'โจรไซเบอร์' อาละวาดหนัก สัปดาห์เดียวพุ่ง 7,290 คดี เสียหาย 481 ล้าน

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) เปิดสถิติตุ๋นออนไลน์ 8-14 ก.พ. ได้รับแจ้ง 7,290 คดี มูลค่าเสียหาย 481 ล้านบาท เฉลี่ย 68 ล้านต่อวัน พบมิจฉาชีพปรับเปลี่ยนวิธีการหลอกลวง สร้างความเสียหายต่อรายเพิ่มสูงขึ้น อันดับ 1 ยังเป็นการหลอกซื้อขายสินค้าออนไลน์มากถึง 71%

16 กุมภาพันธ์ 2569 - ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) เปิดสถิติคดีและความเสียหายในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังมีการดำเนินการสืบสวนจับกุมพร้อมช่วยเหลือเหยื่อจากการถูกหลอกลวงภายใต้ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ตั้งแต่วันที่ 8-14 ก.พ.69 มีคดีที่รับแจ้งเข้ามาผ่านทาง Thaipoliceonline จำนวน 7,290 คดี มูลค่าความเสียหาย 481,879,930 บาท (เฉลี่ยประมาณ 68.84 ล้านบาทต่อวัน) ซึ่งคดีที่รับแจ้งรอบนี้ลดลงจากห้วงวันที่ 1- 7 ก.พ.69 จำนวน 555 คดี แต่พบว่ามูลค่าความเสียหายเพิ่มขึ้นกว่า 52,296,423 บาท

ข้อมูลจากทีมวิเคราะห์พบว่าแม้ภาพรวมจำนวนคดีจะลดลง แต่ค่าเฉลี่ยความเสียหายต่อคดีกลับเพิ่มขึ้น เมื่อคำนวณค่าเฉลี่ยความเสียหายต่อคดีในสัปดาห์ล่าสุดจะอยู่ที่ประมาณ 66,101 บาท/เคส เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าอยู่ที่ประมาณ 54,759/เคส ซึ่งอาจตีความได้ว่ามิจฉาชีพมีการปรับเปลี่ยนวิธีการหลอกลวงที่สร้างความเสียหายต่อรายสูงขึ้นเพื่อให้ได้เงินจำนวนมากต่อครั้ง

หากนับเชิงปริมาณของคดีที่มีการแจ้งเข้ามา อันดับ 1. ยังคงเป็นการหลอกซื้อขายสินค้าออนไลน์ มีจำนวนมากถึง 71.6% ซึ่งครองสัดส่วนสูงที่สุดอย่างชัดเจน สะท้อนว่าเป็นภัยใกล้ตัวที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดในชีวิตประจำวันโดยคนร้ายเน้นหลอกคนจำนวนมาก แม้ว่ามูลค่าต่อคดีจะไม่สูงนัก แต่ก็ยังเป็นภัยคุกคามวงกว้าง ขณะที่อันดับ 2. คือการหลอกให้โอนหารายได้พิเศษ และอันดับ 3. เป็นการข่มขู่ทางโทรศัพท์ เช่นเดียวกับสัปดาห์ที่แล้ว

ขณะที่หากเทียบในเชิงมูลค่าความเสียหายพบว่าอันดับคดีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยครั้งนี้การข่มขู่ทางโทรศัพท์ กลับขึ้นมาเป็นอันดับ 1 แม้จำนวนคดีจะน้อยกว่า แต่มูลค่าความเสียหายกลับสูงที่สุด แสดงว่าเหยื่อแต่ละรายสูญเสียเงินเป็นจำนวนมากต่อครั้ง ขณะที่อันดับ 2. คือการหลอกให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ และอันดับ 3. คือการหลอกให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์

จากการวิเคราะห์ข้อมูลสถิติคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีห้วงวันที่ 8-14 ก.พ.69 พบว่าผู้หญิงตกเป็นเหยื่อมากกว่าผู้ชายอย่างชัดเจน และหากวิเคราะห์ตามช่วงอายุพบว่า กลุ่มอายุ 31-40 ปี เป็นกลุ่มที่ตกเป็นเหยื่อมากที่สุด โดยจำนวนผู้เสียหายสูงสุด อันดับ 1 คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ คือกลุ่มอายุ 31-40 ปี อันดับ 2 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ คือกลุ่มอายุ 41-50 ปี และอันดับ 3 คดีข่มขู่ทางโทรศัพท์ คือกลุ่มอายุ 18-25 ปี

ดังนั้นวิธีป้องกันตนเองจากการถูกหลอกลวง จากการซื้อสินค้าทางออนไลน์ ประชาชนควรเลือกซื้อสินค้าและบริการออนไลน์ ผ่านแพลตฟอร์มที่มีระบบ “กระเป๋าเงินกลาง” เช่น TikTokShop, Lazada และShopee ซึ่งเป็นระบบที่แพลตฟอร์มจะรับเงินจากผู้ซื้อไว้ชั่วคราว และจะโอนเงินให้ผู้ขายก็ต่อเมื่อผู้ซื้อได้รับสินค้าเรียบร้อยแล้วและยืนยันว่าถูกต้องตรงตามที่สั่งซื้อ หากเกิดปัญหา เช่น ไม่ได้รับสินค้า, สินค้าปลอม หรือไม่ตรงปก ผู้ซื้อสามารถร้องเรียนผ่านแพลตฟอร์มได้ โดยแพลตฟอร์มจะตรวจสอบและระงับการโอนเงินให้ผู้ขาย

โดยเฉพาะการซื้อผ่าน TikTok ควรซื้อผ่านการปักตะกร้าเท่านั้น และควรหลีกเลี่ยงการตกลงซื้อขายนอกระบบหรือโอนเงินให้ผู้ขายโดยตรง เนื่องจากมีความเสี่ยงสูง ทั้งนี้แพลตฟอร์ม Facebook, Instagram (IG) และ X (Twitter) เป็นช่องทางที่มิจฉาชีพมักใช้หลอกลวงมากที่สุด เพราะไม่มีกระเป๋าเงินกลาง ไม่สามารถคุ้มครองผู้ซื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงขอให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวัง ตรวจสอบร้านค้าให้รอบคอบ และหลีกเลี่ยงการซื้อขายที่ไม่มีหลักฐาน เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการถูกหลอกซื้อขายสินค้าออนไลน์

ทั้งนี้ ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเคสรับแจ้งผ่านทางศูนย์ ACSC และสามารถประสานงานร่วมกันกับทุกภาคส่วน ประกอบกับประสานให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เข้าตรวจสอบพร้อมช่วยเหลือเหยื่ออย่างทันท่วงที โดยเป็นการเข้าตรวจสอบทั้งหมด 14 เคส สามารถช่วยเหลือรวมทั้งระงับการโอนเงินของผู้เสียหายก่อนจะโอนเงินไปยังบัญชีของมิจฉาชีพได้ทั้งหมดจำนวน 27 ราย คิดเป็นจำนวนเงินกว่า 4,073,121 บาท และสามารถจับกุมได้ 3 คดี

สำหรับเคสการช่วยเหลือที่น่าสนใจและมีมูลค่าความเสียหายสูง ได้แก่

เคสที่ 1 เจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.วัดพระยาไกร เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นชายวัย 66 ปี หลังตรวจพบว่ากำลังพยายามโอนเงินไปยังบัญชีมิจฉาชีพ เป็นการโอนหน้าเคาเตอร์ ธนาคารแห่งหนึ่ง โดยเมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางถึงที่เกิดเหตุพบเพียงพนักงานธนาคาร แต่ไม่พบผู้เสียหาย สอบถามพนักงานทราบว่า ผู้เสียหายพยายามโอนเงินไปที่บัญชีปลายทางแต่ไม่สามารถทำรายการโอนเงินได้ เนื่องจากบัญชีธนาคารปลายทางถูกระงับหรือถูกอายัดไว้ จึงได้เดินทางกลับที่พัก

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้โทรติดต่อหาผู้เสียหายโดยตรง พร้อมอธิบายเหตุการณ์ให้ผู้เสียหายเข้าใจว่ากำลังถูกมิจฉาชีพหลอกลวง ให้หยุดโอนเงินและหยุดการติดต่อกับคนร้ายทันที และให้รวบรวมพยานหลักฐานเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป มูลค่าเคสนี้รวม 1,500,000 บาท

เคสที่ 2 เจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองภูเก็ต เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นหญิงวัย 69 ปี หลังตรวจพบว่ามีการโอนเงินไปยังบัญชีม้า จากการตรวจสอบพบว่าผู้เสียหายถูกมิจฉาชีพหลอกลวงผ่านช่องทางออนไลน์ให้ซื้อที่นอน ก่อนชักชวนให้โอนเงินร่วมทำกิจกรรมเล่นเกมเพื่อรับผลตอบแทน มูลค่าความเสียหายรวม 101,760 บาท เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้อธิบายให้ผู้เสียหายเข้าใจถึงกลโกงมิจฉาชีพ พร้อมแนะนำขั้นตอนการอายัดบัญชีมิจฉาชีพ และแนวทางเข้าแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมาย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำและสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชนในพื้นที่

เคสที่ 3 เจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นชายวัย 20 ปี หลังพบว่ากำลังโอนเงินไปยังบัญชีม้า โดยเมื่อเดินทางถึงบ้านพักของผู้เสียหายพบมารดาของผู้เสียหาย ซึ่งยังไม่ทราบว่าลูกชายตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ ถูกคนร้ายแอบอ้างเป็นพนักงานโฮมโปร อ้างคืนเงินค่าสินค้าและหลอกให้โอนเงิน มูลค่าความเสียหายรวม 58,982 บาท โดยทันทีที่เจ้าหน้าที่ได้แสดงตัวและแจ้งข้อเท็จจริง มารดาของผู้เสียหายตกใจเป็นอย่างมาก เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเร่งรัดให้โทรหาลูกชายซึ่งเป็นผู้เสียหายพักอยู่ในพื้นที่ จ.กรุงเทพฯ เพื่อให้รับทราบสถานการณ์โดยด่วน ก่อนประสานให้ผู้เสียหายรวบรวมพยานหลักฐานเข้าแจ้งความร้องทุกข์ที่ สน.ลาดกระบัง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เคสที่ 4 ศูนย์ ACSC โดย เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ทุ่งมหาเมฆ นำเงินคืนแก่ผู้เสียหายกว่า 500,000 บาท กรณีผู้เสียหายเป็นชายวัย 69 ปี ถูกคนร้ายโทรศัพท์อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ท่ายาง ใช้โปรไฟล์ไลน์ชื่อ “สอบสวน สภ.ท่ายาง” และวิดีโอคอลแสดงภาพชายแต่งกายคล้ายตำรวจร่วมกับหญิงอีก 1 ราย อ้างว่าผู้เสียหายพัวพันบัญชีม้า ก่อนหลอกให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบ พร้อมอ้างให้ผลตอบแทนร้อยละ 10 และกำชับให้เก็บเป็นความลับ ภายหลังผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินไปหลายครั้ง รวมกว่า 6 ล้านบาท

ระหว่างนั้นศูนย์ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ได้มีการประสานกับหน่วยงานธนาคารๆ ตรวจพบการโอนเงินที่ผิดปกติของบัญชีผู้เสียหายไปบัญชีรับโอนจึงอายัดเงินไว้ได้บางส่วน ก่อนแจ้งให้เจ้าหน้าที่ สน.ทุ่งมหาเมฆ ลงพื้นที่เข้าตรวจสอบและช่วยเหลือผู้เสียหายอย่างเร่งด่วน

จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินการยื่นคำร้องขอรับเงินคืนจากบัญชีที่ถูกอายัด กระทั่งสามารถนำเงิน จำนวน 500,000 บาท มอบคืนผู้เสียหายที่ กองบังคับการตำรวจนครบาล 5 ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างขยายผลเส้นทางการเงิน เพื่อติดตามผู้ร่วมขบวนการและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

รวบหนุ่มวัย 28 แก๊งคอลเซ็นเตอร์ปอยเปต เป็นแอดมินหลอกคนไทยโอนเงินปีละหลายร้อยล้านบาท

พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผู้บังคับการปราบปราม (ผบก.ป.), พ.ต.อ.เอกสิทธิ์ ปานสีทา ผกก.4 บก.ป., พ.ต.ท.เจษฎา แก้วจาเครือ รอง ผกก.4 บก.ป.,พ.ต.ท.อรรถวิทย์ สุขทัศน์, พ.ต.ท.เอนก บุญตา, พ.ต.ท.ชนะ ขำทอง รอง ผกก.4 บก.ป., พ.ต.ท.กิตติพงศ์ ศิลาพันธุ์ รอง ผกก.4 บก.ป. พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย ว่าที่ พ.ต.ต.ดิฐาศักดิ์ โชติเธียรศรณ์ สว.กก.4 บก.ป., ร.ต.อ.ถวิล สายอินต๊ะ รอง สว.กก.4 บก.ป.

ผงะ! ศูนย์ต่อต้านฉ้อโกงออนไลน์ เผยสัปดาห์เดียวสูญเฉียด 500 ล้าน วัยรุ่น 21-30 ปีเหยื่ออันดับหนึ่ง

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) เผยสัปดาห์เดียวสูญเฉียด 500 ล้าน รวบขบวนการแก๊งสแกมเมอร์รวม 17 ราย ขณะที่กลุ่มอายุ 21-30 ปี ตกเป็นเหยื่ออันดับหนึ่ง แซงหน้าวัยทำงาน

ไทยผนึกนานาชาติปราบแก๊งสแกมข้ามชาติ ปิดบัญชีมิจฉาชีพกว่า 1.5 แสนบัญชี

รัฐบาลเดินหน้ากวาดล้างอาชญากรรมออนไลน์ ร่วมมือหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและบริษัทเทคโนโลยีจากหลายประเทศ สกัดเครือข่ายหลอกลวงข้ามชาติ จับผู้ต้องหาได้ 21

'ประเสริฐ' ขู่ฟ้องพวกวิจารณ์ปั่นกระแสการเมือง ปม ดีเอสไอ-ป.ป.ช. สอบ 2 กรณี

"ประเสริฐ" โร่แจงปม ดีเอสไอ สอบกรณี MOU กระทรวงดีอี กับ บ.สิงคโปร์ และ ป.ป.ช. สอบใช้งบบริหารจัดการน้ำ ชี้ทั้งสองเรื่องยังไม่เป็นคดี ยังไม่สรุปผลสอบสวน ขู่เตรียมฟ้องนักวิจารณ์มั่ว ปั่นกระแสสร้างประเด็นการเมืองทำเสียหาย