
‘วิรุฬห์’ อธ.อัยการคดีพิเศษ เตรียมยื่นศาลขอริบทรัพย์อดีตผู้บริหาร STARK อีก 3 พันล้านบาท เยียวยาผู้เสียหาย ‘อัยการ-ศาล-ปปง.’ จับมือเชื่อมโยงข้อมูลคดีฟอกเงิน เพิ่มประสิทธิภาพทำงาน
29 เม.ย. 2567 – นายวิรุฬห์ ฉันท์ธนนันท์ อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ เปิดเผยถึงความคืบหน้าในสำนวนคดีการตรวจสอบและการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สิน (เพิ่มเติม) ตามกฏหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน รายคดีนายชนินทร์ เย็นสุดใจ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร STARK กับพวก (คดีฉ้อโกงประชาชนหุ้น Stark) ว่า สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้เคยส่งสำนวนคดีหุ้นสตาร์ค มาให้กับทางสำนักงานอัยการคดีพิเศษ เพื่อขอให้ยื่นคำร้องต่อศาลให้มีคำสั่งริบทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดตกเป็นของแผ่นดินจำนวน 16 รายการ มูลค่า 355 ล้านบาท
ในความผิดที่เป็นมูลฐานเกี่ยวกับคดีที่เป็นความผิดมูลฐานเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน การยักยอกหรือฉ้อโกง หรือการกระทำโดยทุจริตตามกฏหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน และการยักยอกทรัพย์อันมีลักษณะเป็นปกติธุระ โดยพฤติกรรมเกี่ยวกับการแต่งบัญชีหรืองบการเงินอันเป็นเท็จ ให้มีมูลค่าสูงกว่าความเป็นจริงเป็นจำนวนมากจนกระทั่งประชาชนหลงเชื่อเข้ามาลงทุนในเบื้องต้นได้รับค่าตอบแทนสูงตามที่โฆษณาชวนเชื่อจริง แต่พอมีผู้ลงทุนเข้ามามากก็ไม่สามารถที่จะได้รับค่าตอบแทนอย่างที่กล่าวอ้างได้เนื่องจากไม่มีผลกำไรอย่างที่ผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้ชวน
ซึ่งในคดีที่ได้ส่งมาในครั้งแรก ทางพนักงานอัยการได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดในมูลฐานดังกล่าวตกเป็นของเเผ่นดินไปแล้วคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลแพ่งตามคดีหมายเลขตามที่ฟ.14/2567 ซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดที่ขอยึดอายัดไว้ชั่วคราวและขอให้ริบตกเป็นของแผ่นดินในครั้งนั้น มีจำนวน 16 รายการ มูลค่า 355 ล้านบาท ซึ่งพนักงานอัยการคดีพิเศษเราโดยตนในฐานะอธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษได้มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการ เเละให้คณะกรรมการได้ร่วมกันพิจารณาและดำเนินคดีในชั้นศาล
จนล่าสุดวันที่ 23 เม.ย. ที่ผ่านมา ทางสำนักงาน ปปง. ก็ได้ส่งเอกสารพยานหลักฐานต่างๆ ในคดีเดียวกันเพิ่มเติมเข้ามาให้กับทางสำนักงานคดีพิเศษ เนื่องจากว่าสามารถตรวจสอบพบทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดในมูลฐานเดียวกันในพฤติการณ์เดียวกันเพิ่มเติมขึ้นมาได้อีก และคณะกรรมการธุรกรรมของทางสำนักงาน ปปง. มีการสั่งให้ยึดอายัดไว้ชั่วคราวเมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2567 รวมจำนวนทั้งหมด 14 รายการ เป็นเงิน 2,890 ล้านบาท เมื่อรวมทรัพย์สินในคดีเดิมและที่ส่งมาเพิ่มเติมแล้วทั้งสิ้นเป็นเงิน 3,245 ล้านบาท เเต่ในความเป็นจริงค่าเสียหายที่ผู้เสียหายถูกฉ้อโกงจากความผิดมูลฐานดังกล่าวเป็นจำนวนกว่า 14,000 ล้านบาท
“ผมในฐานะอธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษจึงได้มีคำสั่งให้ส่งเรื่องเพิ่มเติมพร้อมเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมให้กับคณะกรรมการคณะทำงานชุดเดิม เพื่อพิจารณาพิจารณาเกี่ยวกับการยื่นคำร้องให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่ไว้ชั่วคราวตกเป็นของแผ่นดินภายในระยะเวลา 90 วัน นับตั้งแต่ที่มีคำสั่งหยุดอายัดไว้ชั่วคราวตามกฎหมาย ซึ่งพนักงานอัยการคดีพิเศษเราจะต้องพิจารณาและยื่นคำร้องให้ทันภายในวันที่ 12 พ.ค. 2567” นายวิรุฬห์ ระบุ
ส่วนจะเป็นนิมิตรหมายที่ดีของผู้เสียหายที่มีโอกาสได้ทรัพย์สินคืนหรือไม่นั้น เรียนว่า พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมขึ้นมาให้ผู้เสียหายใช้สิทธิ์ขอคืนจำนวนเงินความเสียหายที่ได้รับผ่านทางสำนักงาน ปปง. ได้ภายใน 90 วัน นับตั้งแต่วันประกาศราชกิจจานุเบกษาหลังจากที่มีการยึดอายัดทรัพย์ไว้ชั่วคราว ซึ่งทางสำนักงาน ปปง. จะพิจารณาว่าผู้เสียหายได้รับความเสียหายเป็นจำนวนเท่าไหร่ และขอให้ทางพนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษยื่นคืนให้กับผู้เสียหาย ตามอัตราส่วนที่ผู้เสียหายแต่ละคนจะได้รับตามจำนวนความเสียหายของตนเอง ซึ่งในช่องทางนี้จะต้องยื่นภายใน 90 วัน ตามที่บอก แต่ถ้าพ้นระยะยื่นไม่ทันที่สำนักงาน ปปง. ผู้เสียหายสามารถยื่นผ่านทางศาลได้โดยตรง ผู้ที่ได้รับความเสียหายสามารถยื่นขอศาล เมื่อศาลมีคำสั่งอย่างไรแล้วถ้าหากศาลมีคำสั่งให้มีการคืนให้กับผู้เสียหายรายใดเป็นจำนวนเท่าไหร่ หลังจากนั้นเมื่อคดีเสร็จสิ้นทางสำนักงาน ปปง. ก็จะคืนให้ตามอัตราส่วนของความเสียหายที่แต่ละคนได้รับหลังจากคดีถึงที่สุดแล้วก็จะได้รับคืนค่าเสียหาย
ในกรณีที่ยึดอายัดทรัพย์สินได้ไม่เต็มจำนวนของความเสียหายต้องเฉลี่ยกันไปตามอัตรา ซึ่งพนักงานอัยการได้ตระหนักในสิ่งเหล่านี้ที่จะต้องเร่งรัดดำเนินการให้มีการยื่นคำร้องต่อศาล ไม่ว่าจะขอให้ตกเป็นของแผ่นดินหรือให้คืนให้กับผู้เสียหาย ตามที่ได้ขอคุ้มครองสิทธิ์ผ่านทางสำนักงาน ปปง. โดยรวดเร็ว
สำหรับคดีนี้เนื่องจากค่าเสียหายที่ถูกฉ้อโกงหรือกระทำความผิดมูลฐานดังกล่าวมีจำนวนประมาณ 14,000 ล้านบาทแต่ทรัพย์สินที่อายัดชั่วคราวได้จากผู้ถูกกล่าวหาที่ทำความผิดมูลฐานมีจำนวนทั้งสิ้นในสองคดีของ ปปง. และอัยการมีจำนวน 3,000 กว่าล้านบาท ยังขาดอยู่อีก 10,000 ล้านบาทเศษ ถ้าสมมติว่าทางสำนักงาน ปปง. ตรวจสอบพบทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเพิ่มเติมอีก จะสามารถที่จะดำเนินการเช่นเดียวกับในครั้งล่าสุดที่ส่งเอกสารเพิ่มเติมมา เพื่อขอให้ทางอัยการสำนักงานคดีพิเศษยื่นคำร้องต่อศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินได้อีก
ในส่วนคดีอาญาหุ้น Stark ตอนนี้พนักงานอัยการคดีพิเศษยื่นคำฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลไปแล้ว โดยมีนัดตรวจพยานหลักฐานวันที่ 10 มิ.ย. 2567 หลังจากนั้นทางศาลและคู่ความจะนัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยต่อไปซึ่งทั้งในคดีอาญาและคดีฟอกเงินที่เกี่ยวกับการริบทรัพย์หรือขอคืนให้กับผู้เสียหาย จะแยกพิจารณาออกจากกันในแต่ละส่วนในคดีของอาญาและการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สิน
อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ ยังได้เปิดเผยเพิ่มเติมถึงความก้าวหน้าความร่วมมือเรื่องฟอกเงินว่า สำนักงานอัยการคดีพิเศษได้ทำความร่วมมือประสานงานกันระหว่างศาลแพ่งและทางสำนักงาน ปปง. ซึ่งผู้บริหารแต่ละหน่วยงานได้เข้าประชุมกัน เพื่อให้เกิดวิวัฒนาการใหม่เกี่ยวกับการเชื่อมโยงข้อมูลซึ่งกันและกันระหว่างหน่วยงานทางอิเล็กทรอนิกส์คล้ายๆ กับระบบซีออส (CIOS) ที่สำนักงานศาลยุติธรรมได้ทำอยู่เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการดำเนินคดี ในเรื่องความรวดเร็วความประหยัดในการดำเนินคดี รวมถึงค่าใช้จ่ายด้วย เนื่องจากว่าคดีฟอกเงินกระทบต่อระบบเศรษฐกิจสังคมเป็นจำนวนมาก จึงต้องให้มีการดำเนินคดีตามวิวัฒนาการผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าว ซึ่งจะมีตัวอย่างเช่นว่าสามารถที่จะเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกันในการยื่นคำร้องต่อศาลโดยอัยการขอให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สินที่เกิดเกิดจากการกระทำความผิดตกเป็นแผ่นดิน
การยื่นคำร้องขอทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินหลังจากมีการไต่สวนสืบพยานกันในชั้นศาล จนกระทั่งศาลได้มีคำสั่ง กระบวนการเหล่านี้สามารถทำผ่านช่องทางระบบอิเล็กทรอนิกส์หรือการเชื่อมโยงข้อมูลคล้ายๆ กับระบบของศาลCIOS แทนที่เราจะใช้เอกสารส่งในชั้นศาล เราก็จะใช้ส่งเอกสารผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นการประหยัดเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการถ่ายเอกสารเป็นจำนวนมาก แล้วทางคู่ความไม่จำเป็นต้องเดินทางที่ศาลทำให้เกิดความรวดเร็วและทำให้คดีที่ค้างอยู่น้อยลงแทบจะไม่มีคดีที่ค้างโดยไม่จำเป็นอีก อันนี้ก็เป็นระบบที่คล้ายๆ กับบางคดีที่ทางสำนักงานศาลยุติธรรมได้ใช้ระหว่างหน่วยงานต่างๆ ผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ผ่านทางฐานข้อมูลระหว่างเชื่อมโยงกันก็คือ API ระหว่างสามหน่วยงาน
ส่วนจะเริ่มใช้จริงได้เมื่อไหร่นั้น จากที่เราได้ประชุมร่วมกันวันที่ 25 เมษายนที่ผ่านมา ก็ประสานงานความเข้าใจเกี่ยวกับการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานซึ่งในเบื้องต้นหลังจากประชุมครั้งแรก และชั้นต่อไปแต่ละหน่วยงานก็จะจัดตั้งคณะทำงานชุดเล็กขึ้นเพื่อประสานงานกันประชุมกันเพื่อหาข้อเสนอแนะหรือปัญหาอุปสรรคต่างๆเข้ามาศึกษากันพอหลังจากทุกอย่างไฟนอลแล้ว มีการตกลงร่วมกันระหว่างหน่วยงานแล้วทางสำนักงานคดีพิเศษของเราจะมีการจัดให้มีการประชุมกันและก็ถ่ายทอดหารือกันเกี่ยวกับระบบนี้ระหว่างพนักงานอัยการทั้งหมดในสำนักงานคดีพิเศษและเจ้าหน้าที่ด้วยเพื่อรองรับการใช้ระบบใหม่ดังกล่าวซึ่งต่อไปก็อาจจะมีการจัดสัมนาระหว่างหน่วยงานเกี่ยวกับระบบนี้ต่อไป.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ศาลให้ประกัน 'สามารถ' คดีฟอกเงิน 'ดิไอคอนกรุ๊ป' ปล่อยตัวพ้นเรือนจำคืนนี้
ศาลอาญาให้ประกัน "สามารถ" คดีฟอกเงินดิไอคอนเเล้ว เหตุต้องรอผลคำพิพากษาคดีหลัก อาจทำให้ถูกขังไม่มีกำหนดเเน่นอน
ร้อง อสส. เร่งดีเอสไอสอบ 'ฮั้ว สว.' เตือน กกต. คิดให้ดีก่อนเป่าคดี
'สว.สำรอง' ยื่นหนังสือ อสส. ให้เร่งรัดดีเอสไอ สอบผู้เกี่ยวข้อง 'คดีฮั้ว สว.' ฝากถึง กกต. คิดดี ๆ หากจะเป่าคดีนี้ ระบุหลักฐานมัดเเน่น มั่นใจหากถึงศาลไม่รอดแน่
ยกฟ้อง อดีตพระพรหมเมธี คดีทุจริตเงินทอนวัด ส่วนแพ่งต้องคืนเงิน 5 ล้านให้สำนักพุทธฯ
เปิดเหตุผลศาลอาญาคดีทุจริต ยกฟ้อง อดีตพระพรหมเมธี คดีทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษาปริยัติธรรม ชี้ ไม่มีส่วนรู้เห็นสนับสนุน จพง.-ฟอกเงินฯ “อดีต ผอ.สำนักพุทธกับพวก แต่รับชดใช้ส่วนเเพ่งสั่งคืนเงิน 5 ล้าน
ดีเอสไอ พบพิรุธคลังน้ำมันสุราษฎร์ มี 2 ล้านลิตร แต่ขายน้อยลงผิดปกติ
“ดีเอสไอ" เปิดชื่อ 6 บริษัทผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ จ.สุราษฎร์ฯ หลังบางบริษัทฯ มีความผิดปกติ พบมีน้ำมันคงคลังในเดือน มี.ค.69 อัตรา 2 ล้านลิตร คงคลังเพิ่มขึ้นเป็นล้านลิตร แต่ขายออกเพียงแสนลิตร ต่างจากสถิติเดือน ก.พ. รับ-ขายน้ำมันหลักล้านลิตรเท่ากัน ระบุ “ตำรวจสุราษฎร์ธานี-พาณิชย์จังหวัด” อยู่ระหว่างสอบสวนบริษัทฯ ที่พบความผิดปกติ แย้ม หากพบความผิด “ดีเอสไอ” พร้อมรับร้องทุกข์กล่าวโทษ ก่อนประมวลเรื่องชงบอร์ดคดีพิเศษ “คดีอั้งยี่-ฟอกเงิน บริษัทคลังน้ำมัน”
ผงะ! ศูนย์ต่อต้านฉ้อโกงออนไลน์ เผยสัปดาห์เดียวสูญเฉียด 500 ล้าน วัยรุ่น 21-30 ปีเหยื่ออันดับหนึ่ง
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) เผยสัปดาห์เดียวสูญเฉียด 500 ล้าน รวบขบวนการแก๊งสแกมเมอร์รวม 17 ราย ขณะที่กลุ่มอายุ 21-30 ปี ตกเป็นเหยื่ออันดับหนึ่ง แซงหน้าวัยทำงาน
ดีเอสไอ จับบัญชีม้ารับโอนเงินเว็บพนันกว่า 20 แห่ง ฟอกเงินผ่านคริปโต 500 ล้านบาท
"ดีเอสไอ" ส่งตัวผู้ต้องหาบัญชีม้าเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ หลังพบเปิดบัญชีรับเงินเว็บพนันออนไลน์กว่า 20 แห่ง เชื่อมขบวนการละเมิดลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดพรีเมียร์ลีกเสียหายกว่า 2,000 ล้าน แฉเส้นทางฟอกเงินผ่านคริปโตหมุนเวียน 3 เดือน ทะลุ 500 ล้าน เร่งล่าอีก 3 ผู้ต้องหาหนีคดี

