รัฐบาลสอบโกงท้องถิ่น จบแบบคาใจ จี้ลากคอ'บิ๊กการเมือง'สยบข้อครหา

วิกฤตการณ์ทุจริตการสอบแข่งขันพนักงานและข้าราชการส่วนท้องถิ่นครั้งประวัติศาสตร์ ซึ่งพบผู้กระทำผิดในการแก้ไขคะแนนสอบสูงถึง 5,925 คน จนนำไปสู่กระบวนการเพิกถอนผู้ที่ถูกบรรจุเข้ารับราชการ กำลังกลายเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ที่สุดของรัฐบาล ว่าจะสามารถกวาดล้างโครงข่ายนี้ ให้สิ้นซากได้จริง หรือสุดท้ายจะเป็นเพียงแค่การลูบหน้าปะจมูก 

มหกรรมการโกงระดับชาตินี้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของคนสอบตกที่อยากสอบผ่าน แต่คือภาพสะท้อนของความล้มเหลวที่หยั่งรากลึกในระบบราชการไทย ขบวนการนี้ถูกออกแบบและวางแผนมาอย่างแยบยลตั้งแต่การกำหนดขอบเขตของงาน หรือ "ทีโออาร์" ที่ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานของ ก.พ. การจัดการเอกสารที่หละหลวม ไปจนถึงกระบวนการจัดจ้างและจัดสอบ ซึ่งเต็มไปด้วยช่องโหว่ที่เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มผู้มีอิทธิพลอย่างชัดเจน

สอดรับกับผลสอบชุด คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ภายใต้การนำของ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการ ที่พบความผิดเกือบทุกกระบวนการ

 ตั้งแต่การกำหนดอัตราตำแหน่งที่บวมขึ้นอย่างผิดปกติ จาก 8,545 อัตรา แต่มีการบรรจุจริงกระโดดไปถึง 15,520 อัตรา การจัดทำทีโออาร์ที่มอบอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดให้ผู้รับจ้าง จนนำไปสู่การนำงานตรวจผลสอบไปให้ผู้รับจ้างช่วงดำเนินการ และที่เลวร้ายที่สุดคือ การพบหลักฐานร่องรอยทางดิจิทัล หรือ Digital Footprint ในการสั่งการให้บุคคลภายนอกที่ไม่มีอำนาจหน้าที่เข้าไปแก้คะแนนสอบ เปลี่ยนจากตกเป็นผ่าน และเพิ่มคะแนนเพื่อดึงอันดับขึ้น 

โดยรายงานฉบับนี้ได้ถูกส่งต่อให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ซึ่งได้ลงนามเห็นชอบและสั่งการให้ดำเนินคดีทั้งทางอาญา แพ่ง วินัย และจริยธรรมแบบถอนรากถอนโคน เมื่อวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม บทสรุปของการดำเนินการในขณะนี้กลับสร้างความรู้สึกให้กับสังคมว่า นี่คือการแก้ปัญหาที่จบแบบไม่จบ และยังคงเป็นที่คาใจอย่างหนัก การเตรียมเพิกถอนข้าราชการที่กระทำผิดกว่า 5,000 คน หรือการทบทวนบทบาทของคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น อาจยังไม่ได้ขุดรากไปถึงต้นตอ 

ด้วยมูลค่าความเสียหายที่ประเมินไว้สูงถึง 4,500 ล้านบาท และอัตราการเรียกรับเงินค่าจ้างโกงสอบที่ตกหัวละ 3-8 แสนบาท เม็ดเงินมหาศาลระดับนี้ย่อมต้องมีเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงไปถึงระดับสั่งการ สังคมจึงตั้งคำถามตัวโตว่า ตัวการใหญ่ที่แท้จริงคือใคร และจะสามารถลากคอผู้บงการระดับสูงมารับโทษได้หรือไม่

ประเด็นที่ทำให้ความเคลือบแคลงใจของสังคมพุ่งทะยานสูงสุด เมื่อ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย (มท.4) ยอมรับด้วยตนเองว่า ขบวนการนี้มีกลุ่มอิทธิพลหรือ “บ้านใหญ่” ในบางพื้นที่เข้าไปมีส่วนพัวพันจริง และมีการส่งข้อมูลให้ ป.ป.ช.ดำเนินการเชิงลึกแล้ว

