กสทช.แล้ว
8แสนโยงเลือกสส.‘กกต.’ปัดฮั้วสว.
“นายกฯ” เตรียมประชุม ครม.สัญจร จ.สงขลา 31 ส.ค.-1 ก.ย.69 ถกปัญหา 5 จว.ใต้ หวังกระตุ้น ศก.-แก้ปัญหาผังเมือง
ห้ามพกปืน100% หนูสั่งรื้อกม.เข้มโทษหนัก ฉลองนอนคุก/เซฟโซนรร.
“อนุทิน” ร่ายยาวคุมอาวุธปืนใหม่ จ่อเปิดช่องส่งมอบปืนเถื่อน

