บันทึกหน้า 4

สถานการณ์การคลังและการเมืองไทยในห้วงเวลานี้ กำลังเดินอยู่บน “เส้นบาง” ระหว่างความจำเป็นกับข้อจำกัดอย่างชัดเจน ภายหลังที่ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ และ รมว.มหาดไทย ประกาศแนวทางจัดทำงบประมาณปี 2570 ด้วยคำสำคัญ “ตรงเป้า-แม่นยำ” พร้อมทั้งส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ในการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินวงเงินระดับ “5 แสนล้านบาท” เพื่อรับมือวิกฤตซ้อนวิกฤต

ภาพรวมงบประมาณปี 2570 ที่ตั้งไว้ 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นเพียง 0.2% สะท้อนข้อเท็จจริงสำคัญว่า “พื้นที่ทางการคลัง” ของไทยกำลังหดแคบลงอย่างมาก แม้รายจ่ายจำเป็นจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งภาระสวัสดิการ ค่าพลังงาน และการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่รัฐบาลกลับไม่สามารถขยายงบได้มากนัก เพราะติดข้อจำกัดด้านวินัยการเงินการคลังและเพดานหนี้สาธารณะ

แนวคิด “งบประมาณฐานศูนย์” (Zero-based Budgeting) ที่นายกฯ หยิบมาใช้ จึงไม่ใช่แค่เครื่องมือทางเทคนิค แต่เป็น “สัญญาณทางการเมือง” ว่ารัฐบาลกำลังเข้าสู่โหมดรัดเข็มขัดอย่างจริงจัง การตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ลดงบดูงาน ชะลอการก่อสร้าง และเน้นการร่วมลงทุนแบบ PPP คือความพยายามบริหารทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ขณะเดียวกัน การกำหนด “กฎเหล็ก” เพิ่มงบไม่เกิน 20% และต้องเป็นงบลงทุนเท่านั้น ยิ่งตอกย้ำว่ารัฐบาลต้องการ “กันงบ” ไปใช้ในเรื่องที่สร้างผลตอบแทนระยะยาว เช่น โครงสร้างพื้นฐาน พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมใหม่อย่าง EV ซึ่งถูกวางให้เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจยุคถัดไป

อย่างไรก็ตาม แม้จะรัดเข็มขัดเพียงใด แต่โจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลเผชิญคือ “เงินไม่พอ” ต่อการรับมือวิกฤต โดยเฉพาะผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ดันราคาพลังงาน และซ้ำเติมเศรษฐกิจในประเทศ

 “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯ และ รมว.คลัง เตรียมชง ออก พ.ร.ก.กู้เงิน ซึ่งถูกหยิบขึ้นมาอีกครั้งหลังเคยใช้ในช่วงโควิด โดยมีกรอบเบื้องต้นราว 500,000 ล้านบาท เป้าหมายหลักไม่ใช่เพียงกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่รวมถึงการ “พยุงระบบ” ไม่ให้ทรุดหนัก ทั้งการดูแลค่าครองชีพผ่านโครงการลักษณะคนละครึ่ง การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง และการพยุงราคาพลังงาน

ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ต้องกู้ คือข้อจำกัดของงบกลางที่เหลือเพียง 25,000 ล้านบาท และเพดานหนี้สาธารณะที่เหลือช่องว่างไม่มาก โดยปัจจุบันหนี้อยู่ที่ประมาณ 66% ของ GDP ใกล้ชนเพดาน 70% การขยับเพดานไปที่ 75% จึงเป็นทางเลือกเพื่อเปิด “พื้นที่หายใจ” ทางการคลัง

ประเด็นนี้มีทั้งด้านบวกและด้านที่ต้องระวัง ด้านหนึ่ง การกู้เงินในช่วงวิกฤติถือเป็นเครื่องมือที่หลายประเทศใช้ และยังอยู่ในระดับที่ไม่เกินมาตรฐานสากล หากบริหารดีอาจช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวเร็วขึ้น แต่อีกด้านหนึ่ง หากใช้เงินไม่ตรงจุด หรือขาดแผนสร้างรายได้ในอนาคต ก็อาจกลายเป็นภาระหนี้ระยะยาวที่กดทับเศรษฐกิจไทย ดังนั้นคำถามสำคัญจึงไม่ใช่ “ควรกู้หรือไม่” แต่คือ “กู้แล้วใช้ทำอะไร และคุ้มค่าหรือไม่”

อีกมิติที่สะท้อนความเปราะบางของสถานการณ์คือ ประเด็นด้านความมั่นคง โดยเฉพาะกรณีที่ “พล.ท.นรธิป โพยนอก” แม่ทัพภาค 4 ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากคำแถลงเกี่ยวกับเหตุยิง สส.ในพื้นที่ภาคใต้