เมื่อผู้มีอำนาจระดับรัฐมนตรีออกมายอมรับถึงการมีอยู่ของเครือข่ายการเมืองท้องถิ่นระดับ "บ้านใหญ่" รัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยจึงมีความชอบธรรมและหน้าที่ผูกพันที่จะต้องลากคอคนกลุ่มนี้มาลงโทษให้ได้

 หากสุดท้ายแล้วไม่สามารถนำตัวผู้บงการเบื้องหลังมาดำเนินคดีได้ ประชาชนย่อมไม่มีทางเชื่อถือในกระบวนการยุติธรรมของรัฐ และจะมองว่านี่คือ มวยล้มต้มคนดู เป็นเพียงการทำงานเพื่อตัดตอนความผิด ลดกระแสสังคมชั่วคราว แต่ลึกๆ แล้วคือการอุ้มพวกพ้องและกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองให้อยู่รอดปลอดภัย

 น.ส.ภคมน หนุนอนันต์  สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน ที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลอันน่าตกใจว่า หลังจากการล้างไพ่เพิกถอนรายชื่อบัญชีข้าราชการที่มีการแก้กระดาษคำตอบ รายชื่อของบุคคลที่มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้มีอำนาจกลับหลุดหายไปอย่างน่ากังขา ไม่ว่าจะเป็นพี่ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ลูกของอดีตเลขาธิการของ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รวมถึงน้องของคนใกล้ชิด นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.)

สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดคำถามตัวโตว่า กระบวนการกวาดล้างครั้งนี้หยุดอยู่แค่การคัดรายชื่อเด็กฝากออก แล้วปล่อยให้เอเจนซีหรือนักการเมืองผู้ยัดเงินและฝากฝังลอยนวลไปอย่างนั้นหรือ

สอดคล้องกับมุมมองของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ ที่ชี้ให้เห็นว่า นี่ไม่ใช่อาชญากรรมการโกงสอบธรรมดา แต่เป็น “อาชญากรรมเพื่อช่วยเหลืออาชญากร” ซึ่งกำลังเป็นบททดสอบสำคัญว่า กระบวนการยุติธรรมไทยจะกล้าสาวลึกจากผู้ลงมือ ไปถึงผู้จ้างวาน ผู้รับผลประโยชน์ และผู้บงการทางการเมือง หรือจะยอมจำนนและหยุดชะงักเมื่อเส้นทางการสืบสวนเดินไปเฉียดใกล้ผู้มีอำนาจ 

ไม่เว้นแม้แต่ นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย และประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร ได้กระทุ้งอย่างหนักให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เร่งส่งรายชื่อผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดให้หน่วยงานระดับท็อปอย่าง ป.ป.ช., ปปง., DSI, ป.ป.ท. และตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อบูรณาการลากไส้เส้นทางการเงิน และลากคอผู้บงการมาลงโทษให้ถึงที่สุดโดยไม่มีข้อยกเว้น

ขณะที่ภาคประชาชน โดย กลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) นำโดย นายพิชิต ไชยมงคล และ นายนัสเซอร์ ยีหมะ ร่วมกับ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ เดินทางมายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ผ่านศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 11 ส.ค. เพื่อขอให้ขยายขอบเขตการสอบวินัยร้ายแรงกรณีทุจริตการสอบแข่งขันบุคคลเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น สอบในเชิงลึกและหาผู้เกี่ยวข้องเพิ่ม หวังสาวถึงกระบวนการทั้งหมด 

โดยเรียกร้องให้สอบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ได้แก่ นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ (ขณะดำรงดำรงตำแหน่งอธิบดี สถ. 17 พ.ย.2567-28 ก.ค.2568) นายศิริพันธ์ ศรีกงพลี รองอธิบดี สถ. ผู้ร่วมร่าง TOR นายมนัส สุวรรณรินทร์ อดีตผู้ตรวจราชการ สถ. ผู้ร่วมร่าง TOR รวมทั้งคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ที่เป็นข้าราชการกระทรวงมหาดไทย กรม สถ. และที่เป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น

