ส่องโอกาสธุรกิจรับสร้างบ้านในสนาม 'อีอีซี' ฟื้นตัวทั้งอุปสงค์-อุปทานโครงการใหม่เข้าตลาดเพิ่ม

28 มี.ค. 2565 – ในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าแนวโน้มการใช้บริการธุรกิจรับสร้างบ้านขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เนื่องด้วยบริการที่แตกต่างจากโครงการจัดสรร โดยผู้บริโภคสามารถเลือกแบบบ้าน วัสดุ และมีความยืดหยุ่นสูงในการก่อสร้างเพื่อตอบสนองความต้องการของแต่ละคน รวมถึงงบประมาณเพื่อการมีบ้านแต่ละหลังตั้งแต่หลักล้านจนถึง 20 ล้านบาทขึ้นไป ส่งผลให้มูลค่าธุรกิจรับสร้างบ้านในปี 2563 สูงถึง 11,500 หมื่นล้านบาท ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัด

เจาะลึกความต้องการที่อยู่อาศัยในอีอีซี

นายวรวุฒิ กาญจนกูล นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน หรือ HBA เปิดเผยว่า หากเจาะลึกถึงความต้องการที่อยู่อาศัยในพื้นที่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี พบว่ามีการขยายตัวอย่างมากในช่วงก่อนหน้าวิกฤตโควิด-19 แต่ยังคงมีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยเพื่ออยู่จริง สะท้อนจากรายงานศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ความต้องการที่อยู่อาศัยประเภทบ้านเดี่ยวในปี 2561 ที่ปริมาณ 20,145 หน่วย เพิ่มขึ้นเป็น 26,433 หน่วยในปี 2564 โดยเฉพาะในจังหวัดระยองที่การสร้างบ้านเดี่ยวเพิ่มขึ้นในอัตราเกือบเท่าตัว จากจำนวน 2,969 หน่วยในปี 2561 และมีการเพิ่มสูงขึ้นกว่าเท่าตัวที่ปริมาณ 5,158 หน่วยในปี 2564

สำหรับ แนวโน้มความต้องการที่อยู่อาศัยที่เพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากมีผู้มาลงทุนเพื่อสร้างโครงการบ้าน และผู้ประกอบการรับสร้างบ้านในภาคตะวันออกมากขึ้น มีผู้ย้ายถิ่นฐานจากกรุงเทพฯ และพื้นที่อื่นๆ มาอาศัยอยู่ในภาคตะวันออกมากขึ้น

ทั้งนี้ จากตัวเลขดังกล่าวเป็นโอกาสของธุรกิจรับสร้างบ้าน ที่จะเข้ามาขยายตลาดการสร้างบ้านบนที่ดินให้กับผู้ต้องการที่อยู่อาศัยในภูมิภาคตะวันออกมากยิ่งขึ้นเช่นกัน ซึ่งปัจจุบันก็มีผู้ประกอบการรับสร้างบ้านเกิดขึ้นใหม่ในภูมิภาคตะวันออกรองรับการขยายตัวของตลาดรับสร้างบ้านในภูมิภาคนี้ โดยมีบริษัทรับสร้างบ้านภาคตะวันออกเริ่มเข้ามาสมัครเป็นสมาชิกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน และพัฒนาองค์กรเพื่อรองรับการขยายตัวของตลาดในภูมิภาคนี้อย่างต่อเนื่อง

แน่นอนว่า ความต้องการที่อยู่อาศัยในไทยสามารถเข้าถึงได้จากหลายช่องทาง จากโครงการบ้านจัดสรร โครงการที่อยู่อาศัยของหน่วยงานภาครัฐอย่างการเคหะแห่งชาติ และอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการจะมีบ้านคือ การใช้บริการธุรกิจรับสร้างบ้านเพื่อการปลูกสร้างที่อยู่อาศัยบนที่ดินของตัวเอง

ภาพรวมตลาดบ้านเดี่ยว

ความต้องการที่อยู่อาศัยประเภทบ้านเดี่ยวในแต่ละปีในประเทศไทยอยู่ที่ประมาณปีละ 150,000-200,000 หน่วย โดยในปี 2564 มีปริมาณ 206,092 หน่วย และจากการศึกษาความต้องการบ้านเดี่ยวในพื้นที่ต่างๆ ในปี 2564 พบว่า พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีสัดส่วนที่สูงมากกว่าทุกภาค โดยมีสัดส่วน 21.49% ปริมาณ 44,300 หน่วย

ในขณะที่ความต้องการบ้านเดี่ยวจากตัวเลขการขออนุญาตสร้างบ้านในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล มีสัดส่วนเป็นลำดับรองลงมาที่ปริมาณ 39,012 หน่วย จะสังเกตได้ว่าปริมาณความต้องการบ้านเดี่ยวในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งเคยมีปริมาณการสร้างบ้านเป็นลำดับที่ 1 มาโดยตลอด เริ่มมีอัตราการเพิ่มขึ้นคงที่ ในขณะที่ปริมาณการสร้างบ้านในภูมิภาคเริ่มมีการขยับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกภูมิภาค แสดงให้เห็นถึงการกระจายตัวของที่อยู่อาศัยประเภทบ้านเดี่ยวเริ่มขยายไปสู่ภูมิภาคในเมืองหลักๆ ของแต่ละภาคมากขึ้น

“ความต้องการที่อยู่อาศัยยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องในหลายจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งธุรกิจให้บริการรับสร้างบ้านนับเป็นหนึ่งในทางเลือกใหม่ที่ต้องเร่งสร้างความรู้ความเข้าใจและการยอมรับในรูปแบบบริการให้มากขึ้น เพื่อให้ผู้บริโภคและบุคคลทั่วไปเข้าใจถึงรูปแบบการให้บริการ คุณค่าและความแตกต่างของธุรกิจ ล่าสุดกับการจัดงาน “รับสร้างบ้านและวัสดุ Focus 2022” เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจและเห็นคุณค่าของธุรกิจรับสร้างบ้านมากขึ้น โดยงานจัดขึ้นในวันที่ 30 มีนาคมถึง 3 เมษายน 2565 สามารถคลิกเข้าไปดูบริการต่างๆ ได้ที่ https://www.hba-th.org/” นายวรวุฒิ กล่าว

วิเคราะห์ตลาดที่อยู่อาศัยในอีอีซี

นายวิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาภายใต้การแพร่ระบาดของโควิด-19 การลงทุนพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในพื้นที่อีอีซีเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากทั้งในด้านอุปสงค์และอุปทาน เมื่อเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของปี 2564 สถานการณ์โดยรวมเริ่มกลับเข้าสู่ช่วงการฟื้นตัว เมื่อผู้ประกอบการลดการเติมอุปทานใหม่เข้ามาในตลาด ส่งผลให้อัตราดูดซับเริ่มดีขึ้น โครงการเหลือขายลดจำนวนลง โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชลบุรี หน่วยเหลือขายลดลง 13.2% มูลค่าหน่วยเหลือขายลดลง 14.2% ขณะที่จังหวัดฉะเชิงเทราเป็นพื้นที่ที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นของหน่วยขายได้ใหม่มากที่สุดถึง 39.4% มูลค่าขายได้ใหม่เพิ่มขึ้น 43% โดยเป็นการเพิ่มขึ้นของการขายบ้านจัดสรรเป็นหลัก 

สำหรับภาพรวมสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยจังหวัดชลบุรีมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากจำนวนหน่วยที่อยู่อาศัยรอการขาย ณ ปี 2564 มีจำนวนทั้งสิ้น 43,393 หน่วย ลดลงถึง 12% คิดเป็นมูลค่า 161,747 ล้านบาท ลดลง 13.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ขณะที่ที่อยู่อาศัยใหม่เข้ามาในตลาดลดลงอย่างมาก โดยมีจำนวน 3,271 หน่วย ลดลง 48.8% มูลค่า 8,970 ล้านบาท ลดลง 63.1% แม้จำนวนหน่วยและมูลค่าขายได้ใหม่จะยังคงติดลบถึง 5.1% โดยมีหน่วยขายได้ใหม่เพียง 6,531 หน่วย มูลค่าการขายได้ใหม่ลดลงถึง 7.9% คิดเป็นมูลค่า 21,410 ล้านบาท แต่ด้วยเหตุผลที่สินค้าใหม่เข้าสู่ตลาดน้อยลงอย่างมาก ส่งผลให้อัตราดูดซับขยับขึ้นมาอยู่ที่ 2.5%

ทิศทางตลาดที่อยู่อาศัย EEC ปี 65

สำหรับทิศทางตลาดที่อยู่อาศัย ปี 2565 ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์คาดการณ์ว่าจะเป็นช่วงของการฟื้นตัวทั้งในด้านอุปสงค์และอุปทาน โดยในส่วนของอุปสงค์ คาดการณ์ว่าภาพรวมหน่วยขายได้ใหม่ในพื้นที่ 3 จังหวัด EEC จะปรับเพิ่มขึ้น 7.3% โดยเพิ่มจาก 20,192 หน่วย ในปี 2564 เป็น 21,675 หน่วย ในปี 2565 มูลค่าการขายเพิ่มขึ้น 8.6% โดยเพิ่มจาก 60,562 ล้านบาท ในปี 2564 เป็น 65,774 ล้านบาท ในปี 2565

ด้านอุปทาน คาดการณ์ว่าจะมีโครงการเปิดตัวใหม่เข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้น 51.9% โดยเพิ่มจาก 13,340 หน่วย ในปี 2564 เป็น 20,270 หน่วยในปี 2565 ขณะที่จำนวนหน่วยเหลือขายมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 2% โดยหน่วยเหลือขายจะเพิ่มขึ้นจาก 60,480 หน่วย ในปี 2564 เป็น 61,719 หน่วย ในปี 2565 มูลค่าลดลง 4.4% โดยลดลงจาก 203,891 ล้านบาท ในปี 2564 เป็น 195,017 ล้านบาทในปี 2565 ขณะที่อัตราดูดซับโดยภายรวมยังคงอยู่ในอัตรา 2.5%

นายวิชัยกล่าวเพิ่มเติมว่า ในปี 2565 ตลาดที่อยู่อาศัยในจังหวัดชลบุรีจะกลับมาฟื้นตัวอย่างชัดเจนหลังจากตลาดเข้าสู่สภาวะซบเซาต่อเนื่องจากปี 2562 และผ่านจุดต่ำสุดมาแล้วในปี 2564 โดยคาดการณ์ว่าในปี 2565 จะมีหน่วยเปิดขายใหม่จำนวน 12,513 หน่วย เพิ่มขึ้น 99.9% คิดเป็นมูลค่า 44,376 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 181.2% โดยคาดการณ์ว่าจะมีหน่วยขายได้ใหม่จำนวน 13,916 หน่วย เพิ่มขึ้น 14.8% คิดเป็นมูลค่า 46,494 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.4% ส่วนหน่วยเหลือขายเริ่มกลับมาเพิ่มขึ้นโดยเป็นผลมาจากการเปิดตัวโครงการใหม่ คาดการณ์ว่าจะมีหน่วยเหลือขาย 40,901 หน่วย เพิ่มขึ้น 11% คิดเป็นมูลค่า 142,436 ล้านบาท

ส่วนของจังหวัดระยองและจังหวัดฉะเชิงเทรา คาดการณ์ว่าตลาดที่อยู่อาศัยยังอยู่ในสภาวะทรงตัว โดยในพื้นที่จังหวัดระยองคาดว่าจะมีโครงการเปิดขายใหม่เข้าสู่ตลาดจำนวน 6,097 หน่วย เพิ่มขึ้น 13.3% คิดเป็นมูลค่า 14,679 ล้านบาท ลดลง 8.9% มีหน่วยขายได้ใหม่ 5,841 หน่วย ลดลง 7% คิดเป็นมูลค่า 13,989 ล้านบาท ลดลง 13.3% ขณะที่มีหน่วยเหลือขาย 15,370 หน่วย ลดลง 12.6% มูลค่า 37,284 ล้านบาท ลดลง 18.4%

ขณะที่จังหวัดฉะเชิงเทราคาดว่าจะมีโครงการเปิดขายใหม่เข้าสู่ตลาดจำนวน 1,658 หน่วย ลดลง 2.5% คิดเป็นมูลค่า 4,292 ล้านบาท ลดลง 11.6% มีหน่วยขายได้ใหม่ 1,918 หน่วย เพิ่มขึ้น 7.2% คิดเป็นมูลค่า 5,294 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.5% ขณะที่มีหน่วยเหลือขาย 5,449 หน่วย ลดลง 9.6% มูลค่า 15,297 ล้านบาท ลดลง 14.4%

อย่างไรก็ดี เป็นที่น่าสังเกตว่าการฟื้นตัวที่ยังคงเกิดขึ้นในกลุ่มโครงการบ้านจัดสรรทั้งในส่วนของโครงการเปิดขายใหม่ และจำนวนหน่วยขายได้ใหม่ ซึ่งในส่วนของโครงการอาคารชุด แม้จะเริ่มมีการเปิดตัวโครงการใหม่เพิ่มมากขึ้นแต่ก็ยังคงต้องใช้เวลาฟื้นตัวตามสถานการณ์ภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ และกำลังซื้อที่จะกลับเข้ามาของนักลงทุนจากต่างประเทศเป็นสำคัญ

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

EECO จับมือ ม.บูรพา พัฒนากำลังคนทักษะสูงรับลงทุนอีอีซี

EECO จับมือ ม.บูรพา เดินหน้าขยายมิติการพัฒนากำลังคนทักษะสูง ต่อยอดยกระดับภาคการศึกษา สร้างบุคลากรตอบโจทย์รับการลงทุนพื้นที่อีอีซีต่อเนื่อง

รัฐบาลเห็นชอบผังเมืองรวมชุมชนวังจันทร์ ระยอง รองรับขยายตัว EEC

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การให้ใช้บังคับผังเมืองรวมชุมชนวังจันทร์ จังหวัดระยอง เพื่อเป็นกรอบกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดิน การคมนาคมขนส่ง สาธารณูปโภค

'พิพัฒน์' ปัดถูกยึดคืน 'อีอีซี' ยันเรื่องนี้คุยกันก่อนแล้ว นายกฯขอเป็นเซลล์แมนดึงนักลงทุน

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยก่อนการประชุม นายพิพัฒน์ ให้สัมภาษณ์กรณีมีการมองว่านายพิพัฒน์โดนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย

EEC เยือนเวียดนามรับฟังข้อเสนอหนุนความร่วมมือการลงทุน

EEC ร่วมคณะนายกรัฐมนตรี เยือนเวียดนาม รับฟังข้อเสนอภาคเอกชนไทย หนุนความร่วมมือการลงทุนไทย–เวียดนาม และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานภูมิภาค