โฆษกรัฐบาลย้ำวัคซีนเข็มกระตุ้นจำเป็นวอนประชาชนมาฉีด

โฆษกรัฐบาลย้ำวัคซีนเข็มกระตุ้นจำเป็น ชวนประชาชนรีบเข้ารับวัคซีนเข็มกระตุ้นให้มากขึ้น ลดอาการเจ็บป่วยรุนแรง-ลดเสียชีวิตหากติดเชื้อโควิด-19 และยังช่วยให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศเดินหน้าได้

11 ก.ย. 2565 – นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ำถึงการเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิดมีความจำเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะวัคซีนเข็มกระตุ้นตั้งแต่เข็มที่ 3 เป็นต้นไป เพื่อป้องกันการเจ็บป่วยรุนแรงและลดอัตราการเสียชีวิตจากการติดเชื้อโควิด-19 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง (กลุ่ม 608) และกลุ่มเด็กอายุ 5-11 ขวบ ซึ่งปัจจุบันได้มีการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นไปแล้วประมาณร้อยละ 50 ของประชากร จากที่กระทรวงสาธารณสุขตั้งเป้าการฉีดเข็มกระตุ้นตั้งแต่เข็มที่ 3 ขึ้นไปไว้ที่ร้อยละ 60-70 ดังนั้น เพื่อให้ได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ จึงขอความร่วมมือประชาชนทุกคนให้ความสำคัญกับการรีบเข้ารับวัคซีนเข็มกระตุ้นให้ได้มากขึ้น เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตนเองและสร้างภูมิคุ้มกันหมู่โดยรวมของประเทศ รองรับการเปิดประเทศเต็มรูปแบบและการท่องเที่ยวของประเทศไทยต่อจากนี้ ที่จะมุ่งเน้นการพัฒนาการท่องเที่ยว อย่าง “ทั่วถึง ยั่งยืน และสมดุล” บนพื้นฐานของแนวคิด “ไม่ทิ้งใคร ไว้ข้างหลัง” ตลอดจนขับเคลื่อนเศรษฐกิจตามนโยบายรัฐบาลให้เดินหน้าต่อไปได้

นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุขเตรียมการฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้แก่กลุ่มเด็กที่มีอายุระหว่าง
6 เดือน-น้อยกว่า 5 ปี โดยคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบการปรับสัญญาการจัดซื้อวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของบริษัทไฟเซอร์ที่คงเหลือ จำนวน 3,000,000 โดส ให้เป็นวัคซีนสำหรับกลุ่มเด็กที่มีอายุระหว่าง 6 เดือน ถึงน้อยกว่า 5 ปี (ฝาสีแดง) ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีวัคซีนป้องกันโควิด-19 ครอบคลุมทุกช่วงวัย ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขจะได้รับมอบวัคซีนดังกล่าวภายในไตรมาสที่ 4 ของปี 2565 เพื่อดำเนินการฉีดให้แก่กลุ่มเด็ก จำนวน 1,000,000 คน ในอัตรา 1 คนต่อวัคซีน 3 เข็ม โดยมีระยะห่างในการฉีดวัคซีนคือ ฉีดเข็มที่ 1 และเข็มที่ 2 ห่างกันประมาณ 3 สัปดาห์ ภายหลังจากฉีดเข็มที่ 2 แล้ว ให้เว้นระยะเวลา 6 สัปดาห์ จึงเข้ารับการฉีดเข็มที่ 3 ตามลำดับ เพื่อป้องกันการเกิดอาการรุนแรงในเด็กเล็กหากมีการติดเชื้อโควิด-19 รวมถึงภาวะการเกิด MIS-C (Multisystem Inflammatory Syndrome in Children) หรือกลุ่มอาการอักเสบหลายระบบที่เป็นภาวะแทรกซ้อนรุนแรงในเด็กที่หายป่วยจากโรคโควิด-19

“ประชาชนสามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นได้ที่โรงพยาบาลของรัฐใกล้บ้าน รวมถึงที่ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ ที่เป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วนซึ่งจะให้บริการถึงวันที่ 30 กันยายน 2565 นี้ อย่างไรก็ตามหากมีสถานการณ์ที่จำเป็นต้องเร่งฉีดอีกครั้ง ทางศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อก็ได้เตรียมการตามแผน “ปิดแต่พร้อมเปิด” ไว้รองรับแล้วโดยสามารถจะเปิดศูนย์ฯ เพื่อให้บริการใหม่ได้ภายใน 1 วัน” นายอนุชา กล่าว

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'อนุชา' ไม่หวั่นโพลตามหลัง เร่งทำงานหนักขึ้น ชูนโยบายอนาคตคนกรุง

'อนุชา' ผนึก 'อภิสิทธิ์' นำทัพทีมผู้บริหารประชาธิปัตย์ลุยหาเสียงคลองเตย-อโศก ยันไม่หวั่นกระแสโพล พร้อมเร่งเครื่องชูนโยบายอนาคตคนกรุงเทพ

'เจมส์ อนุชา' ย้ำ 5 นโยบายพลิกโฉม กทม. ลั่นทลายส่วย ล้างบางคอร์รัปชัน

นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 ประกาศความพร้อมในการเป็น “เจ้าภาพ” แก้ไขทุกปัญหาของคนกรุงเทพฯ โดยย้ำชัดว่าในยุคของตนจะไม่มีคำว่า “นอกเหนืออำนาจ กทม.” อีกต่อไปพร้อมย้ำถึงนโยบายหลัก 5 ด้าน ภายใต้แนวคิด “เดินทางสะดวก เมืองสะอาด ชีวิตสบาย รายได้ดีขึ้น ตรวจสอบได้ทุกเมื่อ”

'อนุชา' ควง 'อภิสิทธิ์' เดินสวนลุม ฟังเสียงคนบ่อนไก่ ลุยสางปัญหาขยะล้น

'อนุชา' ควง 'อภิสิทธิ์' ลุยสวนลุม ดันสวนหย่อม-น้ำพุ-ยกระดับศูนย์อาหาร ฟังเสียงชาวบ่อนไก่ ลุยสางปัญหาขยะล้นปล่อง คืนคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น

‘อนุชา’ ซัดส่วยกทม. ‘หัวไม่ส่าย หางไม่กระดิก’ ชี้คนกทม. รู้กันหมดอิสระจริงไม่จริง

เมื่อเวลา 07.00 น. ที่ตลาดวัดแขก เขตบางรัก นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5

'อนุชา' ควง 'อภิสิทธิ์' ขอเสียงคนกรุง ลั่นทำให้คนรัก ปชป. กลับมา

‘อนุชา’ ควง ‘อภิสิทธิ์’ หาเสียงเขตสวนหลวง ขอเบอร์ 5 ทั้งสองใบ ชูตลาดสะอาด-จัดการคนจรจัด พร้อมแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างเป็นระบบ ลั่นจะทำให้คนรักประชาธิปัตย์กลับมา

'เจมส์ อนุชา' แถลงวิสัยทัศน์ ชิงผู้ว่าฯกทม. ชู 5 นโยบายหลัก

นายอนุชา บูรพชัยศรี ว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ จัดงานแถลงข่าวเปิดตัววิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์การพัฒนากรุงเทพมหานคร ภายใต้แคมเปญ “เมืองฟ้าอมร... and more” โดยมุ่งเน้นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างแบบบูรณาการ พลิกโฉมการบริหารงานของ กทม. จากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สู่การเป็นองค์กรที่เชื่อมโยงทุกมิติของเมืองเข้าด้วยกัน เพื่อให้ชาวกรุงเทพฯ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในทุกด้าน