 ท้ายที่สุดหากบทสรุปของมหากาพย์การทุจริตครั้งนี้ จบลงเพียงแค่การไล่ข้าราชการผู้น้อยออก และปล่อยให้ "บ้านใหญ่" หรือนักการเมืองระดับสั่งการยังลอยนวล ไม่เพียงแต่ทำลายระบบราชการให้พังพินาศ แต่ยังทำลายศรัทธาของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลจนไม่อาจกอบกู้คืนมาได้.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ยกระดับ“ล้อมคอก”อาวุธปืน “บิ๊กต่าย”ประมืองานร้อน"ทิ้งทวน"

เพียงสัปดาห์เดียวเกิดเหตุสลดถึง 2 เคส ที่สังคมไทยต้องนำมาถอดบทเรียนอีกครั้ง ศุกร์ที่ 7 ส.ค. “เหตุกราดยิง” ภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี นักเรียนชาย ม.3 พกอาวุธปืนขนาด 9 มม.มาจากบ้าน พร้อมกระสุน 98 นัด ก่อเหตุที่ไม่มีใครคาดคิด เดินลั่นไกใส่ครู-นักเรียน ไม่ต่างกับในเกมหรือภาพยนตร์

วิ่งหัวชนกำแพง อภิสิทธิ์ชน 'พรรคส้ม'รอมหาชนทุบเอง

กลายเป็นชนวนร้อนสั่นสะเทือนไปทั้งสภาฯ และโซเชียลมีเดีย เมื่อสงครามวาทกรรม “วิ่งหัวชนกำแพง” ถูกจุดพลุขึ้นโดย “ไหม” น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แห่งค่าย พรรคส้ม ที่ออกมาเปิดใจสะท้อนสภาวะถดถอยและความกดดันของการสู้กับระบบ

เปิดลึก มหาดไทย ขยับ รีเซ็ต คุมอาวุธปืน ฝ่ายกฎหมายแทงสวน

จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญ กราดยิงกลางโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ทำให้จากเดิมที่มีความเชื่อกันว่า”โรงเรียน-สถานศึกษา”คือ Safe Zone พื้นที่ปลอดภัย ต้องถูกสั่นคลอน ส่งผลให้รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล มีการบ้านเร่งด่วนคือการทำให้สังคมเชื่อมั่นว่า โรงเรียนยังเป็นพื้นที่ปลอดภัย และอีกหนึ่งเรื่องที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขยับแรงๆ ทันทีก็คือ การยกระดับความเข้มงวดในการ”ควบคุมอาวุธปืน”เพราะแม้ปืนที่ก่อเหตุจะเป็นปืนในบ้านของผู้ก่อเหตุ แต่ทำให้สังคมเล็งเห็นถึงอันตราย ความไม่ปลอดภัยหากการควบคุมอาวุธปืนยังไม่มีประสิทธิภาพ

'ลิซ่า' ท้า 'โกแพ' ประเดิมบ้านใหญ่สตูลที่แรกฟันไม่เลี้ยงโกงท้องถิ่น

“ลิซ่า”ถาม 'กสถ.' หลังเด็กเส้นหลุดหมด จบเรื่องเลยหรือไม่ พร้อมจี้ 'วรศิษฎ์' จัดการบ้านใหญ่พัวพันทุจริตสอบท้องถิ่น ท้าเริ่มจากสตูลก่อนเลย

สอบท้องถิ่น-ฮั้วสว.-ผลงานไม่ออก บั่นทอนเชื่อมั่น'รัฐบาลอนุทิน'

สัปดาห์ก่อนมีกระแสข่าวปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) มาต้นสัปดาห์นี้มีข่าวลือพลิกขั้วรัฐบาล ส้ม-แดง-เขียว พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย และพรรคกล้าธรรม จับมือกัน

'โครงสร้างเก่า-คนใหม่' บีอาร์เอ็น รัฐตรึงกำลังรักษาพื้นที่ปลอดภัย

การก่อเหตุในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็น“วัฏจักร” ความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องภาครัฐพยายามใช้ทุกสูตรในการแก้ไขปัญหา แต่ก็ยังไม่มีแนวโน้มที่ความรุนแรงจะยุติลงได้อย่างสมบูรณ์