นักวิชาการธรรมศาสตร์มอง คดีโรฮิงญาในศาลโลกมีน้ำหนักพอเอาผิดรัฐบาลทหารเมียนมาได้ แต่การบังคับใช้คำตัดสินยังติดข้อจำกัด ชี้แรงกดดันอาจตกอยู่ที่อาเซียนและไทย ขณะการค้า-การลงทุนเสี่ยงกระทบ หากถูกคว่ำบาตรจากนานาชาติ
25 มกราคม 2569 - รศ. ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ บริพัตร ภาควิชาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองและการต่างประเทศเมียนมา เปิดเผยถึงกรณีที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) หรือศาลโลกไต่สวนคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮิงญาในเมียนมา ตามคำฟ้องของแกมเบียที่ยื่นเรื่องตั้งแต่ปี 2019 ตอนหนึ่งว่า ข้อต่อสู้ของแกมเบียว่าชาวโรฮิงญาเคยได้รับผลกระทบจากการกระทำที่รุนแรงและไม่คำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน ถือว่ามีน้ำหนักในเชิงกฎหมายระหว่างประเทศ และรัฐบาลแกมเบียยังได้รับการสนับสนุนข้อต่อสู้ดังกล่าวจากหลากหลายประเทศไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ แคนาดา เยอรมนี ฝรั่งเศส ฯลฯ จึงคาดว่าจะสามารถชนะคดีจนเอาผิดรัฐบาลทหารเมียนมาได้
อย่างไรก็ตาม ผลการตัดสินจะชี้ชัดว่ารัฐบาลทหารเมียนมามีเจตนาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับคำชี้แจงของพยานชาวโรฮิงญา แต่หากท้ายที่สุดแล้วศาลโลกมีคำตัดสินว่ารัฐบาลทหารเมียนมามีความผิดฐานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ฉากทัศน์ที่อาจจะเกิดขึ้นคือศาลจะมีคำสั่งให้รัฐบาลทหารเมียนคืนสิทธิทางพลเมืองและรับชาวโรฮิงญากลับประเทศ รวมถึงให้มีการชดเชยค่าเสียหายที่เกิดขึ้น ไปจนกระทั่งการปรับแก้กฎหมายที่เคยให้อำนาจรัฐบาลทหารเมียนมาเข้าไปละเมิดสิทธิของชาวโรฮิงญา
ทว่า แม้จะมีผลคำตัดสินตามที่ระบุไปข้างต้น แต่ศาลโลกก็ไม่มีอาณัติโดยตรงในการผลักดันกลไกการบังคับใช้ให้เป็นไปตามกฎหมาย ดังนั้นหากรัฐบาลทหารเมียนมาละเมิดหรือไม่ปฏิบัติตามคำตัดสิน ประเด็นดังกล่าวก็จะถูกส่งไปยังคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) เพื่อทำให้เกิดการบังคับใช้ ด้วยเหตุที่ว่าความผิดเกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ถือเป็นบรรทัดฐานระหว่างประเทศที่ไม่ควรมีประเทศใดละเมิด สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นแรงกดดันให้ UNSC จำเป็นต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้รัฐบาลทหารเมียนมาปฏิบัติตามคำตัดสินของศาลโลก
อย่างไรก็ดี บทบาทและอำนาจของ UNSC แทบจะไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงภายในหรือบังคับโดยตรงให้รัฐบาลทหารเมียนมาต้องปฏิบัติตามคำตัดสินของศาลโลกได้ เหตุเพราะยังมีกฎการวีโต้ของสหประชาชาติที่ให้อำนาจยับยั้งแก่สมาชิกถาวร 5 ประเทศใน UNSC ประกอบด้วย จีน ฝรั่งเศส รัสเซีย อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา แน่นอนที่สุดว่ารัสเซียและจีนซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเมียนมาจะต้องใช้สิทธิวีโต้ เพราะทั้ง 2 ประเทศนี้ไม่ต้องการให้มหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ เข้าไปมีอิทธิพลเหนือเมียนมาผ่านการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ หรือการส่งกองกำลังรักษาสันติภาพเข้าไปในเมียนมา
นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปว่า นอกจากการดำเนินการผ่านช่องทางศาลโลกและ UNSC ยังมีอีกหนึ่งช่องทาง คือการต่อสู้ผ่านศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ที่เปิดโอกาสให้เอกชนหรือบุคคลทั่วไปสามารถร้องต่อศาล ICC ถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือการละเมิดอันเข้าใจได้ว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ โดยสามารถใช้ผลการตัดสินของศาลโลกเข้ามาประกอบการต่อสู้ได้ ซึ่งจะทำให้มีน้ำหนักพื้นฐานทางกฎหมายที่มัดแน่น แต่แน่นอนว่าคงต้องใช้เวลาในการไต่สวนไปอีกระยะหนึ่ง ซึ่ง ICC ก็สามารถมีคำตัดสินต่อผู้นำประเทศหรือผู้นำกองทัพได้ และปัจจุบันก็มีผู้นำประเทศหลายคนกำลังถูกดำเนินคดีโดย ICC เช่นกัน
ทั้งนี้ คำพิพากษาของศาลโลกก็จะทำให้การยื่นคำร้องของอัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ เมื่อปลายปี 2024 ให้ผู้พิพากษาออกหมายจับ มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา ในข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติมีน้ำหนักมากขึ้น
รศ. ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ กล่าวอีกว่า ท้ายที่สุดหากแม้รัฐบาลทหารเมียนมายินยอมจะนำชาวโรฮิงญากลับเข้ามาในประเทศจริงๆ ก็ยังคงความท้าทายอีกไม่น้อย เพราะระยะเวลาที่ผ่านไปกว่า 10 ปี นับตั้งแต่ชาวโรฮิงญาโดนเผาทำลายพื้นที่และขับไล่ให้ต้องลี้ภัยไปยังต่างประเทศ รัฐบาลทหารเมียนมาได้นำผู้คนจากภายนอกเข้าไปตั้งรกรากในบริเวณรัฐยะไข่ซึ่งเป็นพื้นที่อาศัยเดิมของชาวโรฮิงญา
ยังไม่นับรวมว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาได้เกิดความไม่สงบจากการต่อต้านกองทัพเมียนมาโดยกองกำลังติดอาวุธของกลุ่มชาติพันธุ์ทั่วประเทศ ซึ่งหนึ่งในพื้นที่ที่มีการสู้รบอย่างเข้มข้นก็คือรัฐยะไข่ ผลพวงจากการที่รัฐบาลทหารเมียนมายังไม่สามารถควบคุมและจัดการพื้นที่เหล่านี้ได้ หากรัฐบาลทหารเมียนมาจะนำชาวโรฮิงญาซึ่งส่วนใหญ่ลี้ภัยไปอาศัยอยู่ที่เมืองค็อกซ์บาซาร์ ประเทศบังกลาเทศ กลับเข้ามา คำถามก็คือชาวโรฮิงญากว่า 8 แสน – 9 แสนคนเหล่านี้จะไปอยู่ที่ไหน และจะมีชีวิตอยู่ในสภาวะแวดล้อม สังคม ที่ปลอดภัยได้อย่างไร
นอกจากนี้ หากจะคิดถึงอีกหนึ่งทางออกที่จะส่งผู้อพยพเหล่านี้ไปยังประเทศที่ 3 ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ หรือประเทศต่างๆ ในโซนยุโรป ก็ติดข้อจำกัดที่กลุ่มประเทศเหล่านี้กำลังมีนโยบายต่อต้านการรับผู้ลี้ภัยเข้ามาในประเทศ ดังนั้น การแก้ไขโดยแนวทางนี้ก็มีข้อจำกัดเช่นกัน
นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า หากศาลโลกมีคำตัดสินว่ารัฐบาลทหารเมียนมามีความผิดในข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จริง แรงกดดันก็จะไม่ได้เกิดแค่กับไทย แต่จะเป็นกลุ่มประเทศอาเซียนทั้งหมดว่าจะดำเนินงานอย่างไรต่อไปกับรัฐบาลทหารเมียนมา เพราะที่ผ่านมา ผู้นำ-ผู้แทนชาติในอาเซียนได้บรรลุฉันทมติ 5 ข้อ เพื่อที่จะยุติความรุนแรงโดยส่งผู้แทนพิเศษต่างๆ เข้าไปในเมียนมาเพื่อแก้ไขปัญหา แต่ก็ไม่สามารถทำได้สำเร็จ หากมาเจอกรณีคำตัดสินศาลโลกว่ารัฐบาลทหารเมียนมามีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ซึ่งเป็นกรณีที่สำคัญกว่าวิกฤตของเมียนมาที่กำลังดำเนินอยู่ในทุกวันนี้เสียอีก
“คำถามคืออาเซียนจะส่งความกดดันดังกล่าวมาให้ไทยต้องทำอะไรหรือไม่ ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ห่างกันแค่ไม่กี่กิโล มากกว่านั้น การค้าการลงทุนของบริษัทต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน หรือประเทศอื่นๆ ที่เข้าไปลงทุนในประเทศที่รัฐบาลได้ดำเนินการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อาจจะนำมาซึ่งปัญหาเรื่องการส่งออก เพราะประเทศปลายทาง หรือ EU อาจจะใช้เงื่อนไขนี้ในการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ซึ่งฉากทัศน์นี้อาจจะเกิดขึ้น หาก ICJ และ ICC ไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้”
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ไทย-เมียนมา' จับมือใช้ดาวเทียมรับมือไฟป่า-น้ำท่วม-ภัยพิบัติ
รัฐบาลเดินหน้าความร่วมมือไทย–เมียนมา ใช้เทคโนโลยีดาวเทียมรับมือไฟป่า น้ำท่วม และดูแลทรัพยากรธรรมชาติชายแดน ยกระดับการจัดการภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อมร่วมกัน
ไทย-เมียนมาออกแถลงการณ์ร่วม ยกระดับความร่วมมือทุกมิติ
นายกรัฐมนตรีไทยและประธานาธิบดีเมียนมาออกแถลงการณ์ร่วมภายหลังการหารือทวิภาคี ยืนยันเดินหน้าขยายความร่วมมือด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้าชายแดน การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชา
พรรคประชาชน แสดงจุดยืนคัดค้าน 'มิน อ่อง หล่าย' เยือนไทย เปิด 6 ข้อเรียกร้องรัฐสภา-รัฐบาล
นายอนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กทม. พรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมด้วยนายศิรชัช ตรีวิศวเวทย์ คณะทำงานโครงการเครือข่ายประชาธิปไตยอาเซียนเพื่อสันติภาพ สิทธิมนุษยชน และการพัฒนาอย่างยั่งยืน แถลงคัดค้านการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของพลเอกอาวุโส มิน ออง ไลง์
'สีหศักดิ์' ยินดีผู้แทนกาชาดสากล เข้าพบ 'อองซานซูจี' หวังเมียนมาเดินหน้ามุ่งสู่สันติภาพ
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยินดีต่อรายงานข่าวเกี่ยวกับการเข้าพบนางออง ซาน ซู จี ของผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศประจำเมียนมา ซึ่งเกิดขึ้นภายหลังการประชุมอย่างไม่เป็นทางการระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศอ
'เท้ง' ฝาก 'อนุทิน' คุย 'มิน อ่อง หล่าย' 5 มาตรการแก้มลพิษข้ามพรมแดน
'เท้ง' ชง 5 มาตรการแก้ปัญหามลพิษน้ำข้ามพรมแดน ถึง 'อนุทิน' ก่อนพบ 'มิน อ่อง หล่าย' แนะมอบ 'สีหศักดิ์' รับผิดชอบหลัก ฝ่ายค้านติดตามความคืบหน้าทุกไตรมาส
ORN มั่นใจทั้งปีรายได้โต 20% ตุนแบ็กล็อก4,261ล้าน
ORN กางแผนครึ่งปีหลัง 2569 เดินหน้าเปิดโครงการใหม่ พัฒนาที่อยู่อาศัยตอบโจทย์กลุ่มเรียลดีมานด์ ขยายฐานลูกค้าไทยและต่างชาติ เร่งต่อยอดธุรกิจสร้างรายได้ประจำ คอมมูนิตี้มอลล์ โรงเรียนนานาชาติ ธุรกิจทรัพย์มือสอง มั่นใจรายได้โตตามเป้า 20% ตุน Backlog 4,261ล้าน