ต้องยอมรับว่า ถ้อยคำของแม่ทัพอาจ “ไม่สวยงาม” ในมุมของการสื่อสารสาธารณะ แต่หากพิจารณาในบริบทของวัฒนธรรมทหาร ก็เป็นลักษณะการพูดตรงไปตรงมา เพื่อยืนยันจุดยืนว่า “กองทัพไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง” และพร้อมให้ความร่วมมือกับกระบวนการยุติธรรม

การนำคำพูดลักษณะนี้ไปตีความในเชิงการเมือง อาจทำให้สาระสำคัญถูกเบี่ยงเบนไปจากข้อเท็จจริง สิ่งที่ควรให้ความสำคัญมากกว่าคือ “กระบวนการสืบสวน” และความชัดเจนของข้อเท็จจริง มากกว่ารูปแบบการสื่อสาร

ในทำนองเดียวกัน ประเด็นโรงเรียนปอเนาะที่ถูกหยิบยกขึ้นมา ก็สะท้อนโจทย์เชิงโครงสร้างของพื้นที่ชายแดนใต้ การส่งเสริมให้เยาวชนสามารถใช้ภาษาไทยได้ ไม่ใช่การลิดรอนอัตลักษณ์ แต่เป็นการ “เพิ่มโอกาส” ในการเข้าถึงความรู้และเศรษฐกิจในวงกว้าง ซึ่งหากดำเนินการอย่างเข้าใจบริบท ก็สามารถอยู่ร่วมกับอัตลักษณ์ท้องถิ่นได้

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายแบบ “หลายมิติซ้อนกัน” สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะเป็นนโยบายงบประมาณ หรือการสื่อสารของฝ่ายความมั่นคง สิ่งที่สังคมต้องการไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบ แต่คือ “ความชัดเจน จริงใจ และรับผิดชอบ” เพราะในภาวะที่โลกผันผวน ความเชื่อมั่นคือทรัพยากรที่สำคัญไม่แพ้งบประมาณเลย.

 

คางดำ

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บันทึกหน้า 4

"หนังหน้าไฟ" ได้ไปต่อ! หลัง 7 เสือ กกต. ลงมติพิจารณาการปฏิบัติงานประจำปีงบประมาณ 2568 ของ "แสวง บุญมี" เลขาธิการ กกต. ปรากฏว่าเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 โหวตผ่านการประเมิน อยู่ต่อจนครบสัญญาในวันที่ 31 มี.ค.2570

บันทึกหน้า 4

ต้องยอมรับว่า “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นหนึ่งในนายกฯ ที่ถูกสังคมและฝ่ายตรงข้ามจับผิดมากที่สุดในประวัติศาสตร์ก็ว่าได้ ไม่ว่าจะขยับตัวหรือเอ่ยอ้างเรื่องใด ก็มักมีคนจองกฐินเป็นทิวแถว ซึ่ง ล่าสุดก็คงไม่พ้นเรื่อง “ยิงโจรในบ้านก็ผิด” ซึ่งเจ้าตัวพูดถึงเรื่องการควบคุมอาวุธปืน โดยหลังจากเผยแพร่ออกไปทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายแค้น รวมถึงคนอยากมีแสงก็รุมเข้ามายิ่งกว่าแร้งเห็นศพอย่างไรอย่างนั้น ...๐

บันทึกหน้า 4

ช่วงนี้สังคมไทยมี คดีอุกฉกรรจ์ สะเทือนขวัญอย่างต่อเนื่อง เป็นข่าวฉาวไปทั่วโลก ล่าสุด นายฉลอง เรี่ยวแรง อดีต สส.นนทบุรี ยิง พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายก อบจ.นนทบุรี เสียชีวิต ในสำนักงาน อบจ.นนทบุรี หลังก่อเหตุนายฉลอง

บันทึกหน้า 4

ไทยโพสต์ อิสรภาพแห่งความคิด วิกฤตการณ์ทุจริตสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่นถือเป็นบททดสอบสำคัญของกระทรวงมหาดไทยภายใต้การกำกับดูแลของ วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งได้ออกมาประกาศความคืบหน้าในการดำเนินการทางอาญาต่อกลุ่มผู้ทุจริต

บันทึกหน้า 4

เป็นอีกหนึ่งสัปดาห์ที่ต้องเริ่มต้นด้วยการแสดงความเสียใจและอาลัยจากใจต่อครอบครัวผู้สูญเสียในเหตุโศกนาฏกรรมที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ...เหตุกราดยิงที่โรงเรียนเทพศิรินทร์จบลง แต่คำถามของสังคมยังวนเวียนหลอกหลอน “เราจะทำอย่างไร...ไม่ให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก?!?”

บันทึกหน้า 4

ไร้นักการเมืองโกง! ยังเป็นประเด็นคาใจที่ฝ่ายค้านตั้งคำถามทุกวัน ตัดตอนจบแค่บิ๊กข้าราชการ "รังสิมันต์ โรม" รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรรมและสิทธิมนุษยชน