
อัยการคดีพิเศษยื่นฟ้อง ‘เมียอดีตตุลาการศาลรธน.’ อดีต CEO ร่วมกับพวก ปลอมเอกสารลักเงินซื้อขายที่ดิน 372 ล้าน บริษัทพลังงานขยะอีสเทิร์นฯ -ร่วมฟอกเงินฯ ศาลให้ประกันรายละ 5 เเสน
23 ม.ค. 2569 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 15 ม.ค.ที่ผ่านมา พนักงานอัยการ สำนักงานคดีพิเศษ 1 ยื่นฟ้อง นายคณพศ นิจสิริภัช อดีต CEO บริษัท โรงไฟฟ้าพลังงานขยะ อายุ 72 ปี, นางจิตราภรณ์ เตชาชาญ อดีต ผอ.สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม (สสว.) ในฐานะอดีต CEO บริษัท โรงไฟฟ้าพลังงานขยะ เเละเป็นภรรยาของอดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อายุ 73 ปี, กับพวกอีก 3 คน รวมเป็นจำเลยที่ 1-5
ในความผิดฐาน ร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้กลอุบายอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ, ร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นปกติธุระ, ร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอม , ร่วมกันเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัทจำกัดกระทำการปลอมเอกสารเพื่อลวงให้บริษัทขาดประโยชน์อันควรได้, เป็นผู้สนับสนุนให้ผู้รับผิดชอบในการ ดำเนินงานของบริษัทจำกัดกระทำการปลอมเอกสารเพื่อลวงให้บริษัทขาดประโยชน์อันควรได้, สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันและร่วมกันฟอกเงิน
คำร้องระบุพฤติการณ์สรุปว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1-2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท อีสเทิร์น เอเนอร์จี้ พลัส จำกัด ผู้เสียหายที่ 1 และบริษัท สมุทรปราการ รีนิวเอเบิ้ลเอเนอร์จี้ จำกัด ผู้เสียหายที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินและบัญชี และจำเลยที่ 5 เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมาย
จำเลยทั้งห้ากับพวกอีกหลายคนที่หลบหนีร่วมกันกระทำความผิดวางแผนทำเป็นขั้นตอน ทั้งปลอมสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินหลายฉบับหลายแปลงหลายลักษณะ เช่น ทำสัญญาจะซื้อจะขายปลอมขึ้นทั้งฉบับ โดยไม่มีการซื้อขายจริง หรือมีการซื้อขายจริงแต่จะปลอมสัญญาจะซื้อจะขายขึ้นบางส่วนโดยระบุราคาที่ดินในสัญญาสูงกว่าราคาจริงที่ตกลงกันกับผู้จะขาย แล้วนำสัญญาจะซื้อจะขายปลอมดังกล่าวไปใช้อ้างแสดงต่อกรรมการและหรือที่ประชุมกรรมการบริษัท เพื่อขออนุมัติซื้อที่ดินและขออนุมัติออกเช็คบริษัทเพื่อชำระค่าที่ดินโดยเป็นเท็จ เมื่อได้เช็คค่าที่ดินดังกล่าวแล้ว จำเลยทั้งห้ากับพวกแบ่งหน้าที่กันทำ
โดยนำเช็คบริษัทดังกล่าวไปซื้อแคชเชียร์เช็คแบ่งเป็นหลายฉบับจากธนาคาร โดยมีฉบับที่สั่งจ่ายจำนวนเงินตรงกับราคาที่ดินที่แท้จริง กับฉบับที่มีจำนวนเงินที่เหลือจากการชำระราคาที่ดินที่แท้จริง ซึ่งจำเลยทั้งห้ากับพวกจะนำเช็คฉบับที่เหลือจากการชำระราคาที่ดินดังกล่าวไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารแล้วบังอาจร่วมกันลักเอาเงินของผู้เสียหายทั้งสองไปโดยเจตนาทุจริตเพื่อแสวงหาประโยชน์ ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย อันมีลักษณะเป็นปกติธุระ
โดยจำเลยทั้ง 5 ได้ลักทรัพย์ ร่วมกันทำเอกสารสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินปลอม ขึ้นทั้งฉบับ และร่วมกันปลอมในช่อง “ผู้รับเช็ค” ในเอกสารสำคัญใบรับเช็ค อันมีลักษณะเป็นปกติธุระ ทั้งนี้โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายที่ 1 ผู้เสียหายที่ 3 และประชาชน กระทำเพื่อให้ผู้เสียหายที่ 1 พนักงานของผู้เสียหายที่ 1 ผู้เสียหายที่ 3 ผู้หนึ่งผู้ใดซึ่งพบเห็น และประชาชนหลงเชื่อว่าเอกสารปลอมดังกล่าวเป็นเอกสารที่แท้จริง เพื่อลวงให้บริษัทผู้เสียหายที่ 1 ขาดประโยชน์อันควรได้
จำเลยทั้งห้ากับพวกได้ร่วมกันนำเอกสารสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินอันเป็นเอกสารสิทธิที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิที่ได้ร่วมกันทำปลอมขึ้นไปใช้และอ้างต่อพนักงานของบริษัท อีสเทิร์น เอเนอร์จี้ พลัส จำกัด ผู้เสียหายที่ 1 เพื่อให้ที่ประชุมกรรมการบริษัทผู้เสียหายที่ 1 อนุมัติสั่งจ่ายตราสารเช็คเพื่อชำระหนี้ค่าที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน จำเลยทั้งห้ากับพวกได้นำเอาแคชเชียร์เช็คไปเรียกเก็บเงินจากธนาคาร แล้วได้ร่วมกันลักทรัพย์เอาเงินตามเช็คของผู้เสียหายที่ 1 ไปโดยทุจริต และมีลักษณะเป็นปกติธุระ
จำเลยทั้งห้ากับพวกร่วมกันทำเอกสารหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ระหว่างบริษัท อีสเทิร์น เอเนอร์จี้ พลัส จำกัด ผู้เสียหายที่ 1 ผู้จะซื้อ กับบริษัท ปัญญานคร จำกัด ผู้จะขาย อันเป็นเอกสารสิทธิที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิ ปลอมขึ้นแต่ส่วนหนึ่งส่วนใด โดยจำเลยทั้งห้ากับพวกดังกล่าวได้ร่วมกันเติมข้อความตัวเลขจำนวนเงินราคาที่ดิน 261 ล้านเศษ ซึ่งเป็นเอกสารที่แท้จริงและมีจำนวนเงินที่สูงกว่า แทนข้อความตัวเลขจำนวนเงิน 196 ล้าน อันเป็นการเติมและแก้ไขด้วยประการใดๆ ในเอกสารที่แท้จริง อันมีลักษณะเป็นปกติธุระ
ภายหลังจำเลยทั้งห้ากับพวกดังกล่าวได้กระทำความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารและร่วมกันลักทรัพย์อันมีลักษณะเป็นปกติธุระอีกหลายครั้ง โดยมีลักษณะใกล้เคียงกันเป็นความเสียหายจำนวนมาก อันเป็นการกระทำหลายกรรม เเละเป็นความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินฯ จำเลยทั้งห้ากับพวกดังกล่าวได้ ร่วมกันสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปในลักษณะแบ่งหน้าที่กันทำเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน
โดยจำเลยทั้งห้ากับพวกได้ร่วมกันเปิดบัญชีธนาคารกรุงเทพ และบัญชีเงินฝากอีกหลายบัญชี เพื่อนำเงินของผู้เสียหายที่ 1 ที่ได้จากการลักทรัพย์ เข้าบัญชีเงินฝาก ธนาคารดังกล่าว แล้วจำเลยทั้งห้ากับพวกดังกล่าวจะโอนเงินของผู้เสียหายที่ 1 ดังกล่าวต่อไปเป็นทอดๆ และหรือถอนเงินสดออกจากบัญชีเงินฝากธนาคาร รวมทรัพย์ที่ถูกประทุษร้ายตามฟ้องเป็นเงินจำนวนทั้งสิ้นกว่า 372 ล้านบาทเศษ เหตุเกิดที่แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร และที่แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทมหานคร และที่ตำบลปากน้ำ น้ำ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ เกี่ยวพันกัน
โดยท้ายคำร้อง ทางอัยการขอให้ศาลลงโทษจำเลยตามกฎหมายและคืนเงินแก่ผู้เสียหายด้วย
ชั้นสอบสวนจำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
โดยภายหลังยื่นฟ้อง ศาลอาญามีคำสั่งประทับรับฟ้องเป็นคดีหมายเลขดำที่อ. 101 / 2569
จำเลยทั้งห้ายื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ขอปล่อยชั่วคราวศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวโดยตีราคาประกัน 5 เเสนบาท
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับจำเลยรายสำคัญในคดีนี้ยังมีคดีที่อยู่ระหว่างการสอบสวนของพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษอยู่อีก ซึ่งเป็นคดีที่มีมูลค่าความเสียหายจำนวนมาก ในส่วนคดีนี้เป็นสำนวนแรกที่ยื่นฟ้อง เนื่องจากบางข้อหาใกล้ขาดอายุความ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
DSIดองฮั้วยาว/ม็อบบุกกกต.
ส่อดองยาว! คดีอั้งยี่-ฟอกเงิน หลังคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษเข้าสู่สุญญากาศ เลื่อนประชุมไร้กำหนด รอ “ร.ต.อ.ปิยะ"
'ป๋อง สุพรรณ' ออกโรงแจงดราม่า ก่อนเข้าพบกองปราบ คดีเงินวัดพุทไธศวรรย์
"ป๋อง สุพรรณ" เซียนพระชื่อดังโพสต์ครอบครอบครัวก็เสียใจไม่น้อย ไม่ต้องห่วงชัดเจนทุกเรื่อง “ไม่เคยรับเงินวัด” มีแต่ถวายเงิน ทองคำ
รมว.ยุติธรรม เผย 'ดีเอสไอ' ส่งฟ้อง 'ภาวุธ-ฟิล์ม' คดี Forex สัปดาห์นี้
พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว. ยุติธรรม กล่าวถึงความคืบหน้าพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษจะสรุปฟ้องคดีฟอร์เร็กซ์ต่ออัยการคดีพิเศษ ว่า ภายในสัปดาห์นี้กรม
ตร. เผยคดี 'สมีโชติ' ฟอกเงินคล้ายวัดพระบาทน้ำพุ อายัดแล้วกว่า 300 ล้าน
พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการขยายเส้นทางการเงินและมูลนิธิฯอดีตพระวชิรญาณ อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ พระอารามหลวง และ น.ส.ปุณยวีร์ หรือ สีกาเอ๋ อายุ 47 ปี ว่า จากพฤติการณ์ที่ตรวจพบ
ฝากขัง 'สมีโชติ-สีกาเอ๋' ปิดปากเงียบคดียักยอกทรัพย์วัดพุทไธศวรรย์
เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ได้นำตัวนายอติโชติ อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ หรือ “สมีโชติ” จ.พระนครศรีอยุธยา ผู้ต้องหาตามหมายจับ ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ ปฏิบัติหน้าที่มิชอบหรือทุจริต และสมคบกันร่วมกันฟอกเงิน และ น.ส.ปุณยวีร์ หรือ “สีกาเอ๋”
ตร.ตั้งข้อหาหนัก 'สมีโชติ-สีกาเอ๋' ยึดทรัพย์ 215 ล้าน ค้นกุฏิซุกเงิน-ทองเพียบ
กองปราบแถลงจับ 'สมีโชติ' อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ ยึดทรัพย์ได้ 215 ล้านบาท ค้นกุฎิเจอทั้งเงินสด-ทองแท่ง พบในบัญชี 290 ล้าน รวมถึงบ้านสีกาเอ๋ ตำรวจแจ้งข้อหาหนักร่วมกันฟอกเงิน

