บันทึกหน้า 4

ดูเหมือน การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 3 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1) เมื่อวันพุธที่ 25 มีนาคม พ.ศ.2569 ช่างคึกคักเสียจริง ซึ่งสาเหตุหลักก็คงมาจากเป็นสภาใหม่ถอดด้ามที่มีการประชุมครั้งแรก แต่ก่อนการประชุมนั้น “โสภณ ซารัมย์” ประธานสภาฯ พร้อมด้วยตัวแทนพรรคการเมืองก็ได้หารือถึงการกำหนดวัน-เวลาในการประชุมของทั่นผู้แทนยุคนี้ ...๐

โดย “ณัฐวุฒิ บัวประทุม” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ก็มาออกมาแถลงไขระบุว่า ยังนัดประชุมเหมือนเดิมคือวันพุธและวันพฤหัสบดีของทุกสัปดาห์ แต่หากมีวาระเพิ่มเติมขึ้นก็อาจประชุมเพิ่มในวันศุกร์อย่างน้อย 1-2 ครั้งต่อเดือน ก็สรุปง่ายๆ ว่าเหมือนเดิมนั่นแล ส่วน ที่พรรคส้มสร้างภาพบอกว่าฝ่ายนิติบัญญัติควรทำงานเพิ่มมากกว่าประชุมอาทิตย์ละ 2 วัน สุดท้ายก็เงียบหายเข้ากลีบเมฆตามฟอร์ม ...๐

ต่างกับกรณี “นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี ที่ประกาศเรื่องให้ยกเลิกเลี้ยงอาหาร สส. หั่นผู้ช่วย สส.เหลือ 3 คน และตัดเงินบำนาญสมาชิกผู้ทรงเกียรติ เพราะหมอวรงค์นั้นได้ทำเป็นตัวอย่างตั้งแต่เรียกร้องวันแรกในการไปรับประทานอาหารกลางวัน และล่าสุดคือการตั้งผู้ช่วย สส.แค่ 3 คนเท่านั้น ซึ่ง “หมอวรงค์” ไม่ได้เรียกร้องแค่ สส.เท่านั้น แต่เรียกร้องไปยังสภาสูงด้วย ซึ่งก็ดูเหมือนสภาสูงยังนิ่งเฉย โดยเฉพาะ สว.อิสระทั้งหลาย ที่เคยสร้างภาพไม่ต่างจากพรรคส้ม ...๐

ที่น่าสนใจและเป็นการวัดใจอย่างยิ่งของรัฐสภาคือ การยกเลิกการจัดตั้งกองทุนเพื่อดูแลอดีตสมาชิกรัฐสภา หรือภาษาชาวบ้านเข้าใจง่ายๆ บำนาญ สส.และ สว.นั่นเอง เพราะแม้ สส.-สว.ต้องจ่ายเดือนละ 3,500 บาท แต่ตามที่ หมอวรงค์บอกว่าจะได้สิทธิถึง 5 เรื่อง ประกอบด้วย 1.บำนาญ 2.รักษาพยาบาลหรือตรวจร่างกาย 3.ส่งลูกหลานอายุไม่เกิน 25 ปี สามารถเบิกค่าเล่าเรียนได้ 4.กรณีทุพพลภาพจะได้เงินเพิ่มเติมอีก 15,000 บาท และ 5.เสียชีวิตครอบครัวจะได้อีก 200,000 บาท พระเจ้าจอร์จ! สิทธิช่างเยอะและใหญ่มากกว่ามนุษย์เงินเดือนที่ต้องส่งเงินประกันสังคมไม่ต่ำกว่า 15 ปีติดถึงได้รับเบี้ยยังชีพ นี่ยังไม่นับเรื่องจำนวนเงินที่ต่างกันราวฟ้ากับเหวเหมือนการแบ่งชนชั้นอย่างไรอย่างนั้น ...๐

มนุษย์เงินเดือนทั้งมาตรา 33 มาตรา 39 และมาตรา 40 ทำอย่างไรก็ได้เบี้ยในหลักพัน ในขณะที่ทั่นผู้แทนราษฎรนั้นสตาร์ทขั้นต้นประมาณ 21,300 บาท และเพิ่มขึ้นไปจนชนเพดาน 42,700 บาท งานนี้เราเลยไม่เคยได้ยินเสียงของ สส.ส้มหรือ สส.หน้าใหม่และหน้าเก่าจากพรรคประชาชนออกมาประกาศล้มเลิกเรื่องดังกล่าวแต่ประการใด เช่นเดียวกับพรรคการเมืองต่างๆ ก็เงียบเป็นเป่าสากเช่นกัน คงมีเพียง “หมอวรงค์” เท่านั้นที่กล้ามาหักช่องทางการทำมาหากินของนักการเมืองที่ใช้ภาษีของคนทั้งประเทศในเป็นบำนาญ ...๐

หันมาดูความคึกคักในการประชุมสภากันบ้าง โดย มีสมาชิกเสนอญัตติด่วน ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2562 ข้อ 54 (1) พร้อมกันถึง 6 ญัตติในหัวข้อเดียวกัน คือเรื่องวิกฤตพลังงาน ซึ่งมีทั้งของ “เอกนัฏ พร้อมพันธุ์” จากค่ายภูมิใจไทย “วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร” จากพรรคประชาชน “กรณ์ จาติกวณิช” จากพรรคประชาธิปัตย์ “นายจาตุรนต์ ฉายแสง” พรรคเพื่อไทย “สัญญา นิลสุพรรณ” จากพรรครวมไทยสร้างชาติ และ “พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง” จากพรรคประชาชาติ ที่สำคัญมีผู้ประสงค์ขออภิปรายถึง 97 คน เรียกว่าคันปากอยากออกหน้าจอกันเต็มสูบ ก็ได้แต่ หวังว่าในอนาคตคงไม่มีภาพการประชุมสภาล่มให้เห็นเป็นนิจศีลเหมือนยุคก่อนหน้านี้ ...๐

ที่น่าสนใจในการอภิปรายในเรื่องวิกฤตน้ำมันนั้น ก็เริ่มตั้งแต่ “เอกนัฏ” เลย เพราะเจ้าตัวเล่นฝากงานฝากการบ้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่ งานนี้ก็เล่นเอาสภากาแฟต้องตีความกันไป เพราะก่อนหน้านี้ “ขิง” เองนั่นแลที่เป็นว่าที่ รมว.พลังงาน แต่เมื่อเจ้าตัวมาฝากกันแบบนี้ก็อาจมีโผพลิกเกิดขึ้นได้ เพราะหากไม่พลิกก็ต้องบอกว่าเป็นการเล่นละครได้สมบทบาทอย่างยิ่ง ...๐

ทิ้งท้ายด้วยข่าวน่าคิดน่าติดตามอีกเรื่อง เมื่อ “มานะ นิมิตรมงคล” ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ออกมาเรียกร้องให้หยุดทริปศึกษาดูงานต่างประเทศที่แฝงท่องเที่ยว โดยระบุว่า ตั้งแต่ปี 2559 ถึง 2568 หน่วยงานของรัฐจัดทริปดูงานต่างประเทศมากถึง 928 โครงการ หมดเงินไม่น้อยกว่า 2,500 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 250 ล้านบาท (ช่วงปี 2563–2565 ไม่มีการเดินทางเนื่องจากการระบาดของโรคโควิด) โดยพบว่าเคยมีโครงการที่ใช้งบสูงสุดถึง 20.8 ล้านบาทในการไปดูงานคณะเดียว และจุดหมายปลายทางยอดนิยมเช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ออสเตรีย ญี่ปุ่น (ฮอกไกโด) และเกาหลีใต้ ที่สำคัญสุดๆ คือ การไปดูงานแล้วทั่นผู้แทนและหน่วยงานรัฐทั้งหลายก็ไม่ได้มีการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมใดๆ เกิดขึ้นเลยนั่นเอง แล้วจะผลาญเงินภาษีคนทั้งชาติไปทำซากอะไร ...๐

 

ท.ศักดิ์

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บันทึกหน้า 4

โผ ครม.อนุทิน 2 สะเด็ดน้ำแล้วจำนวน 35 เก้าอี้ เหลือไว้ 1 เก้าอี้ ยังคงเผื่อไว้ให้ใครสักคน สำหรับ ดร.ปื๊ด-นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย ชัดเจนแล้วว่าไม่ได้ไปต่อ

บันทึกหน้า 4

แม้รัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล จะก้าวขึ้นสู่อำนาจด้วยเสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้นในสภา แต่เส้นทางการบริหารประเทศจากนี้ไป ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ หากเต็มไปด้วย “โจทย์ใหญ่” และ “ปมเสี่ยง” ที่อาจกลายเป็นแรงสะเทือนทางการเมืองได้ทุกเมื่อ

บันทึกหน้า 4

บันทึกท่ามกลางอากาศร้อน แต่ยังร้อนไม่เท่ากับบรรยากาศด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในบ้านเรา เพราะ "หน้าตา ครม.ชุดใหม่" ทำท่าว่ามิได้ไฉไลไปกว่าเก่า เพราะยังคงยึดโยงอยู่กับวัฒนธรรม "แบ่งโควตา" เก้าอี้สนองก๊วนแก๊งบ้านเล็กบ้านใหญ่เหมือนเดิม .

บันทึกหน้า 4

ท่วมท้น! 293 เสียง "อนุทิน ชาญวีรกูล" ฉลุยนายกฯ สมัย 2 ถึงจะโดนฝ่ายค้านรุมอภิปรายกังขาปมจริยธรรมในเรื่องคดีฮั้ว สว. ก็ตาม "

บันทึกหน้า 4

ต้องบอกว่าการเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ได้ถึงทางแยกที่สำคัญประการหนึ่ง เมื่อศาล รัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 รับคำร้องที่ “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” ขอให้พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ในการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่งหรือบาร์โค้ดและรหัสคิวอาร์ ที่จะทำให้การออกเสียงลงคะแนนไม่ได้เป็นไปโดยลับตามรัฐธรรมนูญ

บันทึกหน้า 4

สงครามสหรัฐ-อิสราเอลบุกอิหร่าน ส่งผลกระทบไปทั่วโลก โดยเฉพาะการขนส่งน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้ ประเทศไทยก็โดนกันทั่วหน้า ประชาชนแตกตื่นแห่ไปเติมน้ำมัน แต่ปั๊มไม่มีน้ำมันพร้อมขึ้นป้าย "อยู่ระหว่างการขนส่ง" และในวันที่ 18 ส.ค.