ฝ่ายกฎหมาย สตช. ยันบุหรี่ไฟฟ้ายังเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ยอมรับตำรวจบางนายไม่แม่นข้อกฎหมายเตรียมหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาความชัดเจน
2 ก.พ.2566 - ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี (กมค.) เปิดเผยถึงกรณีที่ ส.ส.เอกภพ เพียรพิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 1 จ.เชียงราย อ้างเอกสารจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถจับกุมหรือดำเนินคดีกับผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้า หรือผู้ครอบครองบุหรี่ไฟฟ้า ทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ในข้อกล่าวหาตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ทั้งในสถานที่ส่วนตัว และสาธารณะได้ รวมถึงประเด็นความผิดพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 และที่แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 242 และ 246 นั้น เมื่อตำรวจจะจับกุมผู้ต้องหาที่กระทำความผิด ต้องมีคำสั่งจากอัยการที่สั่งให้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหาในความผิดฐานดังกล่าวด้วยนั้น
พล.ต.ท.ไตรรงค์ ยืนยันว่า ตำรวจยังมีอำนาจในการจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า เนื่องจากเป็นสินค้าต้องห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักร รวมทั้งยังมีความผิดตามพ.ร.บ.ศุลกากรพ.ร.บ.กระทรวงพาณิชย์ และพ.ร.บ.กระทรวงสาธารณสุข แต่ยอมรับว่า อาจมีตำรวจบางนายที่ไม่แม่นยำข้อกฎหมาย เข้าไปจำกุมผู้ต้องหา แล้วแจ้งดำเนินคดีตามมาตรา 242 ว่าด้วย ผู้ใดนำเข้ามาหรือส่งออกไปนอก ราชอาณาจักรซึ่งของที่ยังไม่ได้ผ่านพิธีการศุลกากรหรือเคลื่อนย้ายของออกไปจากยานพาหนะคลังสินค้าทัณฑ์บนโรงพักสินค้าที่มั่นคงท่าเรือรับอนุญาตหรือเขตปลอดอากรโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานศุลกากรต้องระวังโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปีหรือปรับเป็นเงินสี่เท่าของราคาของ ซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วหรือทั้งจำทั้งปรับและให้ริบของนั้นไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่า สินค้าหนีภาษี
แต่ในกรณีของบุหรี่ไฟฟ้า ตามกฎหมายเป็นสินค้าต้องห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักร จึงไม่สามารถเสียภาษีได้ ทำให้ตำรวจต้องแจ้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 244 ,246 จึงจะถูกต้อง ซึ่งมาตรา 244 ว่าด้วย ผู้ใดนำของที่ผ่านหรือกำลังผ่านพิธีศุลกากรเข้ามาในราชอาณาจักรหรือส่งของดังกล่าวออกไปนอกราชอาณาจักรหรือนำของเข้าเพื่อการผ่านแดนหรือการถ่ายลำโดยหลีกเลี่ยงข้อจำกัดหรือข้อห้ามอันเกี่ยวกับของนั้นต้องระวังโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปีหรือปรับไม่เกิน 500,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับและศาลอาจสั่งริบของนั้นก็ได้ไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่
ส่วน มาตรา 246 ว่าด้วย ช่วยซ่อนเร้นผู้ใดช่วยซ่อนเร้นช่วยจำหน่ายช่วยพาเอาไปเสียซื้อรับจำนำหรือรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนพึ่งรู้ว่าเป็นของอันเนื่องด้วยความผิดตามมาตรา 242 ต้องระวังโทษจำคุก ไม่เกินห้าปีหรือปรับเป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วหรือทั้งจำทั้งปรับ
อย่างไรก็ตาม หลังจากจับกุมแล้ว ตามขั้นตอนตำรวจต้องรวบรวมพยานหลักฐานส่งให้กับพนักงานสอบสวน มีความเห็นส่งไปยังศาลเพื่อพิจารณาต่อไป หรือบางกรณีหากผู้เสียหายยินยอมเสียค่าปรับ และเข้าข่ายมีความผิด พ.ร.บ.ศุลกากร พนักงานสอบสวนก็จะส่งไปยังกรมศุลกากรให้พิจารณาอัตราโทษปรับต่อไป
พล.ต.ท.ไตรรงค์ ยังระบุอีกว่า ฝ่ายกฎหมายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รับหนังสือขอความเห็นจากคณะกรรมาธิการชุดหนึ่ง เกี่ยวกับการดำเนินคดีผู้กระทำความผิดบุหรี่ไฟฟ้า เมื่อช่วงต้นเดือนธันวาคม ที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียดทั้งหมด รวมถึงทางฝ่ายกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติเอง ก็อยากขอความเห็นจากทางกรมศุลกากร เกี่ยวกับความชัดเจนในเรื่องด้วยเช่นกัน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
สูบเยอะจนน่าห่วง สสส.คิกออฟระบบช่วยเด็กไทยเลิกบุหรี่
สสส. จับมือเครือข่าย Kick off กิจกรรมส่งเสริมเด็กเยาวชน 60 สถานศึกษาภาคตะวันออก เข้าระบบเลิกบุหรี่&พอด คัดกรอง-ส่งต่อ ตั้งเป้าที่ 2,000 คน
สุดทน! 'ไตรรงค์' ฟ้องศาลพวกโจมตีการทำงานต่อเนื่อง ลั่นเป็นตร. 40ปี โดนด่าไม่เคยเอาผิดใคร
รองเจรตำรวจแห่งชาติ ฟ้องศาลเอาผิดพวกใส่ร้าย บอกเป็นตำรวจมากว่า 30–40 ปี ถูกด่ามานับไม่ถ้วน ไม่เคยคิดใช้สิทธิทางกฎหมาย
ผนึกภาคีเครือข่าย สร้างสังคมปลอดภัยไร้ควัน
แม้สังคมไทยจะพูดถึงพิษภัยของบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่ความจริงที่ยังคงปรากฏชัดคือ ควันบุหรี่ยังไม่เคยหายไปจากชีวิตประจำวันของผู้คน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่ต้องเติบโตท่ามกลางสภาพแวดล้อมซึ่งพวกเขาไม่มีอำนาจต่อรอง
เปิด 'หนังสือนิทานเด็ก' สื่อกลางสร้างภูมิคุ้มกันบุหรี่ไฟฟ้า
ผุดหนังสือนิทานเด็กสกัดบุหรี่ไฟฟ้า“สสส.” จับมือกับ “มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว” เปิดตัวชุดหนังสือนิทาน “ครอบครัวสุขภาพดี..ไม่มีบุหรี่ไฟฟ้า” หวังเป็นสื่อกลางให้พ่อแม่ ผู้ปกครอง คุณครู ใช้อ่านสร้างความตระหนักรู้ให้เด็กเข้าใจพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้า
ไล่ออก 'ร.ต.อ.' เซ่นปล่อยตัวผู้ต้องกักจีนเทา
พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และ พ.ต.อ.ปริญญา กลิ่นเกษร

