
กลายเป็นอีกหนึ่ง "ศึกกฎหมายการเมือง" ที่ร้อนแรง หลังฝ่ายค้านเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยเฉพาะประเด็น "จำเป็นเร่งด่วน" ตามมาตรา 172
งานนี้ "ปกรณ์ นิลประพันธ์" รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย และเลขานุการคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน
จึงต้องออกมานั่งเล่า "วิวัฒนาการ" ของรัฐธรรมนูญไทยว่าด้วยการออก พ.ร.ก.กู้เงิน ตั้งแต่ปี 2540 มาจนถึงฉบับปัจจุบัน เพื่ออธิบายว่าเหตุใดรัฐบาลจึงมั่นใจว่า พ.ร.ก.กู้เงินรอบนี้ “ไม่หลุดกรอบ” และไล่เปรียบเทียบรัฐธรรมนูญทีละยุคให้เห็นชัดๆ
เริ่มจากรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งถือเป็นยุคหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง โดยหลักการในเวลานั้น ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาเพียงว่าการออก พ.ร.ก.นั้นเกี่ยวข้องกับ “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ” หรือไม่ แต่ไม่ได้ลงลึกว่า “เร่งด่วนจริงไหม” ยุคนั้นจึงมีการออก พ.ร.ก.กู้เงิน ทั้งในรัฐบาล "ชวน" และ “ทักษิณ”
แต่เมื่อมาถึงรัฐธรรมนูญปี 2550 หลังรัฐประหาร 2549 แนวคิดเรื่องการใช้อำนาจฝ่ายบริหารถูก "ล็อกเข้ม" มากขึ้น จึงมีการเติมเงื่อนไขใหม่เข้าไป คือศาลสามารถตรวจสอบได้ทั้ง 2 เรื่อง ได้แก่ 1.เป็นไปเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือไม่ 2.มีความจำเป็นเร่งด่วนจริงหรือไม่
ตรงนี้เองที่กลายเป็น “จุดเปลี่ยน” รัฐบาลอภิสิทธิ์ เคยเจอมาแล้ว รอบหนึ่งกู้ผ่าน แต่อีกรอบต้องถอนเรื่องกลับ เพราะแรงกดดันเรื่องความเร่งด่วน
ส่วนรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แม้กู้เพื่อแก้น้ำท่วมใหญ่จะผ่าน แต่โครงการกู้ 2 ล้านล้านเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว กลับถูกโจมตีหนักว่า "อะไรคือความเร่งด่วน" จนกลายเป็นมหากาพย์การเมือง และเกิดวลีที่แพร่หลายว่า “ไปทำถนนลูกรังก่อนดีไหม”
จากนั้นรัฐธรรมนูญปี 2560 จึง "ถอยกลับ" ไปใช้แนวคิดใกล้เคียงปี 2540 อีกครั้ง คือเน้นดูเรื่อง "ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ" เป็นหลัก
ส่วนเรื่อง "จำเป็นเร่งด่วน" ให้เป็นดุลพินิจของรัฐบาล เพราะรัฐบาลเป็นคนเห็นตัวเลข เห็นฐานะการคลัง และเห็นความเสี่ยงล่วงหน้ามากที่สุด นี่จึงเป็นที่มาของประโยคเด็ดจาก “ปกรณ์” ที่ว่า "กระทรวงการคลังเปรียบเหมือนแม่บ้านถือกระเป๋าตังค์อยู่ ตังค์ขาดไม่ขาด แม่บ้านจะรู้”
เป็นประโยคที่สะท้อนวิธีคิดของรัฐบาลชัดเจนว่า คนที่รู้ดีที่สุดว่าควรกู้หรือไม่ คือ “คนถือกระเป๋า” นั่นเอง.
ช่างสงสัย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'มาตรการคัดกรองเนื้อหา'
ปัญหาหลักในการใช้โซเชียลมีเดีย เมื่อเปิดเข้าไปในแพลตฟอร์มบางครั้งก็จะไม่สามารถคอนโทรลเนื้อหาที่แสดงได้ ซึ่งในหลายครั้งก็จะส่งผลต่อเด็ก เยาวชนที่ใช้สื่อโซเชียล เป็นเรื่องที่พวกผู้ปกครองหลายคนกังวล หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องเร่งแก้ไขปัญหานี้โดยด่วน เพราะถึงแม้ว่าผู้ปกครองจะปิดกั้นข้อมูลเหล่านี้ แต่ก็มีหลุดรอดออกมาบ้าง โดยเรื่องนี้ที่ประชุมวุฒิสภาได้มีกระทู้ถามเรื่องที่สื่อสังคมออนไลน์มีการเผยแพร่สื่อลามกอนาจาร ที่มี น.ต.วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ เป็นผู้ตั้งถาม ถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งเจ้าตัวได้กล่าวถึงปัญหาของสังคมว่า “เป็นเรื่องที่เห็นในสื่อสังคมออนไลน์ทั่วไป บ่อยครั้งมาพร้อมกับโฆษณาประชาสัมพันธ์ร่วมกับวัยรุ่นที่ทำบ่อนพนันออนไลน์ตามด้วย 888 ทั้งหลาย ซึ่งเป็นสิ่งที่เห็นได้อย่างทั่วไปและกั้นไม่อยู่ โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่ไม่เหมาะได้รับสื่อเหล่านี้” สว.วุฒิพงศ์ ได้แนะนำว่า “ทุกวันนี้ถ้าเราไปค้นบนเว็บไซต์ Google ก็ยังเจอ ซึ่งสามารถดูได้ว่าสื่อไหนลามกอนาจารตรงไหน ถ้าท่านไม่เจอ ท่านมาบอกผมได้ หรือเอาผมไปบรรยายที่กระทรวงดีอีก็ได้ ผมยินดีที่จะชี้โพรงให้กระรอก จริงๆ ท่านอาจจะรู้อยู่แล้วด้วยซ้ำไป แต่จะหาหนทางในการปฏิบัติอย่างไร รวมถึงจะหามาตรการคัดกรองเนื้อหาอย่างไร”
รุกปราบโกงออนไลน์
ช่วงนี้ภารกิจคุ้มครองผู้บริโภคมากขึ้น โดยเฉพาะกรณีที่เป็นกระแสสังคม ทำให้หัวหน้าทัพอย่าง “รัฐมนตรีผึ้ง-ศุภมาส อิศรภักดี” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) มีงานแน่นทุกวัน ด้วยมีประเด็นที่สังคมสนใจและร้องเรียนเข้ามายัง สคบ.จำนวนมาก
อังกฤษคล่องปร๋อ
ลงพื้นที่เหมือนกลัวประชาชนไม่รัก สำหรับ โบ๊ต-อนุกูล พฤกษานุศักดิ์ สส.สงขลา พรรคภูมิใจไทย ดูแลพี่น้องพื้นที่อำเภอสะเดา และคลองหอยโข่ง
ดาวอีกดวง ‘ศรีสะเกษ’
ถือเป็นดาวอีกดวงของจังหวัดศรีสะเกษ และ "บ้านใหญ่ไตรสรณกุล" สำหรับ สส.เจ็ท-นายวิทวัส ไตรสรณกุล สส.ศรีสะเกษ เขต 9 อำเภอศิลาลาด, ยางชุมน้อย, ราษีไศล, โพธิ์ศรีสุวรรณ และบึงบูรพ์
14 อีกครั้ง
บรรยากาศการเปิดรับสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ที่ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 (ดินแดง) ที่ผ่านมา บอกเลยว่าคึกคักสมการรอคอย บรรดาผู้สมัครต่างงัดกลเม็ดเด็ดพรายมาเรียกเรตติงกันชุดใหญ่ แต่ที่กลายเป็นประเด็นทอล์กออฟเดอะทาวน์จนต้องเอามาซุบซิบกัน คงหนีไม่พ้นควันหลงวันจับสลากหมายเลขประจำตัวผู้สมัคร ที่งานนี้มีคน "ตกขบวน" รอบแรกไปอย่างน่าเสียดาย
‘เราอย่าได้หวัง’
เมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีการพิจารณาวาระญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาปัญหาการดำเนินงานโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์)

