ตำรวจไซเบอร์ขยายผลจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์เวียดนามฟอกเงินผ่านทองคำ แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าหลอกชายสูงอายุโอนเงินกว่า 1.7 ล้าน นำไปซื้อทองหลบเลี่ยงการติดตามเส้นเงินของเจ้าหน้าที่
31 กรกฎาคม 2569 - ที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท., พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท., พล.ต.ต.ชัชปัณฑกานต์ คล้ายคลึง รอง ผบช.สอท., พล.ต.ต.กานตพงศ์ ชัยรุ่งเรือง รอง จตร. ช่วยราชการ บช.สอท., พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมแถลงข่าว ตร.ไซเบอร์ทลายแก๊งเวียดนามฟอกเงินผ่านทองคำ ยึดทองและเงินสดหลอกคนไทยสูญแล้วกว่า 12 ล้านบาท
ในการจับกุมครั้งนี้ ผู้เสียหายเป็นชายสูงวัยอายุ 61 ปี ได้รับโทรศัพท์จากมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้า แจ้งว่าหม้อแปลงไฟฟ้ามีปัญหาต้องทำการเปลี่ยนและทำเรื่องขอรับเงินค่าประกันหม้อแปลงไฟฟ้าคืน จากนั้นได้ให้แอดไลน์แล้วพิมพ์คุยรายละเอียดกัน แล้วเปลี่ยนไปโทรคุยกันผ่าน Video Call พร้อมกับส่ง QR Code ให้ผู้เสียหายสแกน ต่อมามิจฉาชีพแจ้งให้เปิดแอปพลิเคชันธนาคารแล้วกดเปลี่ยนเมนูเป็นภาษาอังกฤษและสั่งให้ทำตามคำแนะนำ เมื่อมีรหัส OTP เข้ามายังโทรศัพท์มือถือผู้เสียหาย คนร้ายได้สั่งให้แจ้งเลขดังกล่าว อ้างว่าเป็นเลขลำดับคิว สุดท้ายปรากฎว่า เงินถูกโอนออกจากบัญชีผู้เสียหายไป 3 ครั้ง รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,799,400 บาท จึงเข้าแจ้งความ
พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. ได้แต่งตั้งให้ พล.ต.ต.กานตพงศ์ ชัยรุ่งเรือง รอง จตร. ช่วยราชการ บช.สอท. เป็นหัวหน้าคณะทำงานสืบสวนและวิเคราะห์อาชญากรรมทางเทคโนโลยีฯ พบผู้เสียหายได้โอนเงินไปยังบัญชีม้านิติบุคคล ชื่อ หจก.รุ่งเรืองศรีมงคล และบัญชีธนาคารชื่อ น.ส.นริศรา โดยในวันเดียวกัน น.ส.นริศรา ได้ไปเบิกถอนเงินสดหน้าเคาเตอร์ธนาคารแห่งหนึ่ง ในห้างสรรพสินค้าชื่อดังย่านรังสิต ก่อนนำเงินสดดังกล่าวส่งต่อให้แก่ชายอีกราย เพื่อนำไปส่งต่อให้แก่ผู้ร่วมขบวนการอีกทอดหนึ่ง
ต่อมา ได้มีคนใช้บัญชีธนาคารของ หจก.รุ่งเรืองศรีมงคล โอนเงินเพื่อซื้อทองคำแท่งที่ร้านทองแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ อ.สามพราน จ.นครปฐม รวม 22 ครั้ง รวมจำนวนกว่า 5 ล้านบาท จากการสืบสวนพบว่า บุคคลที่มาซื้อและรับทองคำคือ น.ส.วสุภาส์ เมื่อได้รับทองคำแล้วจึงนำไปให้ นายสิทธิชาติ และชาวเวียดนามที่ร่วมขบวนการอีก จำนวน 3 คน จากนั้นกลุ่มขบวนการดังกล่าวได้ให้คนนำทองคำแท่งไปขายที่ ร้านทองในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ย่านติวานนท์ ต.ตลาดขวัญ อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี ได้เงินสดกลับไปกว่า 4 ล้านบาท
จากการตรวจสอบยังพบอีกว่า แก๊งเวียดนามกลุ่มนี้เชื่อมโยงกับการหลอกลวงผู้เสียหายชาวไทยแล้ว จำนวน 18 ราย มูลค่าความเสียหายประมาณ 12,628,359 บาท และเชื่อว่ายังมีผู้เสียหายที่ยังไม่ได้เข้าแจ้งความอีกเป็นจำนวนมาก จากการสืบสวนเห็นได้ว่ากลุ่มคนร้ายมีการวางแผนและแบ่งหน้าที่กันทำอย่างเป็นระบบ มีการเปลี่ยนแปลงทรัพย์สินจากเงินสดไปเป็นทองคำก่อนนำทองคำไปขายกลับเป็นเงินสดอีกที เพื่อให้เส้นทางการเงินเกิดความสลับซับซ้อนยากต่อการติดตามของเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดจนนำไปสู่ การขออนุมัติศาลอาญาออกหมายจับบุคคลที่เกี่ยวข้องได้แล้ว รวมจำนวน 7 ราย
ต่อมา ชุดสืบสวนพบเบาะแสทราบว่า กลุ่มคนร้ายชาวเวียดนามดังกล่าวที่ได้ขอศาลอาญาออกหมายจับไว้ วางแผนนำทองคำแท่งมาขายที่ร้านทองร้านเดิม ในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ย่านติวานนท์ ต.ตลาดขวัญ อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี อีกครั้ง จึงได้วางกำลังโดยรอบพื้นที่บริเวณดังกล่าว กระทั่งคนร้ายปรากฏตัว กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.3 บก.สอท.3 ร่วมกันเข้าจับกุมชาวเวียดนาม จำนวน 2 ราย ขณะกำลังจะขายทองคำให้ร้าน ได้แก่ MR.NGUYEN DINH SANG อายุ 29 ปี และ MS.THI THUY DUNG TRINH อายุ 25 ปี พร้อมตรวจยึดทองคำแท่ง จำนวน 14 แท่ง น้ำหนักรวม 27.50 บาท มูลค่ากว่า 1.7 ล้านบาท, เงินสด จำนวน 66,500 บาท, โทรศัพท์มือถือ จำนวน 3 เครื่อง และ รถยนต์เก๋ง จำนวน 2 คัน
ต่อมา วันที่ 30 ก.ค.เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.3 บก.สอท.3 เข้าจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้อีก จำนวน 3 ราย ได้แก่ น.ส.นริศรา อายุ 32 ปี ผู้ทำหน้าที่เบิกถอนเงินสดและนำเงินสดที่ได้ส่งต่อนายไพทูลย์ (ผู้ต้องหาตามหมายจับ) จับตัวได้ที่ ถ.เคหะร่วมเกล้า 37 แขวงคลองสองต้นนุ่น เขตลาดกระบัง กทม., นายสิทธิชาติ อายุ 29 ปี และ น.ส.วสุภาส์ อายุ 34 ปี ซึ่งทำหน้าที่รับขายทองคำและนำเงินสดไปส่งต่อให้ผู้ร่วมขบวนการ ขณะกำลังกบดานอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่งย่าน ถ.สุขุมวิท ต.เนินพระ อ.เมืองระยอง จ.ระยอง
จากปฏิบัติการครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว รวมจำนวน 5 ราย ดำเนินคดีในข้อหา “ร่วมกันลักทรัพย์โดยลวงว่าเป็นเจ้าพนักงานหรือรับของโจร”, “ร่วมกันเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งระบบคอมพิวเตอร์ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะ และมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน”, “ร่วมกันกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบเพื่อให้การทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นถูกระงับ ชะลอ ขัดขวาง หรือรบกวน จนไม่สามารถทำงานได้ตามปกติเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่ทรัพย์สินของผู้อื่น” และ “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยการแสดงตนเป็นบุคคลอื่น” โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างสืบสวนขยายผลไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม เพื่อนำตัวพร้อมตรวจยึดอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีตามกฎหมาย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ฝน ศนันธฉัตร' ร้องตร.ไซเบอร์ ถูกมิจฉาชีพทักไลน์ติดต่องาน อ้างมีผู้ใหญ่สนใจ
นางสาวศนันธฉัตร ธนพัฒน์พิศาล หรือ ฝน ดาราสาวชื่อดัง พร้อมด้วย นายฐานวัฒน์ ลิ้มสังกาศ ทนายความส่วนตัว ได้เดินทางเข้าพบพล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 เพื่อให้ข้อมูลและพยานหลักฐาน กรณีถูกสาวปริศนาอ้างตัวทำงานให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ทักไลน์ส่วนตัวติดต่ออ้างว่ามีผู้ใหญ่สนใจ
'วัชรินทร์' ชง อสส. ชี้ขาดคดีฟอกเงินหุ้น STARK ภาค 2 เป็นคดีนอกราชฯ
สำหรับความคืบหน้าคดีหุ้น STARK ล่าสุดพนักงานสอบสวนดีเอสไอนำสำนวนหุ้น STARK สำนวนที่ 2 เป็นสำนวน ที่มีการกล่าวหา นายศรัทธา จันทรเศรษฐเลิศ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน ซึ่งเป็นจำเลยที่ 3 ในคดีเเรก เเต่มาเป็นผู้ต้องหาที่ 1 ในคดีนี้ ร่วมกับพวก 8 รายกระทำความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน จากที่นายศรัทธา ผู้ต้องหาได้ทำการไซฟ่อนเงินออกจากบัญชีของบริษัท ส
กวาดล้างปืนออนไลน์! บุกจับ 186 ราย ยึดของกลาง 228 กระบอก กระสุนอื้อ
ตร.ไซเบอร์เปิดปฏิบัติการระดมกวาดล้างอาวุธปืนออนไลน์ผิดกฎหมายตรวจค้นกว่า 200 จุดทั่วประเทศ รวบ 186 รายของกลาง 228 กระบอกพร้อมระเบิดและกระสุนกว่าพันนัด
DSIหอบสำนวนส่งอัยการฟ้อง 'ชนนพัฒฐ์' นัดฟังคำสั่ง 28 ก.ย.
'ชนนพัฒฐ์' ยื่นร้องขอความเป็นธรรมอัยการ 9 ประเด็น หลังDSIนำตัวส่งฟ้อง คดีเว็บพนัน-อาชญากรรมข้ามชาติ นัดฟังคำสั่ง 28 ก.ย. เจ้าตัวมองเป็นเพียงพายุโหมที่ต้องแก้ไข ยินดีเข้ากระบวนการยุติธรรม
DSI ขยายผลคดีเว็บพนัน 'ชนนพัฒฐ์' จับสาวแอดมินคนสำคัญคาสงขลา
'ดีเอสไอ' ขยายผลทลายเครือข่ายเว็บพนัน 'ชนนพัฒฐ์' บุกรวบสาวแอดมินคนสำคัญคาเมืองสงขลา พบพฤติการณ์ตั้งทีมฟอกเงิน-ตัดเส้นทางบัญชีม้า เร่งประสานล่าตัวอีก 24 ผู้ต้องหาหนีกบดานเพื่อนบ้าน
ล่าเครือข่ายสแกมเมอร์ทั่วอีสาน รวบผู้ต้องหากว่า 20 ราย อายัดเงินคืนผู้เสียหายนับล้านบาท
ตร.ไซเบอร์อีสาน ล่าเครือข่ายสแกมเมอร์ทั่วอีสานรวบผู้ต้องหากว่า 20 ราย อายัดเงินคืนผู้เสียหายนับล้านบาท พบพฤติกรรมเดิมๆด้วยการหลอกให้ลงทุน แต่เปลี่ยนใหม่ด้วยการใช้บัญชีนิติบุคคลเพื่อความน่าเชื่อถือเร่งล่าจีนเทา นายทุนใหญ่ที่ยังหลบหนีในไทย

