"บิ๊กราญ" สั่งลุย! "นพศิลป์" พร้อมคณะทำงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน หรือ DOPA N.I.C.E นำทีมบุกทลายเครือข่าย "โรฮิงญา" สวมบัตรหัวศูนย์ รวบปลัดอำเภอ พร้อมพวก 17 หมายจับ
4 กรกฎาคม 2569 - พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. การสั่งนำทัพโดย พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงาน ผบ.ตร. , พล.ต.ต.ธีระชัย ชำนาญหมอ รอง ผบช.สพฐ.ตร. พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบภาค 8 และ สืบสวนจ.สุราษฎร์ธานี เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง จ. สุราษฎร์ธานี สนธิกำลังร่วมกับ กรมการปกครอง,กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI), และสำนักงาน ป.ป.ท. เปิดปฏิบัติการ “ทลายเครือข่ายชาวโรฮิงญา สวมบัตร เลข 0” ปราบปรามขบวนการทุจริตทางทะเบียน
โดยคณะพนักงานสอบสวนขอศาลออกหมายจับผู้กระทำความผิดจำนวน 17 หมายจับ , อดีตปลัดอำเภอดอนสัก 1 ราย , อดีตลูกจ้าง สย. อำเภอดอนสัก 1 ราย , เจ้าบ้านผู้รับรอง 3 ราย และ ชาวโรฮิงญา (ผู้สวมสิทธิ) 12 ราย (อยู่ระหว่างหลบหนี 6 ราย) ในข้อหา “ในความผิดฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสารรับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสาร รับรองเป็นหลักฐานว่าตนได้กระทำการอย่างใดขึ้น / หรือว่าการอย่างใด ได้กระทำต่อหน้าตนอันเป็นความเท็จ รับรองเป็นหลักฐานว่าได้มีการแจ้งซึ่งข้อความอันมิได้มีการแจ้งและรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้น มุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ ร่วมกันทำ ใช้ หรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จหรือกระทำการเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นมีชื่อหรือมีรายการอย่างหนึ่งอย่างใดในทะเบียนบ้าน หรือเอกสารการทะเบียนราษฎรอื่นโดยมิชอบ”
พล.ต.อ.สำราญ กล่าวว่า สืบเนื่องจากตำรวจได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้เสียหาย เมื่อต้นปี 2569 ว่าได้รับความเดือนร้อนจากชาวพม่า (โรฮิงญา) ที่กระทำผิดกฎหมาย จัดทำบัตรประจำตัวบุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียน บัตรเลข 0 ที่ว่าการอำเภอดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานี ทางกรมการปกครอง โดยคณะทำงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน (DOPA N.I.C.E.) จึงได้ทำการตรวจสอบพบว่า นายไพรัช (สงวนนามสกุล) อดีตปลัดอำเภอดอนสักทำหน้าที่ผู้ช่วยนายทะเบียนและพวก จัดทำบัญชีบุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียนและออกบัตรประจำตัวบุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียน (บัตรเลข 0) ในช่วงปี 2564-2566 จำนวนสูงถึง 240 คนด้วยกัน จึงได้มีการประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อทำการตรวจสอบจนพบขบวนการผู้กระทำความผิด
พล.ต.อ.สำราญ กล่าวต่อว่า จากการตรวจสอบพบว่าการทุจริตทางทะเบียนในปัจจุบันมีหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการสวมสิทธิ์บุคคลที่ไม่มีความเคลื่อนไหวทางทะเบียน การแจ้งเกิดเท็จ , การสมรสเท็จ , หรือการสวมสิทธิ์บุคคลที่ได้รับสิทธิ์ทางการศึกษา แต่สำหรับกรณีที่เกิดขึ้นในพื้นที่อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานีในครั้งนี้ คือ "การทุจริตสวมสิทธิ์บุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียนหรือบัตรหัวศูนย์ให้กับกลุ่มชาวโรฮิงญา" ซึ่งเป็นรูปแบบที่สร้างความเสียหายและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศอย่างยิ่งภูมิหลังและมิติของปัญหา กลุ่มชาวโรฮิงญาเหล่านี้ มีต้นทางอพยพมาจากรัฐยะไข่ทางตะวันตกของประเทศเมียนมาโดยใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านเพื่อมุ่งหน้าสู่ประเทศที่สาม ซึ่งมีขบวนการค้ามนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้องและมีบางส่วนที่ตกค้างอยู่ในประเทศไทยโดยใช้วิธีการหลบหนีเข้าเมืองหรือใช้หนังสือเดินทางบางส่วนเพื่อให้สามารถอาศัยอยู่ในประเทศไทยได้อย่างปลอดภัย จึงได้ดิ้นรนเข้าสู่กระบวนการทุจริตเพื่อสวมบัตรบุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียน หรือ บัตรหัวศูนย์
สำหรับเครือข่ายนี้จะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มนายหน้า ทำหน้าที่จัดหาเจ้าบ้านเพื่อให้รับบุคคลต่างด้าวเข้าในทะเบียนบ้าน และจ่ายเงินเพื่อเป็นค่าตอบแทนให้กับเจ้าบ้าน จำนวน 1,000 – 2,000 บาทต่อราย อีกทั้งยังมีการเรียกเก็บเงินจากกลุ่มคนที่ยื่นขอมีบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (บัตรสีขาวเลข 0) จำนวนมาก รวมมูลค่าความเสียหายไม่น้อยกว่า 15,000,000 บาท, กลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐที่ทุจริต โดยเจ้าหน้าที่ทะเบียน อำเภอดอนสัก จำนวน 1 คน และ ปลัด อ. 1 คน ทำหน้าที่อำนวยความสะดวกในการออกบัตร
พล.ต.อ.สำราญ เปิดเผยว่า ทั้งนี้หากกลุ่มชาวโรฮิงญาที่ลักลอบเข้าเมืองได้รับบัตรหัวศูนย์แล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจจะไม่สามารถจับกุมในข้อหาหลบหนีเข้าเมืองได้เนื่องจากสถานะในบัตรระบุว่าเป็นบุคคลที่อยู่ระหว่างรอการพิสูจน์สัญชาติ ส่งผลให้เกิดการรวมกลุ่มตั้งเป็นแก๊งมีการตั้งผู้นำหรือผู้ใหญ่บ้านในกลุ่มตนเองเพื่อสร้างเป็นชุมชนในพื้นที่ ยิ่งไปกว่านั้นยังพบพฤติกรรมข่มเหงรังแกและกรรโชกทรัพย์เรียกค่าไถ่จากชาวโรฮิงญาด้วยกันเองถึงขั้นก่อเหตุใช้อาวุธปืนทำร้ายร่างกาย ซึ่งเข้าข่ายขบวนการค้ามนุษย์และสร้างปัญหาอาชญากรรมในพื้นที่อย่างรุนแรง
ทั้งนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะไม่หยุดยั้งเพียงแค่ในพื้นที่ภาคใต้แต่จะขยายผลล้างเครือข่ายทุจริตทางทะเบียนทั้งระบบยืนยันจะเดินหน้าตรวจสอบทุกมิติ ไล่ล่าผู้ร่วมขบวนการทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนายหน้า ชาวต่างชาติ หรือเจ้าหน้าที่รัฐที่ใช้อำนาจในทางมิชอบ ไม่มีการละเว้น ไม่มีข้อยกเว้น พร้อมประสานทุกหน่วยงานเร่งดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดเพื่อปิดช่องโหว่ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือบ่อนทำลายความมั่นคงของประเทศ
อีกทั้งสำนักงาน ปปง. จะดำเนินการตรวจสอบเส้นทางการเงิน และดำเนินการกับทรัพย์สินของเครือข่ายผู้กระทำความผิดและผู้เกี่ยวข้อง ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 โดยจะตรวจสอบเส้นเงินของบุคคลที่เกี่ยวข้อง และดำเนินการยึดทรัพย์ เพื่อขุดรากถอนโคนขบวนการนี้ให้สิ้นซาก
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
จาก 'โรฮิงญา' ถึง 'แรงงานต่างด้าว' วิธีคิดพรรคส้มในวันที่คนไทยต้องเลือก
การเมืองไม่ได้ตัดสินกันแค่จากเอกสารนโยบาย แต่ตัดสินกันจากวิธีที่พรรคพูดกับสังคมจริง ว่าเลือกพูดเรื่องใด เลี่ยงเรื่องใด และให้น้ำหนักกับประเด็นไหนเป็นพิเศษ
ฉากทัศน์และความเป็นไปได้หากศาลโลกตัดสิน ‘เมียนมา’ คดี ‘โรฮิงญา’
นักวิชาการธรรมศาสตร์มอง คดีโรฮิงญาในศาลโลกมีน้ำหนักพอเอาผิดรัฐบาลทหารเมียนมาได้ แต่การบังคับใช้คำตัดสินยังติดข้อจำกัด ชี้แรงกดดันอาจตกอยู่ที่อาเซียนและไทย ขณะการค้า-การลงทุนเสี่ยงกระทบ หากถูกคว่ำบาตรจากนานาชาติ
วางกำลังตำรวจ 126,000 นาย ดูแลความปลอดภัย 10 จังหวัดชายแดน รับมือเลือกตั้ง
พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) เปิดศูนย์อำนวยการรักษาความปลอดภัย และความสงบเรียบร้อยการจัดการเลือกตั้งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 13 ม.ค.-12 ก.พ.69 โดยศูนย์ดังกล่าวจะบูรณาการร่วมกับ กกต. ฝ่ายปกครอง และทหาร
ชาวโรฮิงญาจำนวนมากเผชิญกับความรุนแรงทางเพศภายในค่าย ในบังกลาเทศ
จากกรณีศึกษาเมื่อเร็วๆ นี้ พบว่า สตรีและเยาวชนผู้ลี้ภัยชาวมุสลิมโรฮิงญาจำนวนมากต้องเผชิญกับความรุนแรงทางเพศภายในค่ายผู้ลี้ภัยของบั
ตร.ภาค 8 ก้นร้อน สั่งสอบข้อเท็จจริง ผู้นำท้องถิ่นตั้งกองกำลังซ่องสุมค้ามนุษย์โรฮิงญา
ตำรวจภาค 8 ก้นร้อนสั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง หลังปรากฎข่าวทางสื่อ ขบวนการค้ามนุษย์ ทำผิดกฎหมาย มีผู้นำท้องถิ่น กองกำลังติดอาวุธ แคมป์โรฮิงญา แนวชายแดนไทย-เมียนมา พื้นที่ชุมพร-ระนอง
ผบช.น. สั่งช่วยเหลือ สาววัย 17 ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์รีดค่าไถ่ 5 แสนบาท
พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. สั่งการ พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. และ พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบช.น. เร่งรัดติดตามช่วยเหลือหญิงสาววัย 17 ปี หลังถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวง ก่อนกุเรื่องรีดค่าไถ่ย่า 500,000 บาทเพื่อแลกกับการปล่อยตัวหลานสาว .